นิยามความพิการ หนึ่งในตัวชี้วัดความเหลื่อมล้ำ สังคมที่ไม่มีสวัสดิการที่ดีพอ

ฝนไม่ถึงดิน | ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
นิยามความพิการ
หนึ่งในตัวชี้วัดความเหลื่อมล้ำ
สังคมที่ไม่มีสวัสดิการที่ดีพอ
ในสัปดาห์ที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้สนทนากับกลุ่มตัวแทนของคนพิการหลากหลายกลุ่ม ในสังคมที่เหลื่อมล้ำอยู่
แล้วเราจะพบว่ากลุ่มคนพิการเป็นกลุ่มคนที่แบกรับความเหลื่อมล้ำทุกมิติในสังคมไทยเพิ่มขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ
ความเหลื่อมล้ำทางการเมือง
ความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่กดทับเพิ่มเติม
เมื่อผมทำการวิเคราะห์ต่อไปเราจะพบว่าปัญหาใหญ่ที่สุด คือเรามีปัญหาในการนิยามความพิการ (Disabilities) ในความหมายแคบ
และสิ่งนี้ทำให้การออกแบบสิทธิประโยชน์ต่างๆ กลายเป็นปัญหาต่อไปในอนาคต
ในบทความนี้ผมจะทำการฉายภาพให้เห็นถึงปัญหาใหญ่ที่เริ่มต้นจากการนิยามความหมายของ “ความพิการ” ที่เราสามารถปรับเปลี่ยนแก้ไข ไม่ใช่เพียงแต่กลับคนพิการเท่านั้น แต่อาจหมายถึงทุกคนในสังคมที่ย่อมมีโอกาสเผชิญกับภาวะความไม่แน่นอนหลายอย่างที่อาจเกิดขึ้นในชีวิต
ประการแรก เราตระหนักหรือไม่ว่า เราทุกคนในโลกนี้ไม่มีใครที่มีความสามารถในการทำอะไรเองทั้งหมดด้วยตัวคนเดียว ไม่ว่าเราจะเป็นคนที่แข็งแรงขนาดไหน หรือมีความชำนาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่งขนาดไหน เราก็ไม่สามารถทำคนเดียวได้
เราต้องการพึ่งพาอาศัยจากผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา ไม่สามารถอยู่ลำพังได้
ดังนั้น การใช้งบประมาณสำหรับความต้องการของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ จึงไม่สามารถคำนวณเรื่องกำไรขาดทุนได้อย่างเป็นเฉพาะ ว่านโยบายเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่คุ้มค่าหรือไม่กับงบประมาณ หรือจะมีคนใช้ประโยชน์จากนโยบายนี้กี่คน
เรื่องสำคัญคือเมื่อเรามีความจำเป็นต้องใช้สิ่งเหล่านี้ เราได้รับมันอย่างสมศักดิ์ศรีของมนุษย์ โดยที่ไม่รู้สึกต่ำต้อย หรืออยู่ในสถานะที่ต่ำกว่าหรือไม่เมื่อต้องใช้การบริการเหล่านี้
ประการที่สอง ผมมีโอกาสสำรวจนิยามความหมายของคำว่า ทุพพลภาพของการชดเชยจากกองทุนประกันสังคม
จะพบว่าในนิยามได้มีการแบ่งลักษณะทุพพลภาพออกเป็นสองแบบคือทุพพลภาพรุนแรงและไม่รุนแรง
โดยความรุนแรงนี้พิจารณาตาม “ระดับความพิการ” ที่กระทบกับเงื่อนไขการใช้ชีวิต เช่น ปริมาณของอวัยวะที่ขาดหาย ความสามารถในการมองเห็น
ความหมายของการพิการในลักษณะนี้จึงอาจก่อให้เกิดปัญหาได้เพราะไม่ได้คำนึงถึง “ลักษณะการใช้ชีวิตจริง” ของระดับปัจเจกชน
ผมลองยกตัวอย่างว่า หากคุณเป็นเชฟที่มีประสบการณ์ในการฝึกฝนมาตลอดสามสิบปี และวันหนึ่งเอ็นข้อมือของคุณขาด อันไม่สามารถทำให้คุณใช้ชีวิตได้ในทักษะที่คุณฝึกฝนมาตลอด หรือนักฟุตบอลที่เอ็นเข่าขาด จนเล่นฟุตบอลไม่ได้
หากพิจารณาในลักษณะนิยามของประกันสังคม จะพบว่าไม่จัดว่าเป็นทุพพลภาพรุนแรง เพราะไม่ได้สูญเสียอวัยวะสำคัญในการใช้ชีวิต
แต่แน่นอนว่าพวกเขาสูญเสียโอกาสการทำรายได้ กรณีนี้จำเป็นต้องมีการชดเชยเพื่อให้พวกเขาสามารถใช้ชีวิตอย่างสมบูรณ์ในช่วงระยะเปลี่ยนผ่านก่อนการที่พวกเขาจะเข้าถึงอาชีพใหม่หลังการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชีวิตพวกเขา
ประการที่สาม เงื่อนไขการชดเชยที่ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลง หรือเสื่อมถอยทางกายภาพแต่หากเราพิจารณาในสหราชอาณาจักรแล้วเราจะมี Equality Act-หรือ พ.ร.บ.ว่าด้วยความเสมอภาคเท่าเทียม โดยได้นิยามลักษณะความพิการครอบคลุมถึงคุณลักษณะต่างๆ ที่อาจก่อให้เราทำงานหรือใช้ชีวิตได้อย่างไม่สมบูรณ์ เช่น การเป็นมะเร็งซึ่งจำกัดเราต่อการทำงานบางประเภท ความซึมเศร้า ที่มีระดับความรุนแรงต่างกัน และกระทบต่อบางอาชีพ ที่อาจไม่สามารถทำให้ประกอบอาชีพได้อย่างปกติ
การนิยามลักษณะความพิการที่กว้างมากขึ้น จะทำให้การชดเชยรายได้หรือผลประโยชน์ครอบคลุมต่อชีวิตของคนธรรมดาที่ได้รับผลกระทบ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นการนิยามความพิการแต่เพียงเงื่อนไขทางกายภาพเท่านั้น
การฟื้นฟูในทางกายภาพ การชดเชย ย่อมทำให้คนที่เผชิญกับความพิการในระยะเวลาหนึ่งนอกจากการคงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้ได้มากที่สุดแล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสการฟื้นฟูต่างๆ ได้
ประการสุดท้าย ถ้าเราพิจารณาจะพบว่า สิทธิประโยชน์ด้านพิการ ยังมองในลักษณะสังคมสงเคราะห์ หรือการพิสูจน์ความพิการ มากกว่าการมองในฐานะสิทธิพื้นฐานของมนุษย์
เราจะเห็นได้ว่า สิทธิคนพิการ กับสิทธิประกันสังคม ไม่สามารถใช้ร่วมกันได้ อันวางอยู่บนฐานของความคิดที่ว่า เมื่อคุณได้ประโยชน์อย่างหนึ่งแล้ว ก็ไม่ควรได้อีกอย่างหนึ่ง ถึงแม้ว่าสิทธิประโยชน์นั้นแท้จริงจะน้อยนิดขนาดไหน และเงื่อนไขสิทธิคนพิการทั่วไปคือสิทธิพื้นฐาน
แต่สิทธิประกันสังคม เป็นสิทธิสำหรับประชาชนผู้ใช้แรงงาน หรือในวัยทำงาน ที่สมทบด้วยเงินรายได้ของตน อันมีวัตถุประสงค์และที่มาของเงินต่างกัน
การที่ต้องบังคับให้คนพิการเลือกสิทธิอย่างใดอย่างหนึ่ง จึงเป็นเรื่องที่ดูไม่ยุติธรรมอย่างยิ่ง
ดังนั้น ในเบื้องต้นการพิจารณาสิทธิของกลุ่มคนพิการจึงควรมีการทบทวนใหม่ทั้งระบบไม่ว่าจะเริ่มต้นตั้งแต่นิยามของคนพิการ การจัดสรรทรัพยากรต่างๆ ที่ไม่ควรพิจารณาผ่านเงื่อนไขกำไรขาดทุน การพิจารณาลักษณะต่างๆ ที่มากกว่าความสูญเสียทางกายภาพ หรือระดับความพิการ แต่เกี่ยวพันกับเงื่อนไขการใช้ชีวิต และอาชีพของแต่ละปัจเจกชนที่จำเป็นต้องมีการพิจารณาอย่างรอบด้าน
ทั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องของความน่าสงสารแต่อย่างใด หากแต่เป็นการยืนยันว่าเราอยู่ในสังคมเดียวกัน และเราเองก็ล้วนอยู่ในโลกที่เราไม่สามารถทำอะไรด้วยตัวคนเดียวได้
การออกแบบสังคมที่พิจารณาถึงความต้องการของผู้คนที่หลากหลายรอบด้าน แม้เราเองจะไม่ได้ประโยชน์โดยตรงก็เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดความก้าวหน้าของสังคมเราเอง
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
