มีโควตหนึ่งที่ฉันไม่แน่ใจว่าใครเป็นคนกล่าวเอาไว้ โควตนั้นบอกว่า

“Any man who is not a socialist at age twenty has no heart. Any man who is still a socialist at age forty has no head”

แปลว่า “ใครก็ตามที่ไม่เป็นนักสังคมนิยมตอนอายุยี่สิบ แสดงว่าเป็นคนที่ไม่มีหัวใจ และใครก็ตามที่ยังเป็นนักสังคมนิยมอยู่ในตอนที่อายุสี่สิบ แสดงว่าเขาคนนั้นเป็นคนที่ไม่มีหัว (สมอง)”

อาจจะเป็นการพูดแบบกึ่งประชดประชันเสียดสี แต่นั่นเป็นสิ่งที่หลายๆ คนพูดว่าคนเรายิ่งแก่ตัวลงจะยิ่งเป็นอนุรักษนิยม

และนั่นเป็นสิ่งที่ฉันนำมาสะท้อนกับความเปลี่ยนแปลงของตัวเองว่า

“หรือเราจะเป็นแบบนั้น?”

 

เหตุการณ์ที่ทำให้ฉันคิดว่าตัวเองต้องเป็นคนหัวโบราณแน่ๆ คือ ดราม่าว่าด้วยชื่อที่ปรากฏในสลิปเงินโอนของธนาคารว่า คำนำหน้านามของคนหนึ่งเป็น “คุณ” ทำไมคำนำหน้านามของอีกคนเป็น “นาย” โดยที่ในการถกเถียงนั้นมีคนใช้คำว่า “เหลื่อมล้ำ” และ “เลือกปฏิบัติ”

เรื่องนี้ทำให้ฉันขมวดคิ้ว เพราะแรกสุดเข้าใจว่าเป็น “มีม” หยอกล้อ และเย้ยหยันคนจำพวกที่ในปัจจุบันเราเรียกว่า woke หรือผู้ตื่นรู้ (อย่างเกินกว่าเหตุ) ทั้งหลาย

แต่ปรากฏว่าไม่ใช่มีม เป็นเรื่องที่คนเอาตีความกันเป็นตุเป็นตะว่านี่คือการเลือกปฏิบัติจริงๆ

ในขณะที่ฉันคิดว่าคำนำหน้าชื่อของเราในหน้าสมุดบัญชีธนาคาร ควรตอบสนองเรื่องความปลอดภัยในเรื่องข้อมูลมากกว่าสะท้อนอัตลักษณ์ทางเพศที่เป็น choices หรือทางเลือกของเรา

และถึงที่สุด การเปิดบัญชีธนาคารใดๆ ต้องใช้บัตรประชาชน หรือพาสปอร์ตเป็นตัวแบ๊กอัพสำหรับการยืนยันตัวตน

ดังนั้น ในเมื่อกฎหมายประเทศไทยยังมีการใช้คำนำหน้านามตามเพศกำเนิด ไม่ว่าในหน้าสมุดบัญชีธนาคาร เราจะใช้คำนำหน้านามว่า คุณ, ดร., ศาสตราจารย์, ทันตแพทย์, นายแพทย์, แพทย์หญิง มันก็ไม่สำคัญเท่ากับว่า บัตรประชาชนหรือพาสปอร์ตของเราระบุคำนำหน้าเราตามเพศกำเนิดอยู่ดี

เพราะฉะนั้น การแห่กันไปที่ธนาคารเพื่อจะบอกว่า “ชั้นก็กะเทยเหมือนกัน ทำไมฉันจะใช้คำนำหน้านามว่า ‘คุณ’ ให้เหมือน ‘ปอย ตรีชฎา’ ไม่ได้”

อาจเป็นคำถามที่ถามได้ เท่าๆ กับที่ธนาคารมีสิทธิจะให้ทำหรือไม่ให้ทำตามกฎของธนาคาร

และหากเราคิดว่านี่เป็นการเลือกปฏิบัติ ปอย ตรีชฎา ได้สิ่งนี้เพราะสวย เพราะรวย หรืออะไรก็แล้วแต่ หากไม่พอใจ เราก็สามารถตอบโต้ด้วยการปิดบัญชี แล้วไปเปิดบัญชีที่ธนาคารที่ยอมให้ใช้คำนำหน้านามที่เป็น “กลาง” และไม่ระบุเพศ เช่น ใช้คำว่า “คุณ”

และสำหรับฉันการนิยมคำว่า “เลือกปฏิบัติ” ไม่ได้ดูที่คำนำหน้านาม แต่ดูว่า เมื่อสองคนนี้ขอรับการบริการจากธนาคาร คนที่เป็น “นาย” ถูกปฏิเสธการให้บริการหรือไม่? หรือปฏิเสธให้บริการแก่คนที่เป็นกะเทยหรือไม่?

ถ้าคำตอบคือ ไม่ว่าจะเป็นนาย, นาง, นางสาว, นาย ที่เป็นกะเทยแปลงเพศ ไปธนาคารแล้วได้รับการบริการอย่างดี หรือไม่ดี เท่าๆ กับคนอื่น

ฉันไม่เห็นว่าสิ่งนี้เป็นการ “เลือกปฏิบัติ”

 

อย่างกับความพยายามจะผลักดันกฎหมายอัตลักษณ์ ที่หมายความว่าแต่นี้ต่อไปคนข้ามเพศที่ได้รับการแปลงเพศเรียบร้อยแล้วควรสามารถเปลี่ยนคำนำหน้านามให้ตรงกับเพศใหม่ที่ตนเองไป “แปลง” มาแล้ว

ฟังดูเผินๆ ไม่มีอะไรเสียหาย และควรจะผลักดันให้เกิดขึ้นโดยเร็ว

แต่เรื่องที่ดูเหมือนจะไม่สำคัญนี้ไปเกี่ยวข้องกับฐานรากที่มาของการมีอยู่ของกฎหมายที่อาจเรียกได้ว่าเป็น “ฐานหลัก” ของสังคม

นั่นคือนิยามของคำว่า “ครอบครัว” ตามที่กฎหมายรับรอง และเราต้องไม่ลืมว่า รูปแบบของครอบครัวและความสัมพันธ์ของความเป็นครอบครัว ผัว-เมีย ลูก หลาน ผู้สืบสกุล ผู้ปกครองตามกฎหมาย

การแจ้งเกิด การแจ้งตาย การรับมรดก ความผิดฐานมีชู้ สวัสดิการตามกฎหมาย สิทธิประโยชน์ของคู่สมรสและบุตร ฯลฯ เหล่านี้ล้วนแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการวางความสัมพันธ์ของผู้คนที่มีอยู่ตามกฎหมายอันแยกไม่ออกจากความหมายของคำว่า “ครอบครัว” ที่กฎหมายกำหนดนิยามเอาไว้

ซับซ้อนไปกว่านั้น การก่อรูปของรัฐชาติสมัยใหม่ ยังประกอบด้วย ประชากร (population) ดินแดน (Territory) รัฐบาล (Government) และอำนาจอธิปไตย (Sovereignty)

มาดูที่องค์ประกอบของประชากรในบริบทของรัฐชาติสมัยใหม่ (ที่เราเคยชินจนไม่รู้สึกว่ามันแปลกหรือสำคัญ) คือการระบุเชื้อชาติ และสัญชาติ และสิ่งที่กำหนดว่าใครเป็นประชากรของประเทศไทย ไม่ใช่ “เชื้อชาติ” แต่เป็น “สัญชาติ”

เชื้อชาติ ต่างจาก สัญชาติ อย่างไร?

เชื้อชาติได้มาโดยกำเนิด สายเลือด ดีเอ็นเอ หรือถิ่นกำเนิด เช่น เกิดที่ประเทศไทย มีพ่อ-แม่เป็นคนไทย (?) ต่อมาย้ายไปอยู่อเมริกา ได้กรีนการ์ด โอนสัญชาติเป็นสัญชาติอเมริกัน หรือสมัยนี้ที่หากเรามีเงินลงทุนในประเทศหนึ่งๆ สมมุติประเทศอังกฤษ หนึ่งพันล้านบาท (สมมุติ) เราก็สามารถขอสัญชาติอังกฤษได้

เพราะฉะนั้น “สัญชาติ” จึงสามารถเป็นสิ่งที่ได้มาภายหลังโดยกระบวนการของราชการ ไม่ใช่ได้มาโดยกำเนิด

 

เมื่อมีการระบุเชื้อชาติ สัญชาติ มีการทำพาสปอร์ต หนังสือเดินทาง (อันเนื่องมาจากองค์ประกอบว่าด้วยอำนาจอธิปไตยและดินแดน ทำให้ผู้คนต้องมีหนังสืออนุญาตเดินทางข้ามแดน ข้ามประเทศ) มีการเสียภาษีก็ต้องทำบัตรประจำตัวผู้เสียภาษี มีทะเบียนบ้าน

เมื่อมีทะเบียนบ้านก็ต้องมีการระบุว่าในบ้านนั้นๆ มีใครอยู่กับใคร และมีความสัมพันธ์กันอย่างไร

การลงทะเบียน “ตัวบุคคล” เหล่านี้สัมพันธ์กับการทำสำมะโนประชากร รายได้ และรายจ่ายของรัฐ สิทธิ และหน้าที่ของประชากรที่มีต่อรัฐนั้น

ทั้งหมดนี้ทำให้รัฐชาติสมัยใหม่ต้องเข้ามา “จัดระเบียบ” ประชากรของตัวเอง

เช่น การระบุว่า คนคนนี้มีสัญชาติไทยเพราะพ่อและแม่เป็นคนไทย จึงได้สัญชาติไทยโดยอัตโนมัติ เลขบัตรประชาชนจะขึ้นต้นด้วยเลข 8 หมายถึงคนต่างด้าวที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยอย่างถูกกฎหมาย เป็นต้น

เมื่อเป็นเช่นนี้ ในการก่อรูปของรัฐชาติสมัยใหม่ด้วยหลายปัจจัย ทำให้การก่อรูปนั้นเลือกรูปแบบของครอบครัวที่เป็น Heterosexual และเป็นผัวเดียวเมียเดียว เหตุผลของการเป็น Heterosexual ก็เพราะว่า รัฐชาติในยุคนั้นมองว่าหน้าที่ของครอบครัวคือการผลิตพลเมืองให้กับประเทศชาติ ประเทศที่มีประชากรน้อย ย่อมอ่อนแอและแข่งขันกับประเทศอื่นไม่ได้ (เหมือนที่เรามีปัญหาอัตราการเกิดต่ำอยู่ตอนนี้)

ส่วนความเป็นผัวเดียวเมียเดียว นั้นคาบเกี่ยวกับทั้งเรื่องที่ยกเอาความเป็นสมัยใหม่ที่เหนือกว่าความ “ป่าเถื่อน” อันแสดงผ่านฮาเร็มของเจ้าครองนครรัฐ หรือชนเผ่าพื้นเมืองที่ล้าหลัง ทั้งสัมพันธ์กับแนวคิดทุนนิยม การครอบครองสินทรัพย์ส่วนบุคคล การกำหนดให้ครอบครัวเป็นภาพจำลองหรือเป็นหน่วยย่อยของประเทศ อย่างที่พูดกันว่า สถาบันครอบครัวคือฐานรากที่สำคัญที่สุดและกำหนดอนาคตของประเทศชาติได้

 

ฉันบรรยายมายาวเหยียดเพื่อให้เข้าใจว่า เพราะเหตุดังนั้นกฎหมายที่ก่อร่างกันขึ้นมาเป็นประเทศในโลกสมัยใหม่เกือบทุกประเทศตั้งอยู่บนฐานคิดของการมองมนุษย์เป็นสองเพศตามชีววิทยา (sex) และมีการสร้างเพศทางสังคม (gender) ขึ้นมา

นั่นคือการกำหนดว่า ผู้หญิงควรเป็นอย่างไร ผู้ชายควรเป็นอย่างไร

เช่น ผู้หญิงอ่อนโยน ผู้ชายเข้มแข็ง ไม่เพียงเท่านั้น กลไกการบริหารรัฐกิจที่เรียกร้องให้มีการลงทะเบียนประชากรและพิสูจน์ “ตัวตน” ของประชากรผ่าน บัตรประชาชน พาสปอร์ต ทะเบียนบ้าน เพื่อพิสูจน์สิทธิต่างๆ เช่น ทรัพย์สิน มรดก หนี้สิน ผู้สืบสันดาน สัญชาติ เชื้อชาติ ฯลฯ ล้วนอิงอยู่กับสิ่งที่กำหนดเอาไว้ในกฎหมายครอบครัวที่ตั้งค่าเอาไว้เป็นหญิง-ชาย และผัวเดียวเมียเดียว กับสถาบันครอบครัวในอุดมคติตามที่รัฐกำหนด

นั่นคือเหตุผลว่าทำไมจึงมีการจดทะเบียนสมรส มีการจดทะเบียนหย่า มีการกำหนดอายุผู้เยาว์ การกำหนดลักษณะผู้สืบสันดาน การพิสูจน์สัญชาติ และการกำหนดคำนำหน้านาม และท้ายที่สุดสิ่งนี้ถูกสถาปนากลายเป็นความจริงและเป็นความถูกต้อง และนั่นทำให้เพศอื่นๆ ที่ไม่ใช่ชายและหญิง อีกทั้งรูปแบบครอบครัวที่ไม่ใช่ผัวเดียวเมียเดียวกลายเป็นความผิดปกติ เกย์ กะเทย กลายเป็นความวิปริตผิดเพศ

เพราะฉะนั้น การที่เรามีขบวนการเรียกร้องสิทธิความหลากหลายทางเพศ สมรสเท่าเทียม ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงยกเลิกคำนำหน้านาม มันไม่ใช่แค่เรื่อง woke เก๋ๆ

ไม่ใช่เรื่องเมโลดราม่า “ชีวิตฉันฉันกำหนด” หรือพูดเรื่องการกดทับกันอย่างพร่ำเพรื่อ

อีกทั้งไม่ใช่แค่ love wins

หากเราไม่เข้าใจว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการ “ตั้งค่า” ความเป็นพลเมืองที่แยกไม่ออกจากการก่อรูปของรัฐสมัยใหม่ที่เรา “ใช้บริการ” หลายอย่างจากมันทั้งในแง่ของสิทธิ การคุ้มครอง หน้าที่ ภาษี สำนึกแบบ collective ในฐานะเพื่อนร่วมชาติเวลามีสงครามหรือแข่งกีฬา

เราจะขับเคลื่อนเรื่องนี้ด้วย “อารมณ์” หรือด้วย “ความขมขื่น” ของ “ตัวฉัน” ที่โลกทั้งใบไม่เข้าใจ ในเวลาที่คนอื่นบอกว่า ยังติดขัดเรื่องที่กฎหมายอีกหลายตัวที่พ่วงอยู่ด้วยกัน การเปลี่ยนคำนำหน้า ไม่ใช่แค่ลบออก เขียนใหม่ ไม่เห็นยาก ไม่ใช่แค่นั้น เพราะ “รัฐ” ไม่ได้จดจำและ “บันทึก” เราไว้ในฐานะนั้น

และการที่ยังทำไม่ได้ ไม่ได้แปลว่าเขาดูถูกหรือไม่ยอมรับ

แต่มันอาจใช้เวลาในการไปปรับกระบวนกฎหมายทั้งล็อตที่เกี่ยวกับตัวบุคคลอันถูกลงทะเบียนไว้กับรัฐรัฐหนึ่ง ตั้งแต่เรื่องภาษีไปจนถึงสวัสดิการ การคุ้มครองต่างๆ

แต่การอธิบายเรื่องเหล่านี้ย่อมไม่เย้ายวนเท่ากับการชูแคมเปญ love wins จึงไม่มีมูลค่าทางการตลาดนัก



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

‘อนุทิน’ ยิ้มสู้มหาอุทกภัย งัดเมกะโปรเจ็กต์แสนล้าน พิสูจน์ฝีมือแก้วิกฤตน้ำท่วม
สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษา มโนรมย์,หนองมะโมง และ วัดสิงห์ ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
สี พบ ทรัมป์ใครได้อะไรบ้าง?
ทำไมสี จิ้นผิง เอ่ยอ้างถึง ‘กับดัก Thucydides’กับทรัมป์อีกรอบ?
เศรษฐกิจโลกกำลังจะสะดุดอีกครั้ง?
50 ปี 6 ตุลา ร่วมค้นหาความจริง ตอน 1 ทำไมต้องบุกธรรมศาสตร์
ศ.สุชาติ ชี้รัฐควรใช้งบประมาณ​ตั้งกองทุนภัยพิบัติ​ แทนนำเงิน 15,500 ล้านบาท​ ซึ่งสูงมาก ไปซื้อประกันภัย​บริษัทเอกชน​ เพราะเกิดการทุจริตง่ายและเอกชนล้มละลาย​ไปก่อน​
น้ำท่วมที่รัฐบาลและผู้ว่าฯ เอาไม่อยู่
ศ.สุรชาติ บำรุงสุข กางโจทย์ที่แก้ไม่ได้ ข้ามไม่พ้น รัฐบาลอนุทินต้องผจญปีนี้และปีหน้า
ธงทอง จันทรางศุ : เดิน ‘ถนน’ ที่นครพนม และเกร็ด ‘วิวาท’ คนต่างชาติพันธุ์
“คุณหญิงสุดารัตน์” ขอผู้ว่าฯชัชชาติแจง หากไม่ทำแก้มลิง 6 แห่ง จะทำโครงการใดทดแทน ที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่าหรือมากกว่า
เส้นทางความรักของ ‘กัปตัน ภูธเนศ’ และ ‘เอ้ก บุษกร’ สู่วันปิดฉากชีวิตคู่