bg-single

14 ตุลาฯ กับทหาร (3) ขับกระแส-เคลื่อนการต่อสู้

25.10.2023

ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข

 

14 ตุลาฯ กับทหาร (3)

ขับกระแส-เคลื่อนการต่อสู้

 

“สภาสัตว์ป่าแห่งทุ่งใหญ่มีมติให้ต่ออายุสัตว์ป่าอีก 1 ปี เนื่องจากสถานการณ์ภายในและภายนอกไม่เป็นที่น่าไว้วางใจ”

มหาวิทยาลัยที่ยังไม่มีคำตอบ (มิถุนายน 2516)

ชมรมคนรุ่นใหม่ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

 

เหตุการณ์กรณีทุ่งใหญ่จากปลายเดือนเมษายน ต่อเข้าเดือนพฤษภาคม และมิถุนายน 2516 ดูจะบานปลายออกไปเรื่อยๆ รัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร หมดความน่าเชื่อถือลงตามลำดับ เพราะสังคมไม่เชื่อคำแถลงของรัฐบาลที่ยืนยันว่า การไปล่าสัตว์ที่ทุ่งใหญ่เป็นการไป “ราชการลับ” และยิ่งผู้นำรัฐบาลออกมาตอกย้ำในเรื่องเช่นนี้มากเท่าใด สังคมก็ยิ่งไม่ตอบรับมากเท่านั้น จนถึงกับ พล.ต.ท.ประจวบ สุนทรางกูร รองอธิบดีกรมตำรวจ กล่าวเป็นข้อสรุปอย่างตรงไปตรงมาว่า “เมื่อผู้ใหญ่ท่านว่าไปราชการลับ ก็ต้องเป็นเรื่องลับ”

กระแสสังคมออกไปในทางที่ต่อต้านรัฐบาลอย่างมาก หนังสือเรื่อง “บันทึกลับจากทุ่งใหญ่” ที่จัดพิมพ์โดยศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ร่วมกับชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติ จำนวน 5 พันเล่ม แต่ใช้เวลาเพียงชั่วโมงเศษสามารถจำหน่ายได้หมดนั้น ต้องถือเป็นสัญญาณสำคัญ ที่น่าจะทำให้รัฐบาลตระหนักว่า ความน่าเชื่อถือของคณะทหารที่เป็นผู้นำรัฐบาลนั้น กำลังลดต่ำลง

แต่ผู้นำรัฐบาลอาจจะมีความเชื่อมั่นว่ายังสามารถคุมสถานการณ์ได้ตามปกติ ถึงขนาด พล.อ.ประภาส จารุเสถียร กล่าวสวนกระแสว่า “เห็นมีคนกินเนื้อแล้ว ถ้าจะจับ ไม่ต้องไปไกลถึงกาญจนบุรีหรอก แถวอนุสาวรีย์หรือวิทยุก็ถมไป ผมก็คงจะถูกจับ เพราะชอบกินเสียด้วย…”

ในสภาวการณ์เช่นนี้ รัฐบาลอาจมีความเชื่อมั่นทางด้านกำลัง และไม่ตระหนักถึง “ปัจจัยจิตวิทยาการเมือง” ที่กระแสสังคมแสดงออกอย่างชัดเจนอีกครั้งหลังจากการประท้วงใหญ่ในกรณี “กฎหมาย 299” ที่เตรียมเปิดช่องให้ฝ่ายบริหาร (รัฐบาล) สามารถแทรกแซงฝ่ายตุลาการ (ศาล) ได้… ว่าที่จริง การประท้วงเรื่องดังกล่าวในตอนปลายปี 2515 เป็นสัญญาณถึงการก่อตัวอย่างเป็นรูปธรรมของกระแสต่อต้านรัฐบาลทหาร

สิ่งที่น่าสนใจประการหนึ่งจากปัญหานี้ ที่ไม่สามารถตอบได้ชัดคือ รัฐบาลทหารมองกระแสต่อต้านอย่างไร

 

จากทุ่งใหญ่สู่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

หากพิจารณาในเชิงเปรียบเทียบแล้ว เราอาจต้องยอมรับว่าความรู้สึกของผู้คนในสังคมหรือปัจจัยของ “จิตวิทยาการเมือง” ที่ไม่ตอบรับกับการดำรงอยู่ของรัฐบาลทหารในต้นปี 2516 ขยับสูงขึ้นมากกว่าตอนปลายปี 2515… คนในสังคมรับผู้นำทหารไม่ได้มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะมองว่าการแก้ตัวให้กับการกระทำผิดของกลุ่มข้าราชการที่เดินทางเข้าไปล่าสัตว์ที่ทุ่งใหญ่ จนนำไปสู่กรณีความสูญเสียที่เกิดจากการตกของเฮลิคอปเตอร์ แต่ผู้เสียชีวิตกลับได้รับการปฏิบัติเช่นความสูญเสียในราชการสนาม คือ การคุมหีบศพด้วยธงชาติ ทั้งที่หลักฐานของการกระทำผิดปรากฏเห็นชัด และยืนยันชัดว่าพวกเขาไม่ได้ไปราชการลับจนเสียชีวิตแต่อย่างใด

ในขณะที่ความรู้สึกต่อต้านรัฐบาลขยายตัวรวดเร็วนั้น รัฐบาลกลับตัดสินใจท้าทายด้วยการต่ออายุราชการให้แก่ พล.อ.ประภาส จารุเสถียร ทั้งยังเลื่อนชั้นยศขึ้นเป็นระดับ “จอมพล” อีกด้วย จนเสมือนกับรัฐบาลไม่แคร์กับความรู้สึกของสังคมแต่อย่างใด การตัดสินใจของรัฐบาลเช่นนี้ทำให้การต่อต้านยกระดับขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โดยชมรมคนรุ่นใหม่ของมหาวิทยาลัยรามคำแหงได้ออกหนังสือ “มหาวิทยาลัยที่ยังไม่มีคำตอบ” พร้อมกับการล้อเลียนการต่ออายุราชการของจอมพลทั้งสอง จนคำกล่าวว่า “สถานการณ์ไม่เป็นที่น่าไว้วางใจ” เป็นคำติดปากที่ใช้ล้อเลียนทางการเมืองจนกลายเป็นเรื่องสนุก

ในทางกลับกันไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนว่า รัฐบาลกดดันให้มหาวิทยาลัยรามคำแหงดำเนินการในเรื่องนี้อย่างหนึ่งอย่างใดหรือไม่ แต่อธิการบดีใช้อำนาจตัดสินใจ “ลบชื่อ” นักศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการทำหนังสือจำนวน 9 คนออก ทำให้ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) เปิดการชุมนุมที่หอประชุมใหญ่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในเดือนมิถุนายน 2516 และเดินขบวนมายังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

 

การชุมนุมมีประชาชนเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก และเป็นการชุมนุมครั้งใหญ่อย่างคาดไม่ถึง ซึ่งมีผู้เข้าร่วมมากกว่าการประท้วงตอนปลายปี 2515 การชุมนุมประสบความสำเร็จทำให้มหาวิทยาลัยรามคำแหงต้องรับนักศึกษาทั้ง 9 กลับ พร้อมกับการลาออกของอธิการบดีจนอาจกล่าวได้ว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้บ่งบอกถึงความสำเร็จอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ใช่เพียงกระแสสังคมตอบรับด้วยการมีนักศึกษาประชาชนเข้าร่วมประท้วงเป็นจำนวนมากและประสบความสำเร็จในการเรียกร้องเท่านั้น หากยังแสดงถึงการก่อตัวอย่างเป็นรูปธรรมของ “ขบวนการทางสังคม” (social movement) ที่มีนิสิต นักศึกษา และประชาชนเป็นแกนหลัก พร้อมกับการขับเคลื่อนของอุดมการณ์เสรีนิยมเป็นองค์ประกอบสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ในการชุมนุมครั้งนี้ได้มีการประกาศข้อเรียกร้องที่ชัดเจนว่า ขอให้รัฐบาลทหารประกาศใช้รัฐธรรมนูญภายใน 6 เดือนข้างหน้า ดังนั้น โดยนัยแล้ว การเรียกร้องให้รัฐบาลทหารคืนรัฐธรรมนูญให้กับประชาชน จึงหมายถึงการเรียกร้องให้รัฐบาลทหารลงจากอำนาจ และเปิดการเลือกตั้งนั่นเอง

(มีความต่างของปัญหาภาษาบางประการ กล่าวคือ ในยุคนั้นหลังจากผู้นำทหารประสบความสำเร็จในการยึดอำนาจแล้ว จะมีการประกาศใช้เพียง “ธรรมนูญการปกครองประเทศ” ไม่ใช่เช่นในยุคปัจจุบัน ที่หลังจากยึดอำนาจเสร็จ ก็ประกาศ “รัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ซึ่งจะเห็นถึง “สถานะทางกฎหมาย” ที่แตกต่างกันในบริบทของภาษาทางรัฐศาสตร์)

 

จุดพลิกผัน

สําหรับคนที่เข้ามหาวิทยาลัยเป็น “น้องใหม่” ในปีการศึกษา 2516 นั้น ต้องถือว่าเป็นช่วงเวลาของความน่าตื่นเต้นอย่างมาก เนื่องจากจะได้สัมผัสกับเหตุการณ์ทางการเมืองที่พัฒนาจากการประท้วงกรณีทุ่งใหญ่จากปลายเดือนเมษายน ต่อเข้าพฤษภาคมและมิถุนายน ซึ่งเป็นช่วงของการเปิดเรียนในภาคต้น และตามมาด้วยเหตุการณ์การประท้วงกรณี 9 นักศึกษารามคำแหงในเดือนมิถุนายน… การประท้วงเช่นนี้คือ “การรับน้องใหม่” ในบริบททางการเมืองของนิสิตปี 1 ในรุ่นนั้นอย่างน่าตื่นเต้น

ในอีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจคือ ฝ่ายข่าวกรองและหน่วยงานความมั่นคงของรัฐประเมินสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังยกระดับขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นนี้อย่างไร แน่นอนว่าเราที่เป็นผู้คนในยุคหลังๆ คงไม่มีโอกาสที่จะได้อ่านรายงานประเมินสถานการณ์ข่าวกรองในช่วงเวลาเช่นนั้น แต่หนึ่งในคำถามที่ค้างคากับสถานการณ์เช่นที่กล่าวแล้วคือ รัฐบาลและกองทัพประเมินไหมว่า การชุมนุมอาจจะขยายตัวไปถึงจุดที่ควบคุมไม่ได้ เพราะคนในสังคมตัดสินใจเข้าร่วมการประท้วงของนิสิตนักศึกษา

ว่าที่จริง เหตุการณ์ร่วมสมัยอย่างกรณี “การลุกขึ้นสู้ของชาวอาหรับ” หรือที่เราเรียกว่า “อาหรับสปริง” (Arab Spring) ในปลายปี 2553 ที่ตูนิเซีย ต่อเนื่องเข้าปี 2554 ที่อียิปต์ ก็สะท้อนให้เห็นถึงการประเมินสถานการณ์ที่ผิดพลาด อย่างน้อยใน 3 ประเด็นหลัก คือ

1) คนคงเข้าร่วมไม่มาก หรืออาจมีคนร่วมประท้วงในระดับหนึ่ง แต่จะไม่มากจนนำไปสู่การล้มลงของระบอบเดิม

2) ระบอบอำนาจนิยมผ่านการประท้วงและต่อต้านมาหลายครั้งแล้ว ถ้าจะเกิดขึ้นอีกสักครั้ง ก็ไม่น่าจะนำไปสู่การพลิกผันแต่อย่างใด

และ 3) เพื่อการคงอยู่ของระบอบดังกล่าว การปราบปรามด้วยกำลังทหารจะต้องถูกนำมาใช้ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมเกิดความหวาดกลัว

 

ในอีกด้านหนึ่ง หน่วยงานข่าวกรองภายนอกก็อาจมองในมุมที่เชื่อว่า ระบอบทหาร/ระบอบเก่าที่ถูกต่อต้านมาโดยตลอดนั้น การต่อต้านแต่ละครั้งไม่สามารถทำให้ระบอบเก่าต้องสิ้นอำนาจลงได้จริงแต่อย่างใด หรืออาจกล่าวได้ว่าหลายฝ่ายเชื่อว่าระบอบอำนาจนิยมที่ดำรงอยู่ในการเมืองมาอย่างยาวนาน มักจะมีสภาวะของการเป็น “ระบอบอำนาจนิยมที่คงทนถาวร” (durable authoritarianism) เช่นกรณีของการประเมินเหตุการณ์การต่อต้านพระเจ้าชาห์แห่งอิหร่าน ก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน

ดังจะเห็นได้ว่าในปี 2520 นั้น กองทัพอิหร่านถูกยกระดับให้เป็นกองทัพในระดับแนวหน้าของโลก ถึงกับมีการจัดลำดับว่ากองทัพอิหร่านมีความเข้มแข็งทางทหารเป็นอันดับที่ 5 ของโลก ถ้าเช่นนี้แล้วรัฐบาลที่มีกองทัพเป็นลำดับหนึ่งในห้าของโลก จะแพ้ต่อการประท้วงของประชาชนได้อย่างไร

แต่สถานการณ์ในปีถัดมาดูจะไม่เอื้อต่อการดำรงอยู่ของรัฐบาลเท่าใดนัก กล่าวคือ การประท้วงและการต่อต้านรัฐบาลขยายตัวและทวีความรุนแรงมากขึ้น จนเห็นได้ชัดในปี 2521 ว่า การประท้วงในอิหร่านกำลังยกระดับกลายเป็น “การปฏิวัติประชาชน” (popular revolution) ที่นำไปสู่การโค่นล้มระบอบกษัตริย์

ในที่สุดรัฐบาลเริ่มไม่สามารถควบคุมสถานการณ์บนถนนได้ แม้จะมีกองทัพขนาดใหญ่และมีอำนาจในทางทหาร แต่สุดท้ายแล้ว พระเจ้าชาห์แห่งอิหร่านต้องสละราชสมบัติ และลี้ภัยออกนอกประเทศในตอนกลางเดือนมกราคม 2522… สถานการณ์ของประธานาธิบดีมูบารัคแห่งอียิปต์ในต้นปี 2554 ก็อาจเทียบเคียงได้ไม่แตกต่างกัน กองทัพอียิปต์ที่มีพลังอำนาจทางทหารอย่างมาก และสนับสนุนต่อการดำรงอยู่ของรัฐบาลทหารอย่างเต็มที่นั้น ไม่น่าจะต้องพ่ายแพ้แก่การประท้วงของผู้ชุมนุม

เพราะอำนาจทหารของกองทัพรัฐบาลจะทำหน้าที่เป็น “เสาค้ำยัน” ที่แข็งแรงให้แก่ระบอบเก่าเสมอ แต่ก็ตั้งอยู่บนเงื่อนไขว่า กองทัพจะต้องมีเอกภาพ และอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาล

 

คาดเดาไม่ได้!

สมมุติฐานต่อการดำรงอยู่ของระบอบเก่าคือ พลวัตของการต่อต้านรัฐบาลจะต้องไม่ยกระดับขึ้น ในทำนองเดียวกัน กระแสการประท้วงก็จะต้องไม่ยกระดับ แต่ใครเล่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์การเมืองไม่ให้ขยับไปในทางที่ “เป็นโทษ” ต่อรัฐบาล เพราะในสภาวะเช่นนี้ มีโอกาสที่จะเกิดปัญหาแทรกซ้อนได้ตลอดเวลา อันเป็นผลจากความแตกแยกภายในโครงสร้างอำนาจเดิม อีกทั้งก็ไม่อาจคาดเดาได้ในส่วนของขบวนการทางสังคมที่ก่อตัวขึ้นในสังคมไทยจากการประท้วงในเดือนมิถุนายน 2516 ว่า การเรียกร้องรัฐธรรมนูญที่ถูกประกาศเป็น “วาระทางการเมือง” ของขบวนการนิสิตนักศึกษานั้น จะถูกขับเคลื่อนต่อไปอย่างไร

ทุกอย่างในทางการเมืองมักจะเป็นไปอย่างไม่คาดคิดเสมอ… “กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ” ที่เพิ่งถูกจัดตั้งขึ้นนั้น เปิดการเคลื่อนไหวทันทีหลังจากได้รวบรวมรายชื่อของปัญญาชนที่มีชื่อเสียงในสังคมไทยจำนวน 100 คน ที่ลงนามเรียกร้องให้รัฐบาลจอมพลถนอมคืนรัฐธรรมนูญให้แก่สังคมไทย

ดังนั้น ในวันที่ 6 ตุลาคม 2516 พวกเขาตัดสินใจเปิดการรณรงค์ด้วยการเดินแจกใบปลิว จนเมื่อเดินมาถึงบริเวณประตูน้ำ จึงถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าควบคุมตัวจำนวน 11 คน และถูกควบคุมเพิ่มเติมอีก 2 คน รวมทั้งหมดที่ถูกจับกุมมีจำนวน 13 คน… คงไม่มีใครคาดคิดว่า แล้วการจับกุมที่เกิดขึ้นจะนำไปสู่อะไร?

ไม่มีใครคาดคิดถึงความพลิกผันของสถานการณ์อย่างแน่นอน!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร