bg-single

รากฐานทางเศรษฐกิจและสังคมที่เรียวแคบของรัฐบาล

26.09.2023

บทความพิเศษ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์

https://www.facebook.com/sirote.klampaiboon/

 

รากฐานทางเศรษฐกิจและสังคมที่เรียวแคบของรัฐบาล

 

รัฐประหาร 19 กันยายน ปีนี้ผ่านไปโดยไม่มีใครในพรรคเพื่อไทยพูดอะไรเลย ทั้งที่พรรคเพื่อไทยมักพูดถึงเหตุการณ์นี้เพื่อยืนยันว่าตัวเองเป็นฝ่ายประชาธิปไตยจนถูกทหารยึดอำนาจตั้งแต่ 17 ปีที่แล้ว ซ้ำแกนนำพรรคก็ปราศรัยเรื่องนี้ช่วงเลือกตั้งปี 2566 อย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทยเคยพูดเรื่องนี้เพื่อบอกว่าไม่มีวันจับมือกับเผด็จการ

แน่นอนว่าคงไม่มีใครในเพื่อไทยความจำเสื่อมจนลืมว่ารัฐประหาร 19 กันยายน คืออะไร

แต่ทุกคนในเพื่อไทยเลือกไม่พูดเรื่องนี้เพราะไม่อยากให้คนจดจำพรรคในแง่เป็นฝ่ายตรงข้ามเผด็จการทหารต่อไป

เช่นเดียวกับอาจไม่อยากให้คนสงสัยถึงสาเหตุรัฐประหารเพื่อกำจัดคุณทักษิณ ชินวัตร ในปี 2549 จนตั้งคำถามต่อไปว่าเบื้องหลังทั้งหมดคืออะไร

เมื่อพรรคเพื่อไทยเลือกไม่พูดถึงเหตุการณ์ที่ไกลตัวอย่างรัฐประหารปี 2549 อีกต่อไป รัฐประหารที่ใกล้ตัวขึ้นกรณีคุณประยุทธ์ จันทร์โอชา ยึดอำนาจคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปี 2557 ก็คงไม่มีใครในเพื่อไทยพูดถึงต่อไปอีก เช่นเดียวกับการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงปี 2553

สรุปง่ายๆ เรื่องแบบนี้หากพูดก็ต้องถามต่อว่าใครสั่งยิง ใครสั่งฆ่า และฆ่าทำไม ซึ่งคงไม่มีคนเพื่อไทยหรือครอบครัวเพื่อไทยอยากพูดถึงเรื่องนี้อีกต่อไป จะเป็นเพราะเกรงใจผู้เกี่ยวข้อง หรือเพราะตั้งใจพูดเรื่องนี้แค่เพื่อหาเสียงโดยปลุกระดมประชาชนก็ตามที

 

ถ้ายอมรับความจริงว่าพรรคเพื่อไทยช่วงเลือกตั้งชูความเป็นพรรคประชาธิปไตยเพื่อดึงดูดคะแนนประชาชน ความจริงที่ต้องยอมรับอีกเช่นกันคือพรรคเพื่อไทยหลังเลือกตั้งไม่พูดเรื่องที่เคยพูดเพื่อดึงคะแนนประชาชนอีก

เพียงแต่ปริศนาที่ไม่มีใครรู้คือเพื่อไทยไม่พูดเพราะเป็นเทคนิคทางการเมือง หรือเพราะเพื่อไทยมีจุดยืนเปลี่ยนไปจากเดิม

คำพูดที่ได้ยินทั่วโซเชียลมีเดียวันนี้คือไม่มีใครทำร้ายเพื่อไทยเท่ากับ “ดิจิทัลฟุตพริ้นต์” ของพรรคเพื่อไทย ทัศนคติแบบนี้สะท้อนว่าเพื่อไทยถูกมองว่าไม่ทำตามที่พูดช่วงหาเสียงเยอะไปหมด ส่วนเพื่อไทยจะเป็นแบบนั้นจริงหรือไม่ก็เป็นเรื่องที่ทุกคนตัดสินใจตามเกณฑ์ที่แต่ละคนมีต่างกัน

แต่ที่แน่ๆ “Perception” หรือมุมมองแบบนี้ไม่ดีกับรัฐบาลที่พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำเลย

ไม่ใช่ความลับว่าเพื่อไทยตั้งรัฐบาลครั้งนี้ด้วยแรงสนับสนุนจากสังคมที่ต่ำกว่าในอดีต ผลสำรวจความเห็นประชาชนต่อรัฐบาลยังไม่มีสัญญาณบวก ข้อมูลหลังบ้านของสื่อหลายค่ายพูดตรงกันว่า “โซเชียล” สนใจคุณเศรษฐา ทวีสิน หรือรัฐมนตรีไม่มากเท่าพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และพรรคก้าวไกล และเพื่อไทยที่ถอยแสดงจุดยืนประชาธิปไตยขั้นไม่วิจารณ์รัฐประหารจะเสียคะแนนจนความสนใจรัฐบาลลดลงกว่าเดิม

ตรงข้ามกับสถานการณ์ก่อนเลือกตั้งที่เพื่อไทยชวนคนหยิบเสื้อแดงจากตู้เสื้อผ้าแล้วใส่ไปลงคะแนน

เพื่อไทยในฐานะรัฐบาลทำทุกทางที่จะยุติ “ความเป็นการเมือง” ทั้งเรื่องเสื้อแดงและเรื่องประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเพื่อเอาใจทหารที่เคยปราบคนเสื้อแดง, เอาใจพรรคร่วมรัฐบาลที่เคยเป็น กปปส. หรือเพราะต้องการสร้างบรรยากาศทางการเมืองที่เงียบสงบก็ตาม

 

ยุทธศาสตร์ของเพื่อไทยในฐานะรัฐบาลคือการสร้างรัฐบาลที่ “ไม่การเมือง” โดยโฟกัสไปที่การบริหารและผลงานด้านเศรษฐกิจของคุณเศรษฐาในฐานะนายกรัฐมนตรี

รัฐบาลจะทำเป้าหมายนี้ได้สำเร็จหรือไม่ยังไม่มีใครรู้ แต่การทำให้อัตราการเติบโตของ GDP เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 5% จากเดิมในปี 2565 ซึ่งอยู่ที่ 2.6% เป็นเรื่องทั้งง่ายและยากในเวลาเดียวกัน

ด้วยฐานการเติบโตเศรษฐกิจที่โตแค่ 1.4% ในปี 2564 และ 2.6% ในปี 2565 ประเทศไทยในปี 2566-2567 มีโอกาสที่เศรษฐกิจจะโตสูงขึ้นกว่าเดิมแน่ๆ แต่ปัญหาคือธนาคารโลกประเมินไว้ในรายงานประจำเดือนมิถุนายนว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2556โต 3.9%, ในปี 2567 โต 3.6% และในปี 2568 จะโตแค่ 3.4%

ในแง่นี้ โอกาสที่ประเทศไทยในยุคคุณเศรษฐาจะเติบโตเฉลี่ย 5% จึงเป็นไปแทบไม่ได้เลย

ควรระบุด้วยว่าตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยปีละ 5% เป็นฐานของการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยด้านอื่นๆ เช่น ค่าแรงขั้นต่ำวันละ 600 ในปี 2570, เงินเดือนคนจบปริญญาตรี 25,000 บาท หรือการจ่ายเงินให้ทุกครอบครัวมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 20,000 บาท

ถ้าเศรษฐกิจไทยโตตามที่ธนาคารโลกประเมินจริงๆ ก็จะโตเฉลี่ยไม่ถึงปีละ 5% และเท่ากับว่านโยบายแนวเงินๆ ทองๆ ที่พรรคเพื่อไทยต้องการใช้เป็นเครื่องมือสร้างความนิยมทดแทนมลทินจากการจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้วจะล้มเหลวทันที

 

“ภาพลักษณ์” ของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งนี้และครั้งอื่นๆ คือการทำนโยบายที่ชาวบ้านเรียกง่ายๆ ว่า “แจกเงิน”

แต่ที่จริงนโยบายที่โดดเด่นที่สุดของเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งนี้คือการ “เพิ่มพลังการผลิต” และ “เพิ่มผลิตภาพ” ของประเทศด้วยนโยบายเกษตร, ซอฟต์เพาเวอร์, อัพสกิล, รีสกิล ฯลฯ

ซึ่งหากทำสำเร็จจะเป็นการยกระดับรายได้ของประชาชนอย่างก้าวกระโดดแบบยาวนาน

ไม่มีรัฐบาลไหนทำทุกนโยบายที่ประกาศไว้สำเร็จทุกกรณี แต่นโยบายที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับ “พลังการผลิต” และ “เพิ่มผลิตภาพ” เป็นชุดนโยบายที่รัฐบาลนี้ต้องทำให้สำเร็จให้ได้ เพราะนโยบายแจกเงินของรัฐบาลเพื่อไทยผูกโยงกับการลากระบบเศรษฐกิจไทยให้โตเฉลี่ยปีละ 5%

อย่างไรก็ดี อัตราการเติบโตเศรษฐกิจแบบนี้แทบเป็นไปไม่ได้เมื่อคำนึงความเป็นจริงทางเศรษฐกิจ และตัวเลขแนวโน้มที่ธนาคารโลกประเมิน

 

ในสังคมที่โครงสร้างเศรษฐกิจแบบเดิมสร้างความมั่งคั่ง, การเจริญเติบโต และการกระจายรายได้ต่อไปไม่ได้ การสร้างระบบเศรษฐกิจแบบใหม่คือวิธีที่จะผลักดันให้เกิดการเติบโตและการกระจายรายได้ได้ดีที่สุด

แต่ปัญหาคือกระบวนการทั้งหมดนี้ต้องใช้เวลาและโครงสร้างพื้นฐานที่ประเทศนี้ยังแทบไม่มีเลย

การปฏิรูปภาคเกษตรที่สำคัญที่สุดคือการปฏิรูปคุณภาพดินเพื่อทำให้ได้ผลผลิตที่ดีขึ้นในต้นทุนที่ต่ำลง แต่กระบวนการนี้ในบางประเทศทำโดยรัฐบาลจ่ายเงินให้ชาวนาชาวไร่หยุดทำงานขณะรัฐอัพเกรดที่ดิน ส่วนประเทศไทยไม่มีแม้หน่วยงานทำเรื่องนี้ และกระทั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ยังไม่ได้อยู่กับพรรคแกนนำรัฐบาล

การอัพสกิลและรีสกิลป็นเรื่องที่นักการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมพูดกันมานาน แต่ศักยภาพของรัฐไทยในการรีสกิลเป็นอย่างไรก็แสดงให้เห็นจากผลิตภาพประเทศที่รู้กันดีอยู่แล้ว

ยิ่งไปกว่านั้นคือการอัพสกิลและรีสกิลที่ทำมักหมายถึงการปรับฝีมือแรงงานให้เข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ขณะที่สิ่งที่เพื่อไทยทำนั้นแทบจะเป็นการเปลี่ยนวิถีการผลิตไปเลย

ประเทศไทยมีนักศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปรวมกัน 2 ล้านคน และถ้าเพื่อไทยจะทำการอัพเกรดคนไทยให้ได้ปีละ 2 ล้านคนตามที่บอกไว้ สิ่งแรกที่รัฐบาลเพื่อไทยต้องคิดและทำให้ได้คือใครและหน่วนงานไหนจะเป็นคนทำหน้าที่นี้ เพราะมหาวิทยาลัยที่มีผู้เรียนปีละ 2 ล้านไม่มีทางรับคนเพิ่มอีก 2 ล้านได้แน่นอน

สื่อฝ่ายประจบรัฐบาลบางคนบอกว่าสามารถใช้โรงเรียนสารพัดช่างเป็นองค์กรหลักในการอัพสกิลคนไทย แต่สารพัดช่างถูกสร้างขึ้นเพื่อฝึกอาชีพพื้นฐาน ไม่ใช่เพื่อพัฒนาแรงงานให้ปรับตัวสู่การผลิตสมัยใหม่ ไม่ต้องพูดถึงการเปลี่ยนแปลงตัวเองไปสู่วิถีการผลิตที่แตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

 

พรรคเพื่อไทยวันนี้เข้าสู่กระบวนการลดทอนความเป็นการเมืองจนไม่แสดงให้เห็นเจตจำนงในการปฏิรูปประชาธิปไตย, ปฏิรูปกองทัพ หรือแม้แต่ยกระดับความเป็นประชาธิปไตยในสังคม

นักการเมืองสำคัญอย่างคุณจาตุรนต์ ฉายแสง จึงถึงกับต้องเตือนว่าพรรคเพื่อไทยทิ้งการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นต้นทุนด้านประชาธิปไตยของพรรคจะไม่เหลือเลย

คำถามคืออะไรในพรรคเพื่อไทยทำให้คุณจาตุรนต์ต้องสื่อสารออกสื่อว่าพรรคอย่าเบี้ยวยกร่างรัฐธรรมนูญ?

รากฐานทางสังคมที่เรียวแคบของพรรคเพื่อไทยคืออุปสรรคสำคัญของรัฐบาล

การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดดคืออาวุธเดียวของเพื่อไทยที่จะขยายรากฐานทางสังคมนี้ให้กว้างขวางขึ้น

แต่ด้วยเงื่อนไขของเศรษฐกิจไทยและระดับการพัฒนาที่เป็นจริง เส้นทางสู่ความสำเร็จนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย และเดิมพันสำคัญคืออนาคตของเพื่อไทยและรัฐบาลเพื่อไทยเอง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เรื่องต้องรู้ของฟุตบอลโลก 2026 ศึกเวิลด์คัพฉบับ ‘มหึมา’
ฉบับประจำวันที่ 12-18 มิ.ย. 2569 ฉบับที่ 2391
E-DUANG | ปรากฎการณ์ แบงค์ ศุภณัฐ ต่อเนื่อง มายัง โจ เบอร์สิบ
กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี