bg-single

ประวัติศาสตร์ (ไม่) ลับฉบับ ‘เหา’ (1) | เมื่อใดที่มนุษย์เราเลิกล่อนจ้อน

12.12.2023

เปเปอร์ใหม่ที่เพิ่งตีพิมพ์เผยแพร่ออกมาเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ในวารสาร PLOS ONE โดยทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยฟลอริดา (The University of Florida) นำเสนอไอเดียที่จะไขปริศนาการอพยพย้ายถิ่นฐานของมนุษย์ในยุคดึกดำบรรพ์ได้อย่างน่าสนใจ

โดยการศึกษาพันธุกรรม “เหา”…!!

ใช่แล้วครับ ทีมวิจัยจากฟลอริดา “เหา” ปรสิตตัวจิ๋วที่ชอบไข่ตามผมของเด็กน้อย (และผู้ใหญ่) ที่ไม่ระวัง… ที่ทำให้คันหัวยุบยิบๆ นั่นเลย

เดวิด รีด (David L Reed) หัวหน้าทีมวิจัยจากฟลอริดา เผยว่าเขาสนใจศึกษา “เหา” ตั้งแต่เด็กแล้ว ตอนเรียนก็ทำวิจัยเหาในตัวโกเฟอร์ และพอจบก็เริ่มหันเหความสนใจมาศึกษาเหามนุษย์ดึกดำบรรพ์แทน

แต่สิ่งที่เดวิดสนใจไม่ใช่แค่เข้าใจชีววิทยาของเหาดึกดำบรรพ์ แต่เป็นประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ

ภาพโลน และเหา (ภาพโดย Lloyd, Llewellyn ปี 1919)

เดวิดเผยว่าสายพันธุ์เหาบนโลกนี้จะมีมากมายกว่าห้าร้อยสายพันธุ์ และวิวัฒนาการติดไปทั่วในสัตว์สารพัด

แต่ด้วยวิถีชีวิตที่เป็นปรสิตที่ต้องยึดติดอยู่กับโฮสต์ พวกมันจึงมีวิวัฒนาการที่ทำให้พวกมันจำเพาะเจาะจงกับโฮสต์ของมัน

นั้นหมายความว่า “เหามนุษย์” จะติดต่อได้แค่โฮสต์ที่อยู่ในเผ่าพันธุ์มนุษย์เท่านั้น

และ “เหา (ที่ติดมนุษย์)” นั้นก็มีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับเผ่าพันธุ์มนุษย์ (และวานร) มานานกว่ายี่สิบห้าล้านปี ตั้งแต่ก่อนที่จะมีมนุษย์ Homo sapiens คนแรกวิวัฒนาการขึ้นมาเสียอีก

และที่สำคัญ เหาบินไม่ได้ และโดดไม่ได้ พวกมันจะติดต่อจากโฮสต์สู่โฮสต์ หรือคนสู่คนผ่านการสัมผัสใกล้ชิดเท่านั้น

และ “ถ้ามนุษย์ในชาติพันธุ์ไหนมีประวัติศาสตร์ร่วมกัน” เคยติดต่อกัน เคยอยู่ร่วมกัน หรือเคยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน มนุษย์ในชาติพันธุ์เหล่านั้นก็น่าจะมี “เหา” ร่วมกันด้วย

และนั่นทำให้เดวิดเชื่อว่าการศึกษาวิวัฒนาการของเหา คือหนึ่งในกลยุทธ์ที่สำคัญที่จะช่วยเติมเต็มเรื่องราวในอดีตของมวลมนุษยชาติได้อย่างละเอียดแบบที่หลักฐานอื่นๆ ไม่สามารถจะให้ได้

และเมื่อเขาแชร์ไอเดียนี้ออกไปในแวดวงนักมานุษยวิทยา ฟีดแบ็กที่ได้กลับมากลับเป็นอะไรที่เขาไม่ได้คาดคิด “ในตอนนั้น ผมถูกขนานนามว่าเป็น ‘มนุษย์เหาเพี้ยนๆ’ อยู่พักใหญ่…” เดวิดเล่า

และเพื่อพิสูจน์ว่าแนวคิดของเขานั้นทำได้จริง เดวิดเริ่มทุ่มเททุกสรรพกำลังในการระดมสะสมเหาจากทั่วทุกมุมโลก เพื่อศึกษาและติดตามการวิวัฒนาการของเหา (และมนุษย์) อย่างจริงจัง

และในที่สุด ในปี 2004 เขาก็ตีพิมพ์เปเปอร์ที่สะท้านสะเทือนวงการออกมาในวารสาร PLOS Biology

ภาพวิธีการกำจัดเหาในเยอรมนีในปี 1491

เดวิดพบว่าสารพันธุกรรมของเหาในสายพันธุ์ที่ติดในมนุษย์ยุคปัจจุบันบางชนิดนั้นสอดคล้องกันกับที่เจอในเหาที่มาจากซากมนุษย์นีแอนเดอร์ธัลและมนุษย์ดึกดำบรรพ์อื่นๆ ที่สูญพันธุ์ไปแล้ว

เดวิดตื่นเต้นมากเพราะนี่คือหลักฐานแรกที่บ่งชี้ว่าบรรพบุรุษของมนุษย์ในยุคปัจจุบัน หรือ Homo sapiens น่าจะเคยมีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับมนุษย์นีแอนเดอร์ธัลราวๆ 50,000 ถึง 100,000 ปีก่อน!

แต่แม้ว่าผังวงศ์วานว่านเครือในสายวิวัฒนาการของเหานั้นมันชี้ชัดมากว่าเหาบางสายพันธุ์ที่ติดมนุษย์มาจากนีแอนเดอร์ธัล แต่ในตอนนั้น สัมพันธ์รักใคร่ระหว่างมนุษย์นีแอนเดอร์ธัลกับมนุษย์ยุคปัจจุบันนั้นยังเป็นอะไรที่ไม่ได้รับการยอมรับในวงกว้างโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการมานุษยวิทยา

เรื่องนี้เป็นอะไรที่เซนซิทีฟ เพราะมนุษย์คือมนุษย์ และนีแอนเดอร์ธัล แม้จะถือเป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์ หรือที่เรียกว่าโฮมินิน (hominin) แต่จากความรู้สึก ยังไง ก็ยังไม่ใช่มนุษย์เต็มขั้น ไม่ใช่ Homo sapiens

แต่เรื่องราวจะหักมุมทันที ถ้านีแอนเดอร์ธัลสามารถข้ามสิ่งกีดขวางทางการสืบพันธุ์ (reproductive barrier) แล้วผสมพันธุ์กับบรรพบุรุษมนุษย์ให้ลูกหลานสืบต่อเผ่าพันธุ์ต่อมาได้ในธรรมชาติ

เพราะถ้าว่าตามแนวการจัดจำแนกสปีชีส์ทางชีวภาพ (Biological Species Concept) ที่เป็นที่ยอมรับกันอยู่ทั่วไปในวงการชีววิทยา “สิ่งมีชีวิตสปีชีส์เดียวกัน ต้องผสมพันธุ์กันได้ และให้ลูกออกมาไม่เป็นหมัน ในธรรมชาติ” มนุษย์นีแอนเดอร์ธัลจะได้รับการอัพเกรดจาก Homo neanderthalensis มาใช้สปีชีส์เดียวกับมนุษย์เซเปี้ยนส์ของยุคปัจจุบันในทันที…อุ๊บบบส์

ภาพเหาบนศีรษะ

งานวิจัยเหานีแอนเดอร์ธัลของเดวิด กับงานวิจัยอื่นๆ เช่น งานวิจัยฟอสซิลของอีริก ทรินเคาส์ (Erik Trinkaus) จากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน เซนต์หลุยส์ (Washington University in Saint Louis) โหมกระพือความขัดแย้งเรื่องสัมพันธ์รักข้ามสายพันธุ์มนุษย์อยู่หลายปี

จนกระทั่งในปี 2010 เรื่องนี้ถึงได้ข้อสรุป เมื่อจีโนมฉบับร่างของนีแอนเดอร์ธัลถูกเผยแพร่ออกมาและระบุชัดเจนว่า 1-4 เปอร์เซ็นต์ในจีโนมมนุษย์ยุคปัจจุบัน นั้นเป็นมรดกดีเอ็นเอที่ได้มาจากมนุษย์นีแอนเดอร์ธัล

“ตอนนี้เราพูดได้เลยว่าเป็นไปได้แน่นอนที่จะมีการถ่ายเทยีนเกิดขึ้นระหว่างนีแอนเดอร์ธัลกับมนุษย์สมัยใหม่” ริชาร์ด เอ็ด กรีน (Richard Ed Green) หนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังงานวิจัยจีโนมนีแอนเดอร์ธัลกล่าว

คำถามคือแล้วสรุปแล้ว นีแอนเดอร์ธัลถูกอัพเกรดหรือยัง ตอนนี้ยังไม่มีข้อตกลงชัดเจนในวงการ…ซึ่งจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคตนั้น ก็คงต้องรอดูต่อไป

แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนก็คืองานวิจัยเหา สามารถเอามาใช้บ่งชี้ประวัติศาสตร์มนุษย์ได้อย่างน่าสนใจ ย้อนไปถึงยุคนีแอนเดอร์ธัลเลยก็ยังได้

เดวิดเริ่มสนใจมองหาเรื่องราวของประวัติศาสตร์มนุษย์ที่มีแต่การศึกษาเหาเท่านั้นที่จะช่วยบอกได้

 

เดวิดเผยต่อว่า “เหาในมนุษย์นั้นแท้จริงแล้ว มี 3 ประเภท ประเภทแรก ก็คือ “เหาศีรษะ (head louse)” ซึ่งจะอาศัยอยู่บนศีรษะ วางไข่แปะเอาไว้ตามเส้นผม

ประเภทที่สอง คือ “เหาร่างกาย (body louse)” ซึ่งถ้าดูหน้าตาจะเหมือนประเภทแรก แต่ที่ต่างกันคือจะอาศัยอยู่บนตัวของโฮสต์และวางไข่เอาไว้ตามเสื้อผ้า

ประเภทสุดท้ายมักพบที่บริเวณขนอวัยวะเพศ เลยมีอีกชื่อว่า “เหาที่ขนอวัยวะเพศ (pubic louse) ซึ่งหน้าตาของเหาประเภทนี้จะต่างสั้นๆ อ้วนๆ คล้ายปู ภาษาอังกฤษเลยเรียกว่า “เหาปู (Crab louse)” แต่ในไทยจะรู้จักกันในชื่อว่า “โลน”

สำหรับเดวิด เหาประเภทที่สองจุดประกายความสนใจของเขา เหาร่างกายปรับตัวให้เข้ากับสังคมมนุษย์ได้อย่างดีเยี่ยม และสามารถแพร่กระจายขยายเผ่าพันธุ์ไปได้ทั่วแทบทุกหัวระแหงโดยการวางไข่บนเสื้อผ้า

แต่เดี๋ยวนะ ถ้าพวกมันปรับตัวได้ดีเลิศมากๆ กับการอยู่อาศัยในเสื้อผ้า แล้วถ้าเกิดทุกคนในสังคมล่อนจ้อนไม่มีใครใส่เสื้อผ้าล่ะ เหาจะอยู่ได้ยังไง…

“เรารู้ค่อนข้างชัดว่าในอดีต เหาร่างกายนั้นไม่เคยอุบัติขึ้นมา จนกระทั่งมนุษย์เริ่มที่จะหาเสื้อผ้ามาสวมใส่ และหลังจากนั้น เหาร่างกายจึงได้วิวัฒน์ขึ้นมา” เดวิดกล่าว และนั่นหมายความว่าการมีอยู่ของ “เหาร่างกาย” น่าจะเป็นตัวบ่งชี้ที่น่าสนใจที่จะ “ระบุได้ว่ามนุษย์นั้นตัดสินใจละทิ้ง วิถีชีวิตล่อนจ้อน และเริ่มลุกขึ้นมาแต่งองค์ทรงเครื่องกันในตอนไหน”

 

ในปี 2003 เพื่อตอบโจทย์นี้ มาร์ก สโตนคิง (Mark Stoneking) นักชีววิทยาจากสถาบันมัก พลังก์ ในไลป์ซิก (Max Planck Institute Leipzig) ได้ศึกษาพันธุกรรมของเหาร่างกายและประมาณการเอาไว้ว่า มนุษย์น่าเริ่มหาเสื้อผ้ามาสวมใส่ เมื่อราวๆ 107,000 ปีก่อน

แต่ช่วงเวลามันดูแปลกๆ เพราะการศึกษายีนสร้างเม็ดสีในผิวหนังที่น่าจะวิวัฒน์ขึ้นมาหลังจากการสูญเสียขนปกคลุมร่างกายไประบุว่าร่างกายมนุษย์น่าจะเริ่ม (เกือบจะ) ไร้ขนเมื่อราวๆ 1-2 ล้านปีก่อน และมันนานมาก ถ้าคิดในแง่ที่ว่าบรรพบุรุษของมนุษย์จะอยู่กันมาแบบล่อนจ้อนมายาวนานเกือบล้านปี

แม้จะไม่ใช่คนแรกที่คิดถึงปัญหานี้ แต่ด้วยเทคโนโลยีที่ใหม่กว่า และอัลกอริธึ่มในการคำนวณที่อัปเดตแล้ว เดวิดเชื่อว่าเขาน่าจะทำได้ดีกว่างานของมาร์ก

เดวิดเริ่มเก็บข้อมูลและติดตามศึกษาพันธุกรรมของเหาร่างกายอย่างละเอียด และพบว่าที่จริงแล้ว มนุษย์น่าจะเลิกอยู่ในสังคมนิยมเปลือยกายกันตั้งแต่ 170,000 ปีที่แล้ว ซึ่งน่าสนใจ เพราะแม้จะมาก่อนที่มาร์กทำนายไว้ถึง 70,000 ปี แต่ก็ยังถือว่านานมากอยู่ดี ถ้าเทียบกับเวลาที่บรรพบุรุษของมนุษย์สูญเสียขนที่ปกคลุมร่างกายไป

แต่ถ้ามองอีกแง่ ในยุคนั้น เสื้อผ้าน่าจะเป็นนวัตกรรมที่สำคัญที่พลิกโฉมโลก ไม่แพ้การควบคุมไฟ และการใช้เครื่องมือ เป็นไปได้ว่าบรรพบุรุษของมนุษย์ในยุคดึกดำบรรพ์เริ่มที่จะสร้างเครื่องนุ่งห่มขึ้นมาเพื่อให้สามารถทนอยู่รอดได้ในยุคน้ำแข็งที่หนาวเหน็บ

และเป็นไปได้อีกเช่นกันว่านวัตกรรมการใส่เสื้อผ้าอาจจะเป็นหนึ่งปัจจัยที่ทำให้บรรพบุรุษของมนุษย์นั้นประสบความสำเร็จในการเดินทางอพยพออกจากแอฟริกาเมื่อราวๆ แสนปีก่อนและสามารถอยู่รอดมาได้จนถึงปัจจุบัน

เรื่องราวแห่งการศึกษาเหานี้น่าสนใจ เพราะมันสอนให้รู้ว่าทุกอย่างนั้นจะดีหรือร้าย ขึ้นกับมุมมอง เพราะแม้แต่ “เหา” ปรสิตตัวจ้อยที่คอยสร้างความรำคาญใจ ก็อาจจะเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญที่ทำให้เราสามารถไขปริศนาแห่งอดีตของมวลมนุษยชาติได้ก็เป็นได้

เรื่องราวของเหานั้นยังไม่จบ รอพบกันสัปดาห์หน้าครับ

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร