bg-single

‘การทดลองในความคิด’ สุดยอด ‘อาวุธ’ ของไอน์สไตน์ | บัญชา ธนบุญสมบัติ

07.03.2024

ในบทความเรื่อง ‘คำคม ‘จินตนาการสำคัญกว่าความรู้’ มาจากไหน?‘ ผมปิดท้ายว่าไอน์สไตน์ชอบใช้ ‘การทดลองในความคิด’ หรือ Gedankenexperiment ในภาษาเยอรมัน ประเด็นนี้สำคัญจึงขอเล่ารายละเอียดครับ

ตอนที่ไอน์สไตน์อายุราว 4-5 ขวบ เขานอนป่วยอยู่บนเตียง พ่อได้นำเข็มทิศมาให้เป็นของขวัญ ไอน์สไตน์บอกในภายหลังว่าเขารู้สึกพิศวงเนื่องจากเข็มแม่เหล็กขยับไปมาได้ราวกับถูกควบคุมด้วยสนามแรงบางอย่างที่มองไม่เห็น แทนที่จะเป็นกลไกของการแตะหรือสัมผัส เขากล่าวว่า

“ผมยังจำได้ดี หรืออย่างน้อยก็เชื่อว่าผมจำได้ ประสบการณ์ครั้งนั้นประทับและตราตรึงอยู่ในใจผมมาตลอด มันต้องมีอะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่ลึกๆ เบื้องหลังสรรพสิ่งอย่างแน่นอน”

เมื่อเขาโตขึ้น พ่อแม่ก็ซื้อตำราเรขาคณิตและพีชคณิตให้ฝึกเรียนล่วงหน้า ส่วนอาชื่อ ยาคอบ ไอน์สไตน์ ซึ่งเป็นวิศวกรก็ช่วยสอนพีชคณิต

ตอนไอน์สไตน์อายุ 12 ปี น้องสาวชื่อมายาเล่าว่าพี่ชายชอบแก้โจทย์เลขคณิตที่ซับซ้อน แถมยังพิสูจน์ทฤษฎีบทใหม่ๆ ได้ด้วยตนเอง มายาบอกว่า “(พี่) ลืมเพื่อน ลืมเล่นหมด วันทั้งวันเอาแต่นั่งคิดแก้โจทย์ และไม่ยอมเลิกจนกว่าจะหาคำตอบได้”

โยฮันน์ ไฮน์ริช เพสตาโลซซี
ที่มา : https://en.wikipedia.org/wiki/Johann_Heinrich_Pestalozzi

มีครั้งหนึ่งซึ่ง มักซ์ ทัลมุด นักศึกษาแพทย์ผู้ยากจน นำหนังสือภาพยอดนิยมชุด ‘หนังสือว่าด้วยวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับธรรมชาติสำหรับประชาชนทั่วไป’ มาให้เขาอ่าน หนังสือชุดนี้มี 21 เล่ม เขียนโดยอารอน แบร์นชไตน์ (Aaron Bernstein) ไอน์สไตน์บอกว่า “เป็นหนังสือที่อ่านแล้วแทบวางไม่ลง”

หนังสือชุดนี้มีอิทธิพลต่อความคิดของไอน์สไตน์อย่างยิ่ง ในบทเกริ่นนำของเล่มแรก ผู้เขียนคือแบร์นชไตน์กล่าวถึงความเร็วแสงซึ่งเป็นเรื่องที่ไอน์สไตน์สนใจมาก ส่วนในเล่ม 8 ก็เขียนถึงความเร็วแสงถึง 11 แห่ง การที่ไอน์สไตน์สร้างทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษขึ้นมาส่วนหนึ่งเป็นเพราะอิทธิพลของหนังสือชุดนี้นี่เอง

ประโยคหนึ่งในหนังสือที่ไอน์สไตน์ประทับใจคือ “เนื่องจากแสงทุกชนิดเดินทางด้วยความเร็วที่เท่ากันหมด ดังนั้น จึงอาจเรียกได้ว่า กฎเรื่องความเร็วแสงเป็นกฎที่ใช้ได้อย่างกว้างขวางครอบคลุมที่สุดในบรรดากฎแห่งธรรมชาติทั้งปวง”

เมื่ออายุได้ 16 ปี หนุ่มน้อยไอน์สไตน์ช่วยงานธุรกิจของครอบครัว เขาเรียนรู้การทำงานของแม่เหล็ก ขดลวด และกระแสไฟฟ้า มีครั้งหนึ่งที่อายาคอบมีปัญหาการคำนวณเกี่ยวกับเครื่องจักรใหม่ อายาคอบเล่าให้เพื่อนฟังว่า “ผมกับวิศวกรผู้ช่วยคิดจนหัวแทบแตกอยู่หลายวัน แต่เจ้าเด็กหนุ่มนั่นคิดออกในเวลาแค่ 15 นาที ไม่ใช่แค่นี้ ยังมีอีกหลายเรื่องนะ”

ไอน์สไตน์ ในช่วงที่ทำงานที่สำนักงานจดสิทธิบัตร
ที่มา : https://www.dpma.de/english/our_office/publications/milestones/greatinventors/einstein/index.html

ไอน์สไตน์เขียนบทความชิ้นแรกเมื่ออายุ 16 ปี บทความชื่อ “การตรวจสอบสถานะของอีเทอร์ในสนามแม่เหล็ก” เขียนด้วยลายมือและยาว 14 ย่อหน้า เขาเสนอแนะว่าควรทำการทดลองบางอย่างเพื่ออธิบายว่ามีสนามแม่เหล็กเกิดขึ้นรอบๆ กระแสไฟฟ้า แต่เขาก็เขียนไว้ด้วยว่า “เนื่องจากผมไม่มีอุปกรณ์อะไรเลยที่จะศึกษาเรื่องนี้ให้ลึกซึ้งขึ้น นอกจากการคิดตรึกตรองเพียงอย่างเดียว ดังนั้น ผมขอว่าโปรดอย่าด่วนตีความเรื่องนี้ว่าเป็นแค่เรื่องผิวเผิน”

ที่เล่ามานี้คงเห็นได้ชัดว่าไอน์สไตน์เป็นนักคิดตั้งแต่เยาว์วัย อย่างไรก็ดีเหตุการณ์สำคัญที่สุดที่ฝึกเขาให้ใช้ ‘การทดลองในความคิด’ อย่างเป็นระบบมาจากการที่เขาได้เข้าเรียนในโรงเรียนประจำแคว้นในหมู่บ้านอาเรา โรงเรียนนี้ชื่อ Alte Kantonsschule Aarau หรือบางทีเรียกว่า Kantonschule Aarau หรือเรียกสั้นๆ ว่า Kantonsschule

โรงเรียนแห่งนี้ใช้ระบบการสอนตามแนวทางของโยฮันน์ ไฮน์ริช เพสตาโลซซี (Johann Heinrich Pestalozzi) นักปฏิรูปการศึกษาชาวสวิส เมื่อต้นศตวรรษที่ 19 เพสตาโลซซีเชื่อในการส่งเสริมให้นักเรียนสร้างมโนภาพ และยังเห็นความสำคัญของการสร้างเสริม ‘คุณค่าภายใน’ และความเป็นตัวของตัวเองแก่นักเรียนทุกคน

 

เพสตาโลสซีให้หลักว่า นักเรียนควรได้รับอนุญาตให้คิดหาข้อสรุปด้วยตัวเองโดยการใช้ขั้นตอนที่เริ่มจากการสังเกตอย่างใกล้ชิด จากนั้นก็ใช้ญาณหยั่งรู้ การคิดเชิงมโนทัศน์ และการสร้างมโนภาพ หลักการทางคณิตศาสตร์และฟิสิกส์สามารถเรียนรู้และเข้าใจได้ด้วยวิธีเหล่านี้ ไม่ควรสอนให้ท่องจำ ทำซ้ำๆ หรือป้อนความรู้ให้นักเรียน

เพสตาโลซีเขียนว่า “การเข้าใจเชิงมโนทัศน์เป็นวิธีการสอนที่แท้จริงและจำเป็นในการพิจารณาสิ่งต่างๆ อย่างถูกต้อง การเรียนเรื่องตัวเลขและภาษามีความสำคัญรองลงไป”

เมื่อไอน์สไตน์ได้เรียนรู้เครื่องมือช่วยคิดอันวิเศษนี้แล้ว เขาพยายามนึกภาพว่าจะเป็นอย่างไรหากมีโอกาสท่องไปกับลำแสง ไอน์สไตน์เล่าให้เพื่อนฟังในภายหลังว่า

“ที่เมืองอาเรา ผมได้ลองทำ ลองคิดแบบเด็กๆ เป็นครั้งแรก ซึ่งมีผลโดยตรงต่อทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ ถ้าคนวิ่งตามคลื่นแสงด้วยความเร็วเท่ากับแสง ก็จะได้การเรียงตัวของคลื่นที่เป็นอิสระจากเวลาโดยสิ้นเชิง แน่นอนว่าเรื่องอย่างนี้มันไม่มีทางเป็นไปได้”

 

การทดลองในความคิดด้วยการสร้างมโนภาพ หรือ Gedankenexperiment เป็นคุณลักษณะโดดเด่นที่สุดของไอน์สไตน์ ตลอดชีวิตไอน์สไตน์ใช้วิธีนี้หลายครั้ง ตัวอย่างเช่น

เขาค้นพบว่าเหตุการณ์สองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกันสำหรับคนคนหนึ่ง อาจเกิดขึ้นไม่พร้อมกันสำหรับอีกคนซึ่งกำลังเคลื่อนที่เทียบกับคนแรก เขาคิดถึงรถไฟที่กำลังเคลื่อนที่ แล้วสมมุติว่าฟ้าผ่าลงมาที่คันดินรองรับทางรถไฟที่จุดสองจุดคือ A และ B จากนั้นพิจารณามุมมองของผู้สังเกตคนแรกที่อยู่ใกล้ทางรถไฟตรงจุดกึ่งกลางระหว่างจุด A และ B และมุมมองของผู้สังเกตอีกคนที่อยู่บนรถไฟ

ไอน์สไตน์พบว่าผู้สังเกต 2 คนนี้จะระบุเวลาที่เกิดฟ้าผ่าที่จุด A และ B แตกต่างกัน นี่คือหลักการเกิดขึ้นพร้อมกัน (principle of simultaneity) ซึ่งเป็นหลักการสำคัญข้อหนึ่งในทฤษฎีสัมพัทธภาพ

หลักการสำคัญอีกข้อหนึ่งที่เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปเกิดจากจินตนาการเพียงแวบเดียว เขาเล่าว่า “ผมนั่งอยู่ที่เก้าอี้ในสำนักงานสิทธิบัตรที่เมืองแบร์น ทันใดนั้นก็มีความคิดหนึ่งแวบเข้ามาว่า ถ้าคนตกจากที่สูง เขาก็จะไม่รู้สึกถึงน้ำหนักของตนเอง”

ความคิดนี้หมายความว่าความเร่งกับความโน้มถ่วงของโลกให้ผลลัพธ์เหมือนกันอย่างแยกไม่ออก เรียกว่า ‘หลักแห่งความสมมูล (principle of equivalence)

ภายหลังไอน์สไตน์เรียกวินาทีแห่งการหยั่งรู้ดังกล่าวว่า ‘ความคิดอันแสนสุขที่สุดในชีวิตของผม’ ข้อความในภาษาเยอรมันที่เขาใช้คือ ‘der gl?cklichste Gedanke meines Lebens’

ไอน์สไตน์ยังขัดเกลาการทดลองในความคิดเรื่องคนตกจากที่สูงโดยจินตนาการถึงคนที่อยู่ในห้องปิด (มองไม่เห็นภายนอก) ซึ่งลอยอยู่ในอวกาศอันไกลโพ้น ไกลจากดวงดาวและมวลขนาดใหญ่ ไอน์สไตน์บอกว่า “จะไม่มีความโน้มถ่วงสำหรับผู้สังเกตคนนี้ เขาต้องใช้เชือกผูกตนเองไว้กับพื้น มิฉะนั้นแรงกระทบเพียงนิดเดียวที่มีต่อพื้นจะทำให้เขาค่อยๆ ลอยขึ้นไปที่เพดาน”

จากนั้นก็จินตนาการต่อว่ามีเชือกคล้องที่ตะขอเหนือหลังคาห้อง แล้วออกแรงดึงเชือกด้วยแรงคงที่ ผลก็คือคนคนนั้นจะรู้สึกเหมือนถูกกดลงไปที่พื้น และถ้าเขาหยิบอะไรออกมาจากกระเป๋าแล้วปล่อย ของชิ้นนั้นก็จะตกลงบนพื้นห้อง

ส่วนเรื่องที่ความโน้มถ่วงเป็นการบิดโค้งของผืนกาล-อวกาศนั้น มีเกร็ดเล่าว่าเมื่อลูกชายคนเล็กชื่อเอดูอาร์ดถามว่าทำไมพ่อถึงได้มีชื่อเสียงโด่งดัง ไอน์สไตน์ตอบง่ายๆ ว่า “เมื่อแมลงตาบอดคลานไปบนพื้นผิวของกิ่งไม้โค้ง มันจะไม่สังเกตว่าเส้นทางที่มันคลานไปนั้นจริงๆ แล้วเป็นเส้นโค้ง” ไอน์สไตน์บอกลูกว่า “พ่อเพียงแต่โชคดีที่สังเกตเห็นสิ่งที่แมลงตัวนั้นไม่เห็น”

 

อาจมีคำถามว่าการทดลองในความคิดของไอน์สไตน์ถูกต้องเสมอไปหรือเปล่า?

คำตอบคือ ไม่ครับ โดยเฉพาะเมื่อไอน์สไตน์พยายามโจมตีกลศาสตร์ควอนตัมว่าเป็นทฤษฎีที่ไม่สมบูรณ์ เรื่องนี้กรณีหนึ่งเกิดจากการที่ไอน์สไตน์คิดไม่ครบถ้วน และอีกกรณีหนึ่งกลับส่งผลพลิกกลับทำให้กลศาสตร์ควอนตัมเกิดความก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปอีก สองเรื่องนี้สนุกและจะหาโอกาสเล่าให้อ่านอีกที

สุดท้ายหากถามว่าไอน์สไตน์ใช้การทดลองในความคิดล้วนๆ เมื่อคิดอะไรใหม่ๆ หรือเปล่า?

คำตอบคือ ไม่ครับ เขาใช้การทดลองในความคิดเป็นจุดเริ่มต้น แต่ในที่สุดก็ต้องต่อยอดความคิดนั้นออกไปโดยใช้การคำนวณเชิงทฤษฎี และข้อมูลหลักฐานจากการทดลองหรือการสังเกตมาสนับสนุนเสมอ

ดังนั้น คำคมอันโด่งดังของเขาที่ว่า “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” นั้นในแง่หนึ่งหมายถึงว่า ในทางวิทยาศาสตร์เราอาจใช้จินตนาการเป็นจุดตั้งต้นในการหาความรู้ใหม่ๆ แต่สิ่งที่ได้จากจินตนาการจะต้องสอดคล้องกับข้อเท็จจริงทั้งที่มีอยู่ และที่จะเกิดขึ้นด้วยนั่นเองครับ

 

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร