bg-single

รำลึก 70 ปียุติสงครามเกาหลี (3) ต่างมุมมอง-ต่างผลประโยชน์

06.09.2023

ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข

 

รำลึก 70 ปียุติสงครามเกาหลี (3)

ต่างมุมมอง-ต่างผลประโยชน์

 

“เรากำลังเผชิญกับสงครามใหม่ทั้งหมด”

นายพลดักลาส แม็กอาเธอร์ กล่าวถึงสถานการณ์การรุกใหญ่

ของกองทัพจีน จนกองทัพสหรัฐต้องเป็นฝ่ายถอยร่นจาก

แนวพรมแดนจีน-เกาหลีเหนือ, พฤศจิกายน 1950

 

การเจรจาหยุดยิงที่หมู่บ้านปันมุนจอมเพื่อแยกกองกำลังทั้งสองฝ่ายออกจากกันในสงครามเกาหลีสิ้นสุดในวันที่ 27 กรกฎาคม 1953 หรือเมื่อ 70 ปีที่แล้ว… ต้องยอมรับว่าหลังจากการเจรจาหยุดยิงครั้งนั้นแล้ว สงครามใหญ่บนคาบสมุทรเกาหลีไม่เกิดขึ้นอีกเลย แม้จะมีความตึงเครียดทางทหารเกิดขึ้นบ้าง แต่ก็มิได้ขยายตัวจนเป็นสงครามอีกครั้งแต่อย่างใด

สงครามเกาหลีไม่ใช่การสู้รบระหว่างฝ่ายเหนือกับฝ่ายใต้ หากยังมีรัฐมหาอำนาจใหญ่อีก 3 ประเทศเข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรงด้วย คือ สหรัฐอเมริกา จีน และสหภาพโซเวียต (รัสเซียในปัจจุบัน) ดังนั้น การรำลึกถึงการหยุดยิงเมื่อ 70 ปีที่แล้ว จึงมีส่วนที่สัมพันธ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้กับรัฐมหาอำนาจดังกล่าวด้วย โดยเฉพาะสงครามเกาหลีในอดีตอาจถูกประกอบสร้างให้เป็น “ภาพแทน” ของการแข่งขันของรัฐมหาอำนาจในปัจจุบัน

ฉะนั้น จึงเป็นเรื่องน่าสนใจว่า รัฐมหาอำนาจใหญ่อย่างสหรัฐและจีนที่เป็นคู่แข่งขันหลักในปัจจุบัน มีความทรงจำและมีมุมมองต่อสงครามเกาหลีแตกต่างกันอย่างไร

 

สงครามต่อต้านอเมริกัน

หากเปรียบเทียบกันแล้ว อาจจะต้องยอมรับว่าจีนยังมีความทรงจำอย่างมากกับเรื่องของสงครามเกาหลี ในขณะที่สำหรับทางสหรัฐนั้น สงครามเกาหลีเป็นดัง “สงครามที่ถูกลืม” (The Forgotten War) ทั้งที่ทหารอเมริกันต่อสู้อย่างหนักและอย่างกล้าหาญในหลายพื้นที่การรบ อีกทั้งมีบทเรียนทางยุทธศาสตร์ที่น่าทำการศึกษาในหลายเรื่อง แต่ความสนใจโดยทั่วไปกลับไม่มากนัก และบทเรียนทางยุทธศาสตร์ของสงครามเกาหลีแทบจะไม่เคยถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นของการศึกษาทางทหารเท่าใดนัก จนมีการเปรียบเปรยว่า สหรัฐได้ “เผาและฝังกลบ” ความทรงจำเกี่ยวกับสงครามเกาหลีไปหมดแล้ว

ในมุมมองของจีนนั้น สงครามเกาหลีถูกเรียกว่าเป็น “สงครามต่อต้านอเมริกันและช่วยเหลือเกาหลี” และถือว่าเป็นสงครามที่ไม่ถูกลืมในสังคมจีน และยิ่งในวาระครบรอบเหตุการณ์ 70 ปีครั้งนี้ ยิ่งเป็นโอกาสให้จีนหยิบฉวยเอาสงครามเกาหลีมาเป็นประเด็นของการประกอบสร้าง “เรื่องเล่า” (narrative) เพื่อรองรับต่อการสร้างลัทธิชาตินิยมจีนในยุคปัจจุบันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดังจะเห็นได้ว่าวารสารที่ออกโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนนั้น ได้กล่าวถึงปัญหาการต่อสู้กับ “จักรวรรดินิยมอเมริกา” ในสงครามเกาหลีมาเป็นระยะหนึ่งแล้ว ข้อสรุปของเรื่องเล่าชุดนี้คือ “กองทัพจีนสามารถเอาชนะศัตรูอันดับ 1 ของโลกได้ (หมายถึงสหรัฐ) ในสนามรบที่เกาหลี และสามารถปฏิบัติการทางทหารได้อย่างกล้าหาญ จนโลกต้องตะลึง และทำให้ทั้งผีและพระเจ้าต้องร้องไห้”

เรื่องเล่าที่ถูกประกอบสร้างบอกอย่างชี้ชัดว่า กองทัพจีนชนะ และกองทัพของฝ่ายตะวันตกที่เข้าร่วมในสงครามเกาหลีเป็นฝ่ายแพ้ ดังจะพบว่าในการเฉลิมฉลองการเข้าสู่สงครามเกาหลีของจีนในปี 2020 ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กล่าวชัดเจนว่า สงครามเกาหลีเริ่มขึ้นเพราะ “การรุกรานของจักรวรรดินิยมที่มาถึงหน้าประตูบ้านของจีน” และจีนได้ตัดสินใจส่งกำลังอาสาสมัคร (ทหาร) ข้ามพรมแดนเข้ามาช่วยเกาหลีเหนือรบ เพื่อเป็นการส่งสัญญาณถึง “ผู้รุกราน” ว่า จีนจะไม่ยอมเผชิญกับการคุกคามของจักรวรรดินิยมตะวันตกโดยไม่ตอบโต้

การตอบโต้ด้วยการส่งทหารข้ามแม่น้ำยาลู (The Yalu River) จึงถูกประกอบสร้างสำหรับการแข่งขันของรัฐมหาอำนาจใหญ่ในปัจจุบันว่า “นี่คือเจตจำนงอันแข็งแกร่งดังเหล็ก” (an iron will) ของจีนที่จะแสดงให้ผู้รุกรานเห็น และ “สร้างสตอรี่” ต่อด้วยว่า จีนสามารถ “เอาชนะข้าศึกที่สมบูรณ์ไปด้วยอาวุธ แต่กลับอ่อนแอด้านเจตนารมณ์” ได้อย่างชัดเจน

ชุดความคิดเช่นนี้อาจจะบ่งบอกถึงสถานะทางความมั่นคงของจีน เนื่องจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนเพิ่งชนะสงครามกลางเมืองในปี 1949 และต้องเผชิญกับสหรัฐที่เป็นรัฐมหาอำนาจที่เข้มแข็งทางทหาร และเพิ่งชนะสงครามโลกครั้งที่ 2

ดังนั้น สงครามเกาหลีจึงเป็นความท้าทายด้านความมั่นคงของรัฐบาลใหม่ที่ปักกิ่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

สตอรี่สงคราม

ในขณะที่จีนพยายาม “สร้างสตอรี่” ว่า สงครามเกาหลีเริ่มจากการรุกรานของฝ่ายตะวันตก แต่ในความเป็นจริง สงครามเริ่มจากการบุกข้ามเส้นขนานที่ 38 ของกองทัพเกาหลีเหนือ แม้จีนจะนำเสนอว่า กองทัพอาสาสมัครประชาชนจีน (กองทัพสนามที่ 4) ชนะในพื้นที่การรบบางจุด แต่จีนเองก็ประสบความสูญเสียอย่างหนัก และโดยข้อมูลสงครามแล้ว กองทัพจีนไม่ได้ประสบความสำเร็จในการรบมากอย่างที่การโฆษณาชวนเชื่อของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ตัวเลขประมาณการทางทหารเชื่อว่า กองทัพจีนน่าจะประสบความสูญเสียมากกว่า 1 ล้านนาย ส่วนอัตราการสูญเสียของกองทัพเกาหลีเหนือประมาณ 520,000 นาย (อัตราการสูญเสียทางทหารหมายถึง การบาดเจ็บ ตาย และสูญหาย)

ส่วนกองทัพสหรัฐสูญเสียประมาณ 142,000 นาย (เสียชีวิตในสนามรบประมาณ 33,000 นาย) กองทัพสหประชาชาติที่ไม่นับรวมกองทัพสหรัฐ สูญเสียประมาณ 17,000 นาย (เสียชีวิตในสนามรบประมาณ 3,000 นาย) กองทัพเกาหลีใต้สูญเสียประมาณ 300,000 นาย (เสียชีวิตในสนามรบประมาณ 70,000 นาย) และประชาชนชาวเกาหลีเสียชีวิตมากกว่า 3 ล้านคน และสงครามเกาหลีถือเป็น “หมุดหมาย” ที่สำคัญที่สุดชุดหนึ่งของสงครามเย็น ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของเอเชียหรือของโลกก็ตาม

ผลสืบเนื่องอย่างสำคัญคือ จีนได้รับการยอมรับว่าเป็น “รัฐมหาอำนาจใหญ่” ของเอเชีย และเป็นจุดเริ่มต้นหนึ่งที่สำคัญของการขยายอิทธิพลของจีนในเอเชีย แม้ว่าในความเป็นจริงของสงครามนั้น กองทัพจีนอ่อนแอ และเป็นกองทัพแบบเก่าที่ไม่เหมาะกับสงครามสมัยใหม่ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่อย่างใด

แต่เรื่องเล่าที่ถูกประกอบสร้างขึ้นกลับเป็นภาพของกองทัพจีนที่เข้มแข็ง และรบชนะในทุกสมรภูมิ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว จีนประสบความสูญเสียอย่างหนัก

อีกทั้งทหารจีนและเกาหลีเหนือที่เป็นเชลยศึกมีจำนวนมากกว่า 132,000 นาย ทหารอเมริกันถูกจับเป็นเชลยประมาณ 1 หมื่นคน แต่รอดชีวิตกลับมาได้เพียง 3 พันกว่านาย

 

สงครามการเมือง

แม้จีนจะประสบความสูญเสีย แต่กลับสามารถสร้างภาพทางการเมืองในอีกแบบอย่างไม่น่าเชื่อ และใช้สงครามเกาหลีเป็นเครื่องมือของการสร้าง “แรงบันดาลใจ” ทางการเมือง เช่น ภาพความยิ่งใหญ่ในการเป็นพ่อของประธานเหมาเจ๋อตุง ซึ่งลูกชายของเขาได้เข้าสู่สงครามนี้ และเสียชีวิตในการรบ ดังปรากฏเป็นการสร้างภาพยนตร์เพื่อใช้ในการโฆษณาชวนเชื่อในปี 2021 เรื่อง “การรบที่ทะเลสาบฉางจิน” (The Battle at Lake Changjin) และกลายเป็น “หนังดัง” ในสังคมจีน ที่ทำรายได้อย่างมากและอย่างรวดเร็ว ทั้งที่ในการรบนั้น กองทัพจีนประสบความเสียหายอย่างหนัก ประมาณว่าจีนสูญเสียทหารไม่ต่ำกว่า 37,000 นาย (ตัวเลขหลังสงคราม ประเมินว่าจีนน่าจะสูญเสียมากกว่านั้น)

แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้กลับสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นหลังในสังคมจีนให้หันกลับมาสนใจสงครามเกาหลี และถูกนำมาใช้ขับเคลื่อนกระแสชาตินิยมจีนในปัจจุบัน ที่กำลังมีลักษณะสุดโต่งมากขึ้นด้วย [การรบที่ทะเลสาบฉางจินนั้น ทางฝ่ายตะวันตกจะเรียกว่า “การรบที่อ่างเก็บน้ำโชซิน” – The Battle of Chosin Reservoir, พฤศจิกายน-ธันวาคม 1951]

สำหรับสหรัฐนั้น สงครามเกาหลีกลายเป็นสิ่งที่ “ถูกลืม” (บางทีอาจหมายความว่า “อยากลืม” ไม่ต่างจากปัญหาสงครามเวียดนาม) ซึ่งอาจเป็นเพราะผลของสงครามไม่เป็นไปอย่างที่สังคมอเมริกันคาดหวัง หรือบางครั้งผลของสงครามที่จบลงในแบบ “ไม่เป็นที่น่าพอใจ” และสำหรับคนอเมริกันบางกลุ่ม อาจเป็นเรื่อง “น่าอับอาย” ภาพเช่นนี้แตกต่างจากสังคมจีนอย่างมาก ภาพสะท้อนจากเสียงตอบรับของสังคมจีนต่อภาพยนตร์เรื่อง “การรบที่ทะเลสาบฉางจิน” นั้น เป็นตัวแทนของความสำเร็จของการโฆษณาชวนเชื่อ ที่สามารถสร้างกระแสชาตินิยมจีนในยุคปัจจุบันได้อย่างน่าสนใจ

การสร้างกระแสนี้สอดรับกับสถานการณ์การแข่งขันระหว่างสหรัฐกับจีนโดยตรง อีกทั้งอาจมีส่วนอย่างมากในการช่วยปกป้องสถานะของรัฐบาลสี จิ้นผิง ที่มีวิกฤตโควิด-19 เป็นปัญหาแต่เดิม และมีวิกฤตเศรษฐกิจในปัจจุบันด้วย เพราะกระแสนี้จะช่วยให้คนยอมรับรัฐบาลในการต่อสู้กับสหรัฐและชาติตะวันตกมากขึ้น หรือมีท่าทีในการปกป้องรัฐบาลมากขึ้น จนกลายเป็นว่าการวิจารณ์รัฐบาลคือไม่รักชาติ… การไม่สนับสนุนรัฐบาลเรื่องไต้หวันคือไม่รักชาติ

ปัญหาคือ แล้วสังคมอเมริกันจะมองสงครามเกาหลีในสถานการณ์การเมืองปัจจุบันอย่างไร ซึ่งไม่ง่ายเลยที่มีคำตอบ เพราะสงครามเกาหลีเป็นสงครามที่อยู่ตรงกลาง ระหว่างชัยชนะอย่างยิ่งใหญ่ในสงครามโลกครั้งที่ 2 กับความพ่ายแพ้อย่างหนักในสงครามเวียดนาม ภาวะเช่นนี้จึงทำให้สังคมอเมริกันกำหนดท่าทีต่อสงครามเกาหลีได้ยาก และกลายเป็นเรื่องที่อยากลืม

แต่ “บทเรียนการสงคราม” หลายเรื่องกลับถูกละเลยไปอย่างน่าเสียดาย ทั้งที่สามารถนำมาปรับใช้ได้อย่างดีกับปัญหาการเมืองระหว่างประเทศในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมรับสงคราม การเข้าสงคราม การป้องกันการยกระดับของสงคราม การเจรจายุติสงคราม การตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองกับสงคราม และความสัมพันธ์ระหว่างการรบกับสงครามการเมืองและการโฆษณาชวนเชื่อ

 

ข้อคิดจากสงคราม

ภาวะเช่นนี้ทำให้เกิดข้อสรุปจากสงครามเกาหลีว่า จีนพ่ายแพ้การรบ แต่ชนะการเมือง ส่วนสหรัฐชนะการรบ แต่กลับแพ้การเมือง

ในอีกด้านหนึ่งบางคนสรุปว่า สงครามเกาหลีทิ้งบทเรียนสำคัญให้ทำเนียบขาวและผู้นำทหารอเมริกันต้องคิดคู่ขนานกับปัญหาการแข่งขันของรัฐมหาอำนาจใหญ่ใน 4 เรื่องใหญ่ คือ

1) การป้องปรามข้าศึก ไม่ให้ข้าศึกเป็นฝ่ายเปิดสงครามจะดำเนินการอย่างไร

2) หากการป้องปรามล้มเหลว และเกิดสงครามขึ้น จะรับมืออย่างไร

3) จะดำเนินการต่ออย่างไร หากสงครามที่เกิดขึ้นมีระยะเวลาทอดยาวออกไป

และ 4) ถ้าจะยุติการรบ จะเปิดการเจรจาหยุดยิงอย่างไร

ข้อคิดจากสงครามเกาหลีใน 4 เรื่องเช่นนี้ดูจะสอดคล้องกับสถานการณ์สงครามยูเครนเป็นอย่างยิ่ง และเช่นเดียวกันปัญหา 4 ประการนี้อาจจะต้องนำมาเป็นข้อพิจารณาสำหรับสถานการณ์ความตึงเครียดที่ช่องแคบไต้หวัน ซึ่งอาจยกระดับเป็นสงครามได้ไม่ยาก

ดังนั้น การหวนกลับมาพิจารณาบทเรียนสงครามเกาหลีจึงเป็นประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจอย่างมาก!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร