
สุดสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมกราคม เพิ่งมีโอกาสเดินทางขึ้นเหนือไปดูผลงานชื่อ “A Conversation with the Sun” หรือ “บทสนทนากับดวงอาทิตย์” (VR) ที่ห้องประชุมคชสาร อบจ.เชียงราย
นี่คือผลงานศิลปะชิ้นใหม่ของ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” ผู้กำกับภาพยนตร์หนึ่งเดียวของไทย ซึ่งเคยคว้ารางวัลปาล์มทองคำจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส
และเป็นกิจกรรมคู่ขนานของนิทรรศการศิลปะ “ไทยแลนด์เบียนนาเล่ เชียงราย 2023” ที่จัดแสดงระยะสั้นๆ ระหว่างวันที่ 25-29 มกราคมที่ผ่านมา
โดยส่วนตัว เห็นว่ามี 2-3 ประเด็นที่น่ากล่าวถึง หลังจากได้ชมงานศิลปะภาพเคลื่อนไหวชิ้นนี้
เรื่องแรก “บทสนทนากับดวงอาทิตย์” (VR) ถือเป็นงานศิลปะระดับอินเตอร์หรือระดับโลก ทั้งในแง่คุณภาพ ความทะเยอทะยาน และมูลค่าของโปรดักชั่น
แต่สิ่งที่แปลกมาก ก็คือ ทั้งๆ ที่เป็นการจัดแสดงงานรอบปฐมทัศน์ในประเทศไทย (หลังจากเคยจัดแสดงที่ญี่ปุ่นและเยอรมนีมาก่อนหน้านี้) ทว่า ผู้สร้างสรรค์ผลงานกลับเลือกพางานชิ้นนี้ไปเปิดตัวที่เชียงราย แถมยังใช้สถานที่เป็นห้องประชุมขนาดไม่เล็กแต่ก็ไม่ใหญ่โตโอ่โถง ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่าง อบจ. เสียอีก
กระนั้นก็ดี กลับยังมีคนจำนวนมากที่เข้าไปชมหรือมีปฏิสัมพันธ์กับ “บทสนทนากับดวงอาทิตย์” (VR) ทั้งคนในละแวกนั้น คนกรุงเทพฯ อีกไม่น้อย และชาวต่างชาติ
หากยึดเอาผลงานของอภิชาติพงศ์เป็น “ศูนย์กลาง” กรุงเทพมหานครที่เป็นศูนย์กลางของทุกอย่างในประเทศ ก็จะมีสถานะกลายเป็นแค่เพียง “บ้านนอก” หรือ “ดินแดนชายขอบ” ของจักรวาลแห่งนี้
การปรากฏขึ้นของ “A Conversation with the Sun-บทสนทนากับดวงอาทิตย์” (VR) ที่ห้องประชุมคชสาร จึงอาจถือเป็นกระบวนการกระจายอำนาจหรือการขัดขืนฝืนทานต่ออำนาจศูนย์กลางในอีกรูปแบบหนึ่ง
เรื่องที่สอง มีโอกาสไปเที่ยวชมงานศิลปะต่างๆ ที่จัดแสดงเป็นส่วนหนึ่งของไทยแลนด์เบียนนาเล่อยู่บ้างตามสมควร แม้ไม่ครบถ้วนด้วยข้อจำกัดทางด้านเวลา
แนวโน้มหรือกระแสใหญ่ข้อหนึ่งที่พอจะสังเกตเห็นได้ค่อนข้างชัดเจน คือ นอกจากจะเห็นการเชื่อมโยงโลกศิลปะเข้ากับการเมืองและประวัติศาสตร์ หรือการรัดร้อยผลงานศิลปะให้เป็นหนึ่งเดียวกับคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์แล้ว
ผลงานหลายชิ้น โดยเฉพาะในส่วน “วิดีโอ” ยังพยายามนำพาโลกศิลปะไปสัมผัสกับระบบนิเวศ-สภาพแวดล้อม ที่เป็นธรรมชาติ (ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต) รอบตัวมนุษย์
นี่ดูจะเป็นความมุ่งมั่นในการผลักดันศิลปะให้ก้าวพ้นไปจากการเป็นเพียง “ภาพแทน” (representation) ที่สื่อถึงแค่จินตนาการ ความใฝ่ฝัน ความคิดความเชื่อ ของมนุษย์คนหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่งเท่านั้น
พูดอีกแบบได้ว่า เหมือนผลงาน (วิดีโอ) ศิลปะเหล่านี้จะตั้งใจทำตัวเป็น “สารคดี” ที่ชักจูงผู้ชมให้ไปพบพาน “ความจริง” ชนิดอื่นๆ (ซึ่งมนุษย์เคยมองข้ามไป) มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ศิลปินจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายคน กลับยังคงวางฐานของงานตนเองอยู่ในโลกของ “ภาพแทน” แขนงต่างๆ
เมื่อหันมาพิจารณาที่ผลงานภาพเคลื่อนไหวอย่าง “บทสนทนากับดวงอาทิตย์” (VR) เราจะพบว่าแม้อภิชาติพงศ์ได้ถักทองานชิ้นนี้เข้ากับองค์ประกอบอื่นอันมากมายหลายหลาก ทั้งวิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ ประวัติศาสตร์ (และก่อนประวัติศาสตร์) การเมือง ความทรงจำ ความฝัน ตลอดจนโลกก่อนการถือกำเนิด/โลกหลังความตาย
แต่ท้ายสุด เขากลับยังมิได้ผลักดันงานชิ้นนี้ให้กลายเป็น “สารคดี” ที่นำเสนอความจริงอย่างค่อนข้างบริสุทธิ์ซื่อตรง หากเลือกจะพาผู้ชมดำดิ่ง-ผจญภัยใน “โลกแห่งจินตนาการ” และ “ภาพแทน” ซึ่งไปถึงขีดสุด กว่า “ภาพแทน” แบบเดิมๆ
ถ้ามองจากมุมของอภิชาติพงศ์ คล้ายกับว่ากระบวนการทำงานศิลปะยังคงวิ่งวนอยู่ภายในขอบเขตของการสร้างสรรค์ “ภาพแทน” ได้อยู่
ปัญหาสำคัญที่ท้าทายกว่า ก็คือ เราจะสามารถสร้าง “ภาพแทน” ที่ทะลุพ้นขอบฟ้า-จักรวาลความรับรู้อันเป็นสามัญปกติของผู้คน ไปได้ถึงขั้นไหนต่างหาก

เรื่องที่สาม ขออนุญาตท้าทายอย่างใหญ่โตว่า “A Conversation with the Sun-บทสนทนากับดวงอาทิตย์” (VR) นั้นมีศักยภาพจะเป็นคู่เทียบของผลงานที่สร้างสรรค์โดย “teamLab” กลุ่มศิลปินชาวญี่ปุ่น ที่นำเอาเทคโนโลยีมาสนับสนุนการทำงานศิลปะร่วมสมัยได้อย่างน่าทึ่ง
โดยพิพิธภัณฑ์ทั้งสองแห่งที่ประเทศบ้านเกิดของพวกเขา ตลอดจนส่วนเสี้ยวผลงานที่ถูกนำไปโชว์ตามเบียนนาเล่ต่างๆ ล้วนเป็นงาน “ศิลปะป๊อปๆ” ที่ได้รับความนิยมของผู้คนนานาชาติ รวมถึงคนไทย
แถมผลงานของอภิชาติพงศ์ (และเพื่อน) ยังล้ำหน้ากว่างานของ “teamLab” ไปแล้วด้วย
ในแง่เนื้อหา “บทสนทนากับดวงอาทิตย์” (VR) นั้นมีลักษณะกว้างขวาง หลากหลาย เหมือนดังที่เพิ่งเขียนบรรยายไป
ครึ่งชั่วโมงแรก ผู้ชมราว 15 ราย จะได้เดินเข้าสู่ห้องประชุม อบจ. ที่มีจอภาพสองด้านติดตั้งอยู่ตรงกลาง โดยหนังสั้น-วิดีโอที่ปรากฏอยู่ในจอแต่ละด้านก็จะเป็นคนละเรื่องกัน แต่มีโครงสร้างเรื่องราวที่ล้อกันไป
จากอารมณ์ความรู้สึกส่วนบุคคล ไปสู่ภาพการต่อสู้ทางการเมืองของม็อบราษฎรต้นทศวรรษ 2560 และการดำรงอยู่ของบางสิ่งบางอย่าง ท่ามกลางสังคมหรือพื้นที่สาธารณะที่เปลี่ยนแปลงไป
ในพื้นที่ห้องประชุมคชสารแห่งเดียวกัน จะมีผู้ชม/ผู้ร่วมแสดงอีกประมาณ 15 คน ที่สวมใส่ “แว่นวีอาร์” บ้างยืนนิ่ง บ้างนั่งลงบนพื้น บ้างเดินไปมา พร้อมด้วยการแสดงกิริยาก้มๆ เงยๆ-ปัดป่ายมือไม้อยู่เป็นระยะ โดยมีทีมงานจำนวนหนึ่งคอยสังเกตการณ์และคุ้มกันไม่ให้พวกเขา (ซึ่งมองไม่เห็นโลกความจริง) เดินชนกัน หรือเดินเข้ามาชนผู้ชมที่ “ไม่ได้สวมแว่น”
แล้วในครึ่งชั่วโมงหลัง ผู้ชมที่กำลังเพลิดเพลินกับหนังสั้น-วิดีโอสองจอและการจ้องมองพฤติกรรมของกลุ่มคนที่ใส่ “แว่นวีอาร์” ก็จะมีโอกาสได้สวมใส่แว่นดังกล่าวบ้าง
การ “เล่น” กับเทคโนโลยี “ความเป็นจริงเสมือน” (VR) คือการสร้างงานด้วยเทคโนโลยีระดับไฮเทคที่สุดครั้งหนึ่งของอภิชาติพงศ์ การเล่นกับเทคโนโลยีระดับนี้ ทำให้อดนึกถึงงานของกลุ่ม “teamLab” ไม่ได้
ด้านหนึ่ง แม้คนที่เข้าดูงานของ “teamLab” จะไม่ต้องใช้ “แว่นวีอาร์” แต่ผลงานของพวกเขาก็นำเอาความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาผสมผสานเข้ากับการสร้างภาพเคลื่อนไหว แสง สี และเสียง ได้อย่างน่าสนใจ อันถือเป็นจุดร่วมกับงานของอภิชาติพงศ์
อีกด้านหนึ่ง ในโปรเจ็กต์นี้ ผู้กำกับฯ ชาวไทย ก็ได้ร่วมงานกับเพื่อนๆ ชาวญี่ปุ่นเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เรียวอิจิ ซากาโมโตะ” นักประพันธ์ดนตรีนามอุโฆษผู้ล่วงลับไปเมื่อต้นปี 2023 และ “คัตสึยะ ทานิกุจิ” ศิลปินดิจิทัลภาพเคลื่อนไหว
ขณะที่งานของ “teamLab” กระตุ้นเร้าผัสสะของเราได้แค่ในระดับที่ทำให้รู้สึก “ตื่นตาตื่นใจ” แล้วหยิบสมาร์ตโฟนกับกล้องถ่ายรูป มาบันทึกภาพ-ถ่ายคลิปลงโซเชียล หรืออย่างมาก ศิลปินกลุ่มนี้ก็บังคับให้เราต้องเดินลุยน้ำเล็กๆ น้อยๆ
แต่งานของอภิชาติพงศ์และเพื่อนชาวญี่ปุ่น กลับใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนพาผู้ชม/ผู้แสดง/ผู้มีส่วนร่วมกับผลงาน เดินทางไปไกลกว่านั้น
ก่อนอื่น พวกเขาได้ลดทอนให้เรากลายเป็นวิญญาณดวงเล็กๆ ดวงหนึ่ง ที่ล่องลอยอยู่พร้อมกับวิญญาณอื่นๆ (ผู้สวม “แว่นวีอาร์” รายอื่นๆ) อีกหลายดวง
แรกเริ่ม พวกเขาต้อนรับเราด้วยภาพเดิมๆ ที่คุ้นเคยหรือสามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า ทว่า ทวีจำนวนขึ้น
แล้วจึงค่อยๆ พาเราไปผจญภัยในโลก/จักรวาลแบบอื่นๆ ที่ประกอบด้วยประติมากรรมหินขนาดมหึมา ถ้ำที่กักขังเราอยู่ อุกกาบาตและหินผาที่เสมือนกำลังพุ่งชนหรือชำแรกแทรกใส่เรือนร่างของเรา จนนำไปสู่อาการหวั่นไหวพรั่นพรึงไม่มากก็น้อย ก่อนจะค่อยๆ ตั้งสติได้ว่านั่นเป็นเพียง “มายาภาพ”
พวกเขาพาเราไปจ้องมองดวงอาทิตย์ใกล้ๆ อย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อนในชีวิตจริง แล้วพระอาทิตย์ก็เพิ่มจำนวนขึ้น จนเราค่อยๆ หลงลืม หรือไม่รับรู้ถึงการดำรงอยู่ของวิญญาณเล็กๆ ดวงอื่นๆ ที่เปล่งแสงล่องลอยวนเวียนอยู่ในจักรวาลเดียวกันกับเรา
นี่คือการเดินทางอันแสนมหัศจรรย์ที่ทำให้เราตัวเล็กลง ทว่า สามารถพุ่งทะยานไปได้ไกลมากขึ้น สู่อาณาเขตที่ไม่เคยรู้จัก
“เทคโนโลยีวีอาร์” ใน “บทสนทนากับดวงอาทิตย์” (VR) ไม่ได้ก่อให้เกิดแค่ “ความตื่นตาตื่นใจ” แต่สามารถสร้างความกลัวให้เกิดขึ้นในจิตใจของเราได้
สามารถสร้างสภาวะ “กึ่งจริงกึ่งฝัน” ที่พาเราดิ่งลึกลงสู่ความฝัน-จินตนาการที่มองเห็นหรือ “สัมผัสได้” ผ่าน “แว่น”
ทว่า ขณะเดียวกัน เราก็ระลึกรู้ได้ตลอดว่า ร่างกายของตนยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในโลกความจริง (ผ่านการตบตีมือแขนตัวเองยามตกใจ การเผลอเดินชนดวงวิญญาณที่เหลือ หรือเมื่อมีทีมงานมาแตะเตือนเราไม่ให้เดินชนผู้ชมคนอื่นๆ)
สุดท้าย เมื่อมีทีมงานมาถอด “แว่นวีอาร์” ออกจากศีรษะเรา หลายฉากในบรรยากาศ “กึ่งจริงกึ่งฝัน” ที่เพิ่งผ่านพ้นกลับยังติดค้างอยู่ในความคิด แตกต่างจากความฝันจำนวนมากที่ผุดพรายขึ้นระหว่างเราหลับใหลในห้วงนิทรา แล้วปลาสนาการไปทันทีเมื่อเราลืมตาตื่น
นี่คือความรู้สึกที่ช่วยบ่งชี้ว่างานของอภิชาติพงศ์ไปไกลกว่า “teamLab” อย่างน้อยก็ก้าวหนึ่ง
ยังไม่แน่ใจว่า หลังจากนี้ “A Conversation with the Sun” หรือ “บทสนทนากับดวงอาทิตย์” (VR) จะถูกนำไปจัดแสดง ณ พื้นที่แห่งอื่นๆ ในประเทศไทยอีกหรือไม่ หรือจะมีสถานที่จัดแสดงผลงานชิ้นนี้อย่างถาวรเลยหรือเปล่า
แต่หากมีคนจำนวนมากยอมจองตั๋วล่วงหน้าเพื่อเข้าชมงานของ “teamLab”
“บทสนทนากับดวงอาทิตย์” (VR) ก็มีศักยภาพ-คุณภาพที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน (และเหนือกว่าด้วย) •
| คนมองหนัง
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
