bg-single

ประวัติศาสตร์ (ไม่) ลับฉบับ ‘เหา’ (7) ‘เหา’ สายพันธุ์ B แห่งตะวันออกกลาง

24.01.2024

คอสตา มัมคูโอกลู (Kosta Y Mumcuoglu) นักกีฏวิทยาทางการแพทย์จากโรงเรียนแพทย์ฮาดาสซาห์ (Hadassah Medical School) มหาวิทยาลัยฮีบรูว์ (Hebrew University) ในอิสราเอล คือ นักวิจัยที่เป็นแฟนพันธุ์แท้เรื่องเหาตัวจริงที่มีประสบการณ์ศึกษาเหามาแล้วกว่า 35 ปี

“มันยากนะที่จะบอกผู้คนว่าเหานั้นมีประโยชน์ แต่ถ้าคุณเริ่มทำความเข้าใจเหา คุณจะไม่สามารถหยุดที่จะพิศวงไปกับความมหัศจรรย์ที่คุณได้พบเจอจากการศึกษาเหา” คอสตากล่าวพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า

คำถามก็คือ “พระเจ้าถึงสร้างเหาขึ้นมาทำไม?”

เพราะเหามนุษย์จะติดเฉพาะแค่กับโฮสต์ที่เป็นมนุษย์ (และบรรพบุรุษของเผ่าพันธุ์มนุษย์) เท่านั้น พวกมันจะไม่ติดเชื้อข้ามไปสู่สิ่งมีชีวิตชนิดอื่น เหาจึงเหมือนปีศาจร้ายที่เฝ้าจองล้างจองผลาญเผ่าพันธุ์มนุษย์ (และวงศ์วานว่านเครือของมนุษย์) อย่างรักเดียวใจเดียวมาแล้วกว่า 6 ล้านปี คือตั้งแต่ก่อนที่มนุษย์โฮโม เซเปียนส์ (Homo sapiens) คนแรกจะถือกำเนิดขึ้นมาเสียอีก

นอกจากจะเป็นปรสิตที่คอยสร้างความรำคาญ ความทุกข์ทรมานและความอับอายมาสู่มนุษย์โชคร้ายที่ติดพวกมันแล้ว เหายังเป็นตัวนำโรคร้ายที่อันตรายถึงชีวิตอีกหลายโรค อย่างเช่น ไข้ไทฟัส (Typhus) และไข้เทรนช์ (trench disease) มาสู่มนุษย์อีกด้วย

และถ้าว่ากันตามพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิม ในหนังสืออพยพ (Exodus) บทที่ 8 มีช่วงหนึ่งที่กล่าวถึงแมลงปรสิต ซึ่งเป็นช่วงที่พระเยโฮวาห์ (Lord Jehovah) ทรงสั่งให้โมเสสไปแจ้งฟาโรห์ให้ปล่อยผู้คนของพระองค์ไป แต่ฟาโรห์ไม่ยอม

“พระเยโฮวาห์ จึงตรัสรับสั่งให้โมเสส (Moses) บอกอาโรน (Aaron) ให้ยกชูไม้เท้าขึ้น แล้วหวดลงไปที่ผืนดินให้ฝุ่นฟุ้งกระจาย ฝุ่นที่คลุ้งขึ้นมานี้จะกลับกลายเป็น “เหา (lice)” (บางตำราบอกว่าเป็นริ้น (gnat)) ระบาดไปทั่วทั้งดินแดนแห่งอียิปต์ เมื่อทั้งสองได้ยินคำตรัส อาโรนก็เหยียดชูไม้เท้าขึ้นสูง และทันทีที่เขาหวดไม้ลงไปที่ผืนดิน ฝูงเหาก็เข้าจู่โจมสู่คนและสัตว์ ฝุ่นทั้งหลายบนผืนพิภพก็กลับกลายเป็นเหาไปเสียสิ้น ไปจนทั่วทั้งดินแดนแห่งอียิปต์”

บางที เหาอาจจะเป็นหนึ่งในปีศาจร้ายที่พระเจ้าสร้างขึ้นมาเพื่อลงโทษมนุษย์ที่ออกนอกลู่นอกทางก็เป็นได้

แต่คำถามที่ต้องถามถัดมาคือ ในยุคนั้น มี “เหา” แล้วอย่างงั้นหรือ?

ภาพอาโรนและโมเสสเสกฝุ่นผงให้กลายเป็นเหาจาก Exodus 8:16 (ภาพสร้างจาก DALL-E 3 AI)

คําตอบคือ “มี” ดังที่บอกไปในตอนก่อนๆ หวีสางที่ได้จากการขุดค้นเพื่อวิจัยทางโบราณคดีในเมืองลาชิช (Lachish) ในอิสราเอล ที่มีอายุยาวนานกว่า 3,700 ปี บนหวีมีจารึกภาษาแคนันโบราณ (Canaan) เอาไว้ว่า “ขอให้งาช้างนี้ขจัดปัดเป่าเหาออกไปจากผมและเครา (May this tusk root out the lice of the hair and the beard”)

นั่นหมายความว่าเหานั้นระบาดอยู่ในอิสราเอลและแถบตะวันออกกลางมานานแล้ว

แต่ที่คอสตาสงสัยคือเหาตะวันออกกลางพวกนี้เป็นสายพันธุ์ไหนกันแน่?

เพราะถ้าแบ่งเหาตามสายวิวัฒนาการแล้ว เหาจะแบ่งออกได้เป็น 5 สายพันธุ์ (Clade) ซึ่งก็คือ A B C D และ E (ในเอกสารส่วนมาก จะพูดถึงเหาแค่ 3 สายพันธุ์ คือ A B และ C ในส่วนของสายพันธุ์ D และ E ที่เพิ่งถูกแยกออกมา มักจะไม่ถูกกล่าวถึงในตำราและเปเปอร์ส่วนใหญ่)

อาจจะเป็นสายพันธุ์ A ซึ่งก็คือสายพันธุ์เหาที่พบมากที่สุด แพร่กระจายไปทั่วโลก

เหาสายพันธุ์ A มีทั้งที่ดำรงชีวิตเป็นเหาที่รุกรานอยู่บนศีรษะของคนและเหาที่อยู่บนร่างกายมนุษย์

และที่จริง เหาสายพันธุ์นี้เองที่พบอยู่ในผมถักของหัวมัมมี่พันปีจากประเทศเปรูที่อยู่ยั้งยืนยงมาตั้งแต่สมัยก่อนยุคเฟื่องฟูของอาณาจักรอินคาที่เป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยเคลียร์ประเด็นที่ว่าคณะสำรวจของคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส นั้นไม่ใช่ตัวการที่พกพาเหาจากโลกเก่ามาระบาดในทวีปอเมริกาใต้

ที่จริง เหานั้นมันระบาดมาอยู่ก่อนแล้วเป็นร้อยปี ตั้งแต่ก่อนที่จะเริ่มต่อเรือให้คริสโตเฟอร์เสียอีก

หรืออาจจะเป็นสายพันธุ์ B ที่เป็นสายพันธุ์ของพวกเหาศีรษะ เหาสายพันธุ์นี้พบระบาดเป็นส่วนใหญ่ในแถบดินแดนโลกใหม่ (อเมริกา) ลามไปยุโรป ออสเตรเลีย และพบบ้างในแอฟริกา

หรืออาจจะเป็นเหาศีรษะสายพันธุ์ C ที่หาค่อนข้างยาก ส่วนใหญ่พบกระจายตัวกันไปในหลายๆ ประเทศ เช่น เนปาล เอธิโอเปีย รวมไปถึงประเทศไทยด้วย หรืออาจจะเป็นสายพันธุ์ใหม่ D และ E ที่เพิ่งแยกออกมาจาก A และ C เมื่อไม่ถึงสิบปีก่อน

 

ทว่า น่าเสียดายที่ซากเหาจากหวีโบราณจากเมืองลาชิชนั้น เสียหายมากเสียจนไม่สามารถเอามาสกัดแยกดีเอ็นเอออกมาศึกษาอะไรได้ เพื่อสืบสาวหาต้นตอแห่งเหาแห่งแถบตะวันออกกลาง คอสตาและทีมจึงเริ่มคัดเลือกและค้นหาตัวอย่างเหาโบราณในแถบตะวันออกกลาง นอกเหนือจากหวีโบราณจากเมืองลาชิชกันอย่างจริงจัง

และแล้ว ทีมของคอสตาก็ไปสะดุดกับตัวอย่างหวีโบราณจากยุคโรมันที่มีอายุอยู่ราวๆ 2,000 ปี อยู่ 3 เล่ม

เล่มแรกขุดได้จากป้อมปราการเล็กๆ ของพวกนาบาเทียน (Nabatean) ที่แถบฮาตเซวา (Hatzeva) ในทะเลทรายจูเดียน (Judean dessert) ระหว่างเมืองเจริโค (Jericho) กับทะเลสาบเดดซี (Dead Sea) ในอิสราเอล

ส่วนอีกสองเล่มนั้นขุดพบในจุดพักแรมโบราณบนเส้นทางคาราวานค้าขายเครื่องเทศระหว่างเมืองเพทรา (Petra) และเมืองกาซ่า (Gaza) ในไซต์นี้มีเศษซากอารยธรรมเหลืออยู่อย่างล้นเหลือ ทั้งโรงเตี๊ยม (caravanserai) ป้อมปราการ และโบสถ์โบราณ

คอสตาตัดสินใจที่จะสกัดแยกซากเหาโบราณที่ติดอยู่บนหวีทั้งสาม และเริ่มสกัดดีเอ็นเอออกมาเพื่อวิเคราะห์พันธุกรรมเหายุคโรมัน และเมื่อได้ผล คอสตาและทีมก็แทบจะอ้าปากค้าง นอกจากจะเจอเหาสายพันธุ์ A ที่เป็นสายพันธุ์เดียวกันกับที่พบจากผมเปียของมัมมี่ในเปรูตามที่คาดหวังเอาไว้

คอสตาและทีมยังพบดีเอ็นเอที่มาจากเหาสายพันธุ์ B อีกด้วย ซึ่งเป็นอะไรที่เซอร์ไพรส์มาก

เพราะว่านี่คือการค้นพบเหาโบราณสายพันธุ์ B ครั้งแรกในตะวันออกกลาง!!!

 

ปกติ เหาสายพันธุ์ A นั้นระบาดไปทั่วอยู่แล้ว เพราะมีประวัติรังควานมนุษย์มายาวนานตั้งแต่ยังอยู่กันที่แอฟริกา และเมื่อมนุษย์ที่อพยพย้ายออกจากมาแอฟริกาเมื่อราวๆ 100,000 ปีก่อน พวกมันเริ่มระบาดกระจายไปทั่วพร้อมๆ กับมนุษย์อพยพ

การที่จะพบเจอเหาสายพันธุ์ A ในอิสราเอลนั้นจึงไม่ใช้เรื่องแปลก

แต่สำหรับเหาสายพันธุ์ B นั้นไม่ใช่ การค้นพบเหาสายพันธุ์ B จากหวีในยุคโรมัน ในประเทศอิสราเอลถือเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจ เพราะแต่เดิม เชื่อกันว่าเหาสายพันธุ์ B นั้นวิวัฒน์ขึ้นมาในทวีปอเมริกา หรือ “ดินแดนแห่งโลกใหม่” และเริ่มระบาดไปยังยุโรปในยุคล่าอาณานิคม พร้อมกับกลุ่มนักสำรวจดินแดนใหม่ หรือก็คือพวกของคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส นั่นแหละ

ตอนสายพันธุ์ A โดนหาว่าเอาเข้าไปติด พอสายพันธุ์ B โดนหาว่าไปเอาออกมาแพร่… งานนี้ โคลัมบัสโดนอีกแล้ว

ทว่า งานวิจัยหวีโบราณของคอสตา ชี้ชัด (อีกแล้ว) ว่านั่นไม่ใช่ประเด็น คริสโตเฟอร์ยังคงบริสุทธิ์อยู่ เหาสายพันธุ์ B ไม่ได้อุบัติขึ้นในดินแดนโลกใหม่ และทีมลูกเรือของคริสโตเฟอร์ก็ไม่น่าจะใช่ทีมแรกที่เข้าไปเอาพวกมันออกมาจากอเมริกา ไปยุโรป และเอเชีย เพราะถ้าดูจากหลักฐานเหาในหวี เหาสายพันธุ์ B ระบาดไปถึงตะวันออกกลางแล้ว ตั้งแต่ยุคโรมันเรืองอำนาจ ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส จะค้นพบทวีปอเมริกาเป็นพันปี

คอสตาตั้งสมมุติฐานว่าเหาสายพันธุ์ B นี้น่าวิวัฒนาการมาจากเหาที่ติดมนุษย์ดึกดำบรรพ์ซักกลุ่มอาจจะเป็นพวกมนุษย์นีแอนเดอร์ธัลที่อพยพจากแอฟริกาเข้าไปในยุโรปและเอเชีย และจึงค่อยติดต่อข้ามโฮสต์มารังควานมนุษย์เซเปียนส์แทนในภายหลังผ่านทางความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันระหว่างสังคมมนุษย์นีแอนเดอร์ธัลและมนุษย์เซเปี้ยนส์ในยุคนั้น

สมมุติฐานจะจริงหรือไม่นั้นไม่รู้ แต่ที่รู้คือมีมนุษย์ที่ไหน มีเหาที่นั่น และ “ที่สำคัญ ไม่ต้องไปเพ่งโทษคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส และกลุ่มนักล่าอาณานิคมว่าเป็นพาหะนำเหา เพราะแท้จริงแล้ว พวกมันกระจายไปทั่ว (เป็นร้อยปี) แล้ว ตั้งแต่ก่อนยุคล่าอาณานิคม”

 

อย่างที่คอสตากล่าวไว้ “มันยากนะที่จะบอกผู้คนว่าเหานั้นมีประโยชน์” แต่การค้นพบนี้ของเขาที่ตีพิมพ์ในวารสาร PLOS ONE ในปี 2016 ได้ทำให้เรามองเห็นเรื่องราวจากอดีตชัดเจนแจ่มแจ้งมากยิ่งขึ้น

คอสตาได้แสดงให้เห็นชัด… ด้วยผลงานว่าแท้จริงแล้ว (ซาก) เหา (โบราณ) นั้นมีประโยชน์จริงๆ อย่างน้อยก็เป็นกระจกที่ช่วยสะท้อนภาพแห่งประวัติศาสตร์ที่เมื่อได้รู้เพิ่ม ก็ยิ่งทำให้เริ่มที่จะสงสัยสิ่งที่เรารู้และพิศวงกับความมหัศจรรย์ของเหามากขึ้น

และจากที่ผมไปแอบส่งเปเปอร์ดู ยังคงศึกษาเหาอย่างแอคทีฟจนถึงปัจจุบัน

ส่วนตัวผมชอบงานวิจัยเหาของคอสต้า เพราะเป็นงานที่สร้างแรงบันดาลใจ

“บางทีสิ่งเล็กๆ ที่ดูไร้ค่า อย่าง ‘เหา’ ที่แสนจะน่ารำคาญ อาจจะแฝงไปด้วยคุณค่ามหาศาล และอาจจะให้ประโยชน์อย่างคาดไม่ถึง หากเรารู้วิธีที่จะดึงเอาคุณค่าของมันออกมาใช้…”

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เรื่องต้องรู้ของฟุตบอลโลก 2026 ศึกเวิลด์คัพฉบับ ‘มหึมา’
ฉบับประจำวันที่ 12-18 มิ.ย. 2569 ฉบับที่ 2391
E-DUANG | ปรากฎการณ์ แบงค์ ศุภณัฐ ต่อเนื่อง มายัง โจ เบอร์สิบ
กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี