bg-single

บนเส้นทางสู่รัฐธรรมนูญ ของประชาชน | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์

26.12.2023

รัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นต้นเหตุของความขัดแย้งการเมืองไทย และถึงจะมีคนแย้งว่าการเมืองไทยขัดแย้งก่อนจนทำให้เกิดรัฐธรรมนูญปี 2560 ปัญหานี้ก็เหมือนไก่กับไข่ใครเกิดก่อนกันที่เถียงกันไม่จบ เพราะความขัดแย้งทางการเมืองมีหลายมิติ และความขัดแย้งแต่ละมิติก็มีต้นกำเนิดต่างกัน

ถ้าถือว่าความขัดแย้งทางการเมืองหลักในรอบหลายปีนี้คือใครควรเป็นรัฐบาล รัฐธรรมนูญปี 2560 ก็เป็นต้นเหตุของความขัดแย้งทางการเมืองรอบนี้แน่ๆ เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดให้ ส.ว.มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี ผลก็คือพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลท่ามกลางความไม่ยอมรับจากประชาชน

เพื่อป้องกันการบิดเบือนว่าคนที่ไม่ยอมรับวิธีตั้งรัฐบาลแบบนี้เป็นแค่กองเชียร์ก้าวไกลซึ่งผิดหวังที่พรรคตัวเองไม่ได้เป็นรัฐบาล ต้องระบุด้วยว่าการมีนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งซึ่งสังกัดพรรคที่ชนะเลือกตั้งอันดับ 1 เป็นประเพณีการเมืองแบบประชาธิปไตยของไทยมานานแล้วไม่ต่ำกว่า 30 ปี

มองย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2531 ซึ่ง พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ได้เป็นนายกฯ เพราะนำพรรคชาติไทยชนะเลือกตั้งอันดับ 1 ตำแหน่งนายกฯ จากการเลือกตั้งล้วนมาจากพรรคที่ได้ ส.ส.มากที่สุดมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นคุณชวน หลีกภัย ในปี 2535, คุณบรรหาร ศิลปอาชา ในปี 2539, คุณทักษิณ ชินวัตร ในปี 2544 และคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในปี 2554

อาจมีคนแย้งว่าคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เป็นนายกฯ ทั้งที่แพ้พรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งปี 2551 แต่วิธีได้ตำแหน่งนายกฯ แบบนี้ทำให้สังคมไทยขัดแย้งในปี 2553 จนเกิดการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่มีคนตายเป็นร้อย

ข้ออ้างเรื่องนายกฯ ไม่จำเป็นต้องมาจากพรรคอันดับ 1 ในสังคมนี้จึงไม่มีเหตุผลรองรับเลย

 

ขณะที่ประวัติศาสตร์ของสังคมไทยทำให้เกิด “ฉันทานุมัติ” เรื่องนายกฯ จากการเลือกตั้งต้องมาจากพรรคอันดับ 1 รัฐธรรมนูญของคุณประยุทธ์ จันทร์โอชา ปี 2560 ก็สร้างกติกาการเมืองแบบปฏิปักษ์ประชาธิปไตยซึ่งทำลายประเพณีการเมืองแบบประชาธิปไตยของไทยที่ต่อเนื่องมาเกือบ 4 ทศวรรษอย่างไม่มีชิ้นดี

พูดให้ตรงไปตรงมาขึ้น รัฐธรรมนูญที่พรรคเพื่อไทยเป็นนายกฯ ทั้งที่แพ้เลือกตั้งคือการหักล้าง “ฉันทานุมัติ” หรือกติกาของสังคมไทยเรื่องนายกฯ มาจากการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะมีการสร้างวาทกรรมโจมตีพรรคก้าวไกลมากแค่ไหน และไม่ว่าจะอ้างว่ารัฐบาลเพื่อไทยมีผลงานมากอย่างไรก็ตาม

ด้วยรัฐธรรมนูญที่เขียนขึ้นเพื่อล้มล้างหลักการเรื่องนายกฯ มาจากการเลือกตั้ง

ประเทศไทยหลังปี 2560 จึงเต็มไปด้วยความขัดแย้งเหมือนสมัยที่มีนายกฯ ซึ่งประชาชนไม่ได้เลือกในปี 2535 และ 2553

จนกล่าวได้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้สร้างวิกฤตทางการเมืองถึงวันที่เพื่อไทยตั้งรัฐบาลข้ามขั้วขึ้นมา

 

แม้การได้เป็นรัฐบาลทั้งที่แพ้เลือกตั้งจะเป็นความสำเร็จทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย

แต่สำหรับคนที่รักประเทศไทยจริงๆ ไม่ใช่รักเพียงเพราะพรรคตัวเองได้เป็นรัฐบาล วิธีได้มาซึ่งรัฐบาลแบบนี้ทำให้เกิดปัญหา 2 ข้อซึ่งมีผลต่อการสร้างระบบการเมืองที่มีเสถียรภาพในระยะยาว

ข้อแรก รัฐบาลที่เข้าสู่อำนาจด้วย “กติกา” แบบ “ปฏิปักษ์ประชาธิปไตย” เรื่องให้ ส.ว.เลือกคนที่แพ้เลือกตั้งอย่างคุณเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกฯ จะสร้าง “ความยอมรับ” อย่างไรจากสังคมที่มี “ฉันทานุมัติ” มาเกือบ 40 ปีว่านายกฯ จากการเลือกตั้งต้องมาจากพรรคที่ชนะอันดับ 1 ในการเลือกตั้งทั่วไป

ข้อสอง คุณเศรษฐาในฐานะนายกรัฐมนตรีทั้งที่แพ้เลือกตั้งจะสร้าง “ความชอบธรรมทางการเมือง” อย่างไรเมื่อเทียบแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคที่ชนะอันดับ 1 ในการเลือกตั้งอย่างคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และพรรคก้าวไกลซึ่งมีผู้ลงคะแนนเลือกตั้งทั้งประเทศ 14.5 ล้านคน หรือมากกว่าพรรคเพื่อไทยเกือบ 30%

มองในแง่รัฐบาลแล้ว วิธีแก้ปัญหาทั้งหมดนี้คือการกระชับความสัมพันธ์กับชนชั้นนำฝ่ายปฏิปักษ์ประชาธิปไตย เป็นพันธมิตรพรรคการเมืองและเครือข่ายผู้สนับสนุนกลุ่มดังกล่าวให้มากที่สุด และทำทุกทางเพื่อด้อยค่าพรรคที่ชนะอันดับ 1 โดยหวังลดความชอบธรรมทางการเมืองให้ต่ำเท่ารัฐบาล

หากถือว่าการเมืองคือการแย่งอำนาจรัฐให้เป็นของตัวเอง วิธีที่รัฐบาลทำก็เข้าใจได้ทั้งหมด

แต่หากถือว่าการเมืองคือการจัดสรรอำนาจรัฐสู่ประชาชน วิธีนี้รัฐบาลไม่ได้ทำให้ประชาชนมีอำนาจเพิ่มขึ้นนัก

เพราะรัฐบาลเลือกจรรโลงความสัมพันธ์กับฝ่ายปฏิปักษ์ประชาธิปไตยเพื่อรักษาอำนาจตัวเอง

 

คนของรัฐบาลบางคนอ้างว่าถ้าไม่ทำแบบนี้ก็ไม่มีทางได้เป็นรัฐบาล

ส่วนบางคนอ้างว่าสิ่งนี้คือการ “ปฏิสังขรณ์” ประชาธิปไตยโดยอยู่ร่วมกับฝ่ายปฏิปักษ์ประชาธิปไตยให้มากที่สุด

แต่ปัญหาคือทุกข้ออ้างล้วนเป็นการยอมรับว่ารัฐบาลบริหารอำนาจโดยเกรงใจผู้มีอำนาจมากกว่าประชาชนจริงๆ

รัฐบาลทำถูกหรือผิดเป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์ในระยะยาว

แต่ถ้าดูปฏิกิริยาประชาชนในชีวิตประจำวัน ปรากฏการณ์ที่น่าสังเกตคือการมองข้ามรัฐบาลในสื่อและในโลกออนไลน์เป็นไปอย่างกว้างขวาง

ตัวอย่างง่ายๆ คือข่าวคุณเศรษฐาหรือรัฐบาลมียอดคนดูต่ำมากในแทบทุกสำนักข่าวในปัจจุบัน

แน่นอนว่าตัวเลขนี้พิสูจน์ง่ายๆ แค่คลิกยูทูบดูยอดวิวข่าวคุณเศรษฐาเทียบกับข่าวพรรคก้าวไกลและคุณพิธา

หรือถ้าหากวิธีสำรวจแบบนี้ไม่หนำใจ ชื่อของ “พิธา” ซึ่งเป็นคำที่คนไทยค้นมากที่สุดในกูเกิลปี 2566 ก็เป็นหลักฐานว่าคนไทยสนใจเรื่องคุณพิธามากกว่าคุณเศรษฐาซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี

รัฐบาลคุมเงิน, คุมนโยบาย และคุมกฎหมายทุกอย่างที่เกี่ยวกับชีวิตประชาชน เมื่อใดประชาชนสนใจฝ่ายค้านมากกว่าฝ่ายรัฐบาล เมื่อนั้นรัฐบาลมีปัญหาด้านความยอมรับนับถือแน่ๆ ยิ่งในสังคมที่รัฐบาลคือฝ่ายแพ้เลือกตั้ง ส่วนฝ่ายค้านคือพรรคที่ชนะอันดับ 1 รัฐบาลก็รอเก็บของกลับบ้านได้เลย

ตรงข้ามกับรัฐบาลที่คิดว่าเสถียรภาพของอำนาจได้มาจากการเอาใจชนชั้นนำและกลุ่มอำนาจเก่าทุกคน ระบอบการเมืองที่มีเสถียรภาพคือระบอบที่ “กติกา” ตรงกับ “ฉันทานุมัติ” ของสมาชิกในสังคมจนสังคมยอมรับ “ระบอบ” และ “รัฐบาล” มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในแต่ละห้วงเวลา

 

ไม่มีใครรู้ว่าอนาคตของรัฐบาลเศรษฐาจะเป็นอย่างไร แต่สถานะความนิยมของคุณเศรษฐาแบบนี้ไม่ดีทั้งต่อตัวคุณเศรษฐาและรัฐบาล ไม่ว่าคุณเศรษฐาจะทำงานแค่ไหนก็จะเผชิญเพดานของความไม่ยอมรับเพราะที่มาที่ไม่ตรงกับ “ฉันทานุมัติ” ของสังคมเสมอ ถึงแม้จะอ้างว่ามาถูกกติกาก็ตาม

คุณเศรษฐาควรเป็นนายกฯ คนสุดท้ายที่มีอำนาจโดยวิถีทางซึ่งขัดแย้งกับ “ฉันทานุมัติ” เรื่องนายกฯ ต้องมาจากพรรคอันดับ 1 ที่ชนะเลือกตั้ง เพราะคุณเศรษฐาเข้าสู่อำนาจแบบเดียวกับคุณประยุทธ์หลังเลือกตั้งปี 2562 จนทำอะไรก็มีปัญหาเรื่องความไม่ยอมรับและความตะขิดตะขวงใจตลอดเวลา

การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่เป็นทางเดียวที่จะยุติปัญหานี้ลงไป และเพื่อจะทำรัฐธรรมนูญให้ตรงกับฉันทานุมัติของคนในสังคมมากที่สุด สภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชนมากที่สุดคือทางออกหลักของเรื่องนี้

ไม่ใช่สภาร่างรัฐธรรมนูญที่เสียงประชาชนเป็นไม้ประดับเพียงอย่างเดียว

มีผู้โต้แย้งว่ารัฐธรรมนูญหลายประเทศไม่ได้มาจากสภาที่เลือกตั้งโดยประชาชน แต่ประเทศที่ถูกอ้างอย่างสหรัฐ, อังกฤษ, ฝรั่งเศส หรือญี่ปุ่น ล้วนเขียนรัฐธรรมนูญในเวลาที่โลกยังไม่มีแนวคิดเรื่อง “สภาร่างรัฐธรรมนูญ” จนข้อโต้แย้งที่อ้างประเทศอื่นแบบนี้แทบไม่มีน้ำหนักเลย

พูดแบบรวบรัดที่สุด สหรัฐเขียนรัฐธรรมนูญฉบับแรกในปี 1789 หรือราวร้อยปีก่อนสงครามรวมประเทศจะสำเร็จในปี 1865 จนไม่มีทางเลือกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้

ส่วนสหรัฐก็เขียนรัฐธรรมนูญให้ญี่ปุ่นในปี 1946 หลังแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งไม่มีทางที่ญี่ปุ่นจะมีสภาร่างรัฐธรรมนูญได้เลย

 

ในบริบทสังคมไทยที่มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2 ครั้งในปี 2540 และ 2550 สภาที่มาจากเลือกตั้งคือหลักประกันที่ดีที่สุดว่าจะทำให้เกิดรัฐธรรมนูญที่ตรงกับ “ฉันทานุมัติ” ของประชาชน เพราะเป็นประตูบานแรกให้สังคมเถียงและเลือกว่าคนแบบไหนและประเด็นอะไรควรอยู่ในรัฐธรรมนูญ

สำหรับข้อถกเถียงเรื่องสภาร่างรัฐธรรมนูญจากการเลือกตั้งจะได้สมาชิกที่ไม่หลากหลายและไม่ใช่นักวิชาการ การมีนักวิชาการหรือไม่ไม่ควรเป็นประเด็น ส่วนความหลากหลายสามารถสร้างได้ด้วยการออกแบบกระบวนการเลือกสมาชิกสภาร่าง แต่ไม่ใช่ใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างไม่ให้เลือกตั้ง 100%

คุณเศรษฐาและคุณประยุทธ์เป็นตัวอย่างของนายกฯ ที่เข้าสู่อำนาจด้วย “กติกา” ที่ไม่ตรงกับผลเลือกตั้งซึ่งเป็น “ฉันทานุมัติ” ของสังคม สภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดคือทางออก ส่วนจะเลือกตั้งแบบไหนและด้วยวิธีใดเป็นเรื่องที่ต้องหารายละเอียดต่อในระยะยาว

ถ้าไม่มีรัฐธรรมนูญที่จัดทำโดยประชาชน ก็ไม่มีทางสร้างระบบการเมืองที่มีเสถียรภาพ รวมทั้งไม่มีทางได้นายกฯ ที่เป็นตัวแทนคนทุกฝ่ายในสังคม



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร