bg-single

เกษียร เตชะพีระ : “4 ด่านวาทกรรมสิทธิมนุษยชนไทย” (2)

22.07.2016

ถัดจากวาทกรรม “เอกลักษณ์ไทย” หรือ “ความเป็นไทยได้อย่างเดียว” (Thai uniqueness คำแปลหลังอนุวัตตามศัพท์บัญญัติอันชอบกลของราชบัณฑิตยสถาน สาขาวิชาคณิตศาสตร์) วาทกรรมลำดับที่สองที่รัฐบาล คสช. ใช้มาจัดการกับปัญหาสิทธิมนุษยชนไทยก็ได้แก่วาทกรรมสภาวะยกเว้น (the state of exception) ดังเช่นที่รองนายกรัฐมนตรี วิษณุ เครืองาม อธิบายว่า :

“มาตรา 44 จึงเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาที่ไม่สามารถแก้ได้ด้วยช่องทางปกติ โดยไม่ใช้อาวุธในการกำจัดฝ่ายใด แต่เป็นการควบคุมสถานการณ์ไม่ปกติ…”

“วิษณุ-วินธัย-วีรชนแจงคณะทูตต่างชาติ ยัน ม.44 ใช้คุมสถานการณ์ไม่ปกติ”

7 เมษายน 2558 (http://www.newsplus.co.th/63779)

หรือดังที่ พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช. ชี้แจงทำนองเดียวกันหนึ่งปีให้หลังว่า :

“ที่ คสช. ได้เสริมมาตราพิเศษเพื่อการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพ ก็เพราะสถานการณ์อยู่ในช่วงเวลาพิเศษหรือบ้านเมืองยังไม่เป็นปกติ ซึ่งก็เพื่อให้แก้ไขปัญหาต่างๆ ในช่วงเวลาเร่งด่วนเป็นไปตามความคาดหวังของประชาชน และแม้เจ้าหน้าที่จะมีกฎหมายพิเศษไว้เสริมประสิทธิภาพในการดูแลประชาชน แต่จะใช้ตามความจำเป็นอย่างระมัดระวังตามความจำเป็นและเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ โดยพยายามใช้กฎหมายปกติก่อนเป็นหลักเสมอมา”

“สวนหมัดรายงานสิทธิมนุษยชน ระบุใช้ ก.ม.พิเศษเพื่อแก้ไขปัญหา”

14 เมษายน 2559 (http://bangkok-today.com/web/สวนหมัดรายงานสิทธิมนุษยชน)

โดยสรุป ตรรกะเหตุผลของ คสช. ก็คือ : [เนื่องจากสถานการณ์ไม่ปกติ –> จึงต้องใช้อำนาจพิเศษ –> ทำให้เกิดภาวะยกเว้นที่ปลอดความขัดแย้งทางการเมืองใต้อำนาจอาญาสิทธิ์ หรือ the state of exception]

ผมคิดว่ามีข้อพึงสังเกตเกี่ยวกับตรรกะ นัยสืบเนื่องและผลกระทบของวาทกรรมสภาวะยกเว้น

ดังต่อไปนี้ :-

1)

ในทางปฏิบัติแบบไทยๆ ภายใต้สภาวะยกเว้นดังกล่าว เพื่อรักษาระเบียบสังคม จะมีการใช้ปัจจัยพระเดชหรือกำลังบังคับลงโทษเข้มข้นหนักหน่วงขึ้น

และใช้ปัจจัยพระคุณหรือการโน้มน้าวจูงใจให้ยอมตามน้อยลง

2)

พื้นฐานอ้างอิงเบื้องต้นให้สังคมยอมรับความชอบธรรมของสภาวะยกเว้นก็คือ เงื่อนไขเวลา (“มันเป็นสถานการณ์ไม่ปกติที่เกิดขึ้นชั่วคราว ไม่ใช่ถาวร”) และลักษณะเฉพาะของมัน (“มันเป็นอำนาจพิเศษ ไม่ใช่อำนาจปกติ”)

นั่นหมายความว่า หากเงื่อนเวลาและลักษณะเปลี่ยนไป (“เอ๊ะตั้งสองปีแล้ว ไหนว่าชั่วคราวไง ทำไมยังไม่เลิกเสียที?” & “อำนาจพิเศษไหงถูกใช้เป็นประจำทั่วไป เหมือนเรื่องปกติล่ะ?”)

การยอมรับความชอบธรรมของสภาวะยกเว้นก็อาจเปลี่ยนไปด้วย

3)

เมื่อใด “สถานการณ์ไม่ปกติ” ชักยืดเยื้อเรื้อรังยาวนานจนคล้ายเป็นสภาพถาวร และ “อำนาจพิเศษ” ถูกใช้บ่อยครั้งกว้างขวางสารพัดเรื่องจนไม่ต่างจากอำนาจปกติ ก็เป็นไปได้ว่าประสิทธิภาพของมันจะลดลง เพราะเป้าหมายของการใช้อำนาจค่อยๆ เรียนรู้ปรับตัวให้เข้ากับความไม่ปกติและลักษณะพิเศษนั้นเพื่ออยู่รอด

ผลก็คือเกิดสภาวะที่เป็นไปตามกฎเกณฑ์ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า Law of Diminishing Returns หรือกฎการลดน้อยถอยลงของผลผลิตส่วนเพิ่ม

นั่นคือยิ่งอ้างสถานการณ์ไม่ปกติไปยาวนานเท่าไหร่ ยิ่งใช้อำนาจพิเศษฟุ่มเฟือยบ่อยครั้งเพียงไหน ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะยิ่งกลับลดน้อยถอยลงทุกที

จนถึงจุดหนึ่งก็จะไม่คุ้มกับต้นทุนทรัพยากรอำนาจที่ใช้เพิ่มซ้ำซ้อนลงไป

4)

นอกจากนี้ การใช้อำนาจพิเศษเพิ่มพูนถี่ขึ้น ในทางปฏิบัติก็คือใช้พระเดชหรือกำลังบังคับลงโทษเข้มข้นหนักหน่วงขึ้น แต่ใช้พระคุณน้อยลงนั่นเอง

ก็แลธรรมชาติของพระเดชนั้นย่อมก่อให้เกิดปฏิกิริยาตอบโต้มากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป ตั้งแต่ตื่นกลัวเจ็บปวดขัดเคืองไปถึงคุมแค้นอาฆาตในจิตใจ หรือกระทั่งแข็งขืนคัดค้านต่อต้านในทางปฏิบัติ ที่จะใช้พระเดชเข้มข้นหนักหน่วงขึ้นแล้วไม่เกิดผลสะท้อนย้อนกลับจากเป้าหมายและสังคมวงกว้างทั้งภายในและภายนอกประเทศเลยนั้นย่อมเป็นไปได้ยาก

ที่เป็นตรรกะย้อนแย้งน่ากังวลก็คือเมื่อ [ใช้พระเดช –> การแข็งขืนต่อต้าน –> ทำให้จำต้องใช้พระเดชเพื่อกดปราบการแข็งขืนต่อต้านเข้มข้นหนักหน่วงขึ้น –> การแข็งขืนต่อต้านยิ่งแพร่หลายแข็งกล้าขึ้นตาม –> ใช้พระเดชเพิ่มขึ้นอีก –>) วนเป็นรูปอย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด

อำนาจพิเศษจึงเป็นเครื่องมือที่อาจใช้ได้ผลช่วงหนึ่งแต่ก็มีข้อจำกัด และข้อจำกัดของมันที่สำคัญโดยเฉพาะในยามที่ใช้เพิ่มพูนถี่ขึ้นก็คือ มันจะได้ผลลดน้อยถอยลง (diminishing returns) และมีแนวโน้มจะผลิตซ้ำตัวปัญหา ทำให้ต้องใช้อำนาจพิเศษหรือพระเดชซ้ำซ้อนซ้ำซาก (reproducibility) เพิ่มถี่ยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ เกิดเป็นอาการ backfire หรือส่งผลตรงข้ามกลับตาลปัตรกับที่ตั้งใจไว้แต่แรก

5)

การกำหนดหมายสภาวะยกเว้นว่าสภาพใดและเมื่อไหร่จะถือเป็น “สถานการณ์ไม่ปกติ” และฉะนั้นจึงต้องใช้ “อำนาจพิเศษ” นั้นเป็นอำนาจหน้าที่ขององค์อธิปัตย์ (sovereign) แห่งรัฐ ซึ่งย่อมมีลักษณะพลการตามอำเภอใจ (arbitrariness) อยู่ในตัว

กล่าวคือ คิดเองเออเองตัดสินใจเองอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่ต้องปรึกษาหารือขออนุมัติหรือฉันทามติจากบุคคลหรือสถาบันอื่นใด มติขององค์อธิปัตย์เป็นที่สุดยุติ ไม่มีการต่อความยาวสาวความยืดจากนี้

ผลด้านกลับที่เกิดขึ้นก็คือพลังฝ่ายอื่นกลุ่มอื่นในสังคมก็อาจหันมาลอกเลียนแบบ เที่ยวกำหนดสภาวะยกเว้น-สถานการณ์ไม่ปกติ-อำนาจ/มาตรการพิเศษเองแบบข้างเดียวฝ่ายเดียว (unilaterally) โดยพลการตามอำเภอใจบ้าง มิไยว่าผู้อื่นหรือสถาบันอื่นในสังคมจะเห็นด้วยหรือไม่อย่างไรก็ตาม อาทิ แถลงการณ์ของกลุ่มศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายเมื่อเร็วๆ นี้เกี่ยวกับคดีพระธัมมชโยที่ว่า :

“นอกจากพระเดชพระคุณพระเทพญาณมหามุนี หรือหลวงพ่อธัมมชโยจะเจ็บป่วยมีอาการอาพาธรุนแรงมากแล้ว คณะศิษย์เห็นพ้องต้องกันว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อควรเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยการมอบตัวก็ต่อเมื่อบ้านเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกติคือเป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์แล้วเท่านั้น เพราะการที่บ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตยย่อมทำให้ขาดหลักประกันสิทธิเสรีภาพในกระบวนการยุติธรรม…”

“ศิษย์ธรรมกาย อ่านแถลงการณ์ “พระธัมมชโย” ควรมอบตัวเมื่อประชาธิปไตยสมบูรณ์”

16 มิถุนายน 2559 (http://www.matichon.co.th/news/175934)

ร้อนถึงเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ พล.อ.ทวีป เนตรนิยม ต้องถามกลับศิษย์ธรรมกายว่า “อะไรคือประชาธิปไตยที่แท้จริง?” (http://www.matichon.co.th/news/176231) ซึ่งก็คงตอบได้ไม่ง่ายนัก เพราะตรรกะที่มาของมันก็พลการ (arbitrary) ไม่ต่างจาก “ประชาธิปไตย 99.99%” ในปัจจุบันของท่านนายกฯ นั่นเอง

(http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1427087028)

6)

หลักนิติธรรม (the rule of law) น่าจะเป็นเป้าหมายหลักอย่างหนึ่งของรัฐบาล คสช. ดังที่หัวหน้า คสช. และนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เน้นย้ำสม่ำเสมอว่าขอให้ทุกคนเคารพกฎหมาย ตัวอย่างเช่น :

“นายกรัฐมนตรี ได้ขอให้ทุกคนเคารพกฎหมาย เพราะกฎหมายนั้นทำให้ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน ซึ่งขออย่ามองว่า เข้าข้างใคร เพราะทุกคนคือคนไทยเหมือนกัน และสิ่งที่ทำให้เกิดความขัดแย้งในอดีตนั้น ต้องการหยุดการขัดแย้ง โดยยืนยันว่า การใช้คำสั่งมาตรา 44 เพื่อต้องการให้เกิดการตรวจสอบ และเพื่อให้ทุกอย่างเกิดความสงบสุข พร้อมยังกล่าวอีกว่า ปัญหาของประเทศไทยคือการไม่เคารพกฎหมาย ทั้งนี้ จึงขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้ช่วยกันทำงาน เพื่อประชาชน บนพื้นฐานความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน และอย่าทำให้เกิดการแบ่งฝ่าย”

“นายกฯ ขอทุกคนเคารพ กม. ยันใช้ ม.44 นำสงบ”

7 เมษายน 2559 (http://news.sanook.com/1976266/)

ปัญหาก็คือ ในสภาวะยกเว้นปัจจุบัน คำว่า “ทุกคน” มีข้อยกเว้นอยู่ ดังที่นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ชี้แจงเมื่อเร็วๆ นี้ว่า :

“มีคนย้อนถามว่า แล้วผมเคารพกฎหมายหรือไม่ ขอยืนยันว่าผมเคารพกฎหมาย แต่กฎหมายของผมมีของผมเอง ถ้าเป็นเวลาปกติผมไม่ล้มอยู่แล้ว ทุกอย่างอยากแก้ไข อยากปฏิรูป แล้วโยนให้คนชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ คนเดียวจะทำได้หรืออย่างไร ถ้าทุกคนไม่ร่วมมือด้วย…”

“นายกฯ เปิดวันสิ่งแวดล้อมโลก ชี้มนุษย์กำลังขาดจิตสำนึก ขออย่าเบียดเบียนสัตว์”

29 มิถุนายน 2559 (http://www.matichon.co.th/news/193726)

ความเหลื่อมต่างตกห่างในข้อความทั้งสองข้างต้นสะท้อนปฏิทรรศน์ (paradox) หรือความย้อนแย้งใน…

– การอ้างอิงสภาวะยกเว้น (the state of exception) ที่เปิดให้ใช้อำนาจพิเศษเหนือหลักกฎหมายและเหนือสิทธิมนุษยชนตามปกติ ควบคู่ไปกับ

– การเรียกร้องหลักนิติธรรม (the rule of law) ให้ทุกคนเคารพกฎหมาย

ทั้งนี้ก็เพราะการยกเว้นตนเอง (self-exception) ขององค์อธิปัตย์ตามความเป็นจริงแห่งอำนาจ อันเป็นการยกเว้นให้ผู้ออกกฎเกณฑ์อยู่เหนือกฎเกณฑ์ และผู้บัญญัติกฎหมายอยู่เหนือกฎหมาย (rule-maker above the rule & law-maker above the law) นั้นย่อมทำให้ไม่ใช่ทุกคนเคารพกฎหมายเหมือนกันและเท่ากันอย่างสากลในทางเป็นจริง

และการที่คนอื่นทั้งหมดยกเว้นองค์อธิปัตย์คงสภาพเป็นคนในบังคับ (subjects) อยู่ภายใต้กฎหมาย แต่ไม่ได้แสดงฐานะบทบาทพลเมือง (citizens) ผู้ออกกฎหมายควบคู่ไปด้วยตามปกตินั้น ย่อมทำให้หลักนิติธรรม (the rule of law) ไม่อาจปรากฏเป็นจริงได้



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร