bg-single

ก้าวข้ามวิกฤต แบบเอ็กซิสเตนเชียลลิสซึ่ม

01.04.2024

คุณเคยรู้สึกซังกะตาย หมดพลังในการใช้ชีวิต ล่องลอย เซื่องซึม เคว้งคว้าง ว่างเปล่า ว้าเหว่ เพราะว่าไม่รู้จะมีชีวิตอยู่ไปทำไมบ้างหรือเปล่า

ถ้าเคยมี ความรู้สึกนี้อยู่กับคุณนานแค่ไหน 1 วัน 1 สัปดาห์ 1 เดือน 1 ปี หรือต่อเนื่องหลายปีแบบไม่มีวี่แววว่าจะหาย

ถ้าหากว่ามีนานเกิน 1 เดือนคุณแก้ปัญหาอย่างไร อาการนี้ทุเลาเบาบางลงเองหรือไม่ มันเลยเถิดไปจนถึงขั้นที่คิดจะจบชีวิตตัวเองหรือเปล่า

อาการที่กล่าวมานี้อาจมาจากทางกายหรือเป็นสภาวะจิตใจที่เหตุมาจากความผิดปกติทางกาย ไม่ว่าจะเป็นเคมีในสมองหรืออะไรก็ตามแต่ ซึ่งสามารถรักษาได้ด้วยวิธีการทางการแพทย์

ซึ่งในกรณีแบบนี้ความคิดจิตใจของคนผู้นั้นไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่การทำงานของกลไกบางอย่างในร่างกายได้ส่งผลกระทบไปสู่ภาวะทางจิตใจในที่สุด เมื่อต้นตอมาจากร่างกาย การแก้ที่ต้นเหตุจึงได้ผล

แต่อีกประเภทหนึ่งมาจากความคิดจิตใจ ไม่ได้มีต้นตอมาจากความผิดปกติของร่างกาย ทว่า เป็นผลพวงจากการใคร่ครวญด้วยเหตุผลแล้วไม่พบ “ความหมายของชีวิต” (meaning of life) การที่ยังมีชีวิตอยู่แต่ตระหนักว่า “ชีวิตไม่ได้มีความหมายอะไร” (meaningless) ไม่ว่าจะอยู่หรือตายก็มีค่าไม่ต่างกัน ทำให้เคว้งคว้างว่างเปล่าหมดพลังในการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อดำเนินชีวิตต่อ

ในทางปรัชญาเรียกภาวะนี้ว่า “วิกฤตการดำรงอยู่” (Existential Crisis) ซึ่งต่อมาได้ขยายเข้ามาสู่แวดวงจิตวิทยาอันนำไปสู่ขั้นตอนการรักษาเยียวยาในอีกทิศทางหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะมีวิธีรับมือสภาวะนี้จากทางจิตวิทยาแล้วก็ตาม ก็ต้องไม่ลืมว่าที่มาของปัญหาในประเภทหลังนั้นมาจากเรื่อง “ความคิด”

เพราะการที่ไม่สามารถตอบคำถามหรือสร้างความกระจ่างให้กับปัญหานี้ก็ย่อมทำให้คนผู้นั้นขาดเป้าหมายชีวิตที่หนักแน่นไปด้วย จึงทำให้เขาจำต้องใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆ แบบหมดอาลัยตายอยาก บั่นทอนสุขภาพกายและจิตใจของทั้งตัวเองและคนรอบข้าง

ดังนั้น หากจะรับมือกับปัญหานี้อย่างยั่งยืนจริงๆ ก็จำเป็นต้องตอบคำถามให้ได้ว่า “ชีวิตมีความหมายหรือไม่” และไม่ว่าจะมีหรือไม่มี เราควรใช้ชีวิตที่เหลืออยู่นี้ต่อไปอย่างไรและเพื่ออะไร

นักปรัชญาที่เสนอความคิดในเรื่องนี้มีจำนวนไม่น้อยและให้คำตอบที่แตกต่างกันออกไป ส่วนใหญ่แล้วอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า “อัตถิภาวนิยม” ซึ่งบ่อยครั้งก็เรียกทับศัพท์ไปเลยว่า “เอ็กซิสเตนเชียลลิสซึ่ม” (Existentialism)

บิดาของสายความคิดนี้หากนับตามลำดับทางประวัติศาสตร์ก็คือ “โซเรน เกียร์เกการ์ด” (S?ren Kierkegaard) นักปรัชญาชาวเดนมาร์ก ส่วนในยุคถัดๆ มาก็มีนักปรัชญาในสายสกุลความคิดนี้อีกเป็นจำนวนมาก เช่น มาร์ติน ไฮเดกเกอร์ (Martin Heidegger) นักปรัชญาชาวเยอรมัน และ ฌอง ปอล ซาตร์ (Jean-Paul Sartre) กับ อัลแบร์ กามูส์ (Albert Camus) ชาวฝรั่งเศส เป็นต้น

นักปรัชญาบางคนในกลุ่มนี้แม้จะอยู่ในสายสกุลความคิดเดียวกันแต่ก็ให้คำตอบที่แตกต่างกันไปสุดขั้ว

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือเกียร์เกการ์ดที่เชื่อว่ามนุษย์จำเป็นต้องหลุดพ้นจากความสิ้นหวังด้วยการทำให้ชีวิตมีความหมายเพื่อยึดโยงตัวเองเข้ากับสิ่งที่สูงส่งและถาวรกว่า

โดยมีพัฒนาการสามขั้นได้แก่

(1) ขั้นสุนทรียศาสตร์ (Aesthetic) มนุษย์จะอุทิศตนไปสู่การสร้างสรรค์หรือเสพรับคุณค่าทางศิลปะต่างๆ ซึ่งมีความยืนยงกว่าชีวิตมนุษย์

(2) ขั้นจริยธรรม (Ethical) มนุษย์จะพัฒนาชีวิตตนเองในด้านความถูกผิดดีชั่วทางศีลธรรมและความรับผิดชอบซึ่งมีคุณค่ายืนยงกว่าศิลปะ

และ (3) ขั้นศาสนา (Religious) อันเป็นขั้นสูงสุดซึ่งมนุษย์จะปวารณาตัวเองเข้ากับศรัทธาทางศาสนา

ซึ่งทำให้ท้ายที่สุดเกียร์เกการ์ดอุทิศตนไปสู่การเป็นคริสเตียนตามแนวคิดที่เรียกว่า “การก้าวกระโดดแห่งศรัทธา” (Leap of Faith)

ในขณะที่นักปรัชญาเอ็กซิสเตนเชียลลิสซึ่มอีกหลายคนมีความคิดที่ต่างไปจากเกียร์เกการ์ด ไม่ว่าจะเป็นไฮเดกเกอร์ที่ไม่ได้มุ่งไปสู่ทิศทางของศาสนาแต่ให้การสนับสนุนนาซีเยอรมันจนกลายเป็นตราบาปที่ติดตัวไปตลอด

ส่วนซาตร์กับกามูส์ก็เป็นพวก “อเทวนิยม” (atheist) คือปฏิเสธพระเจ้าและใช้วิธีสร้างความหมายให้กับชีวิตโดยไม่ต้องอิงกับความเชื่อทางศาสนา

โดยมองว่า “ชีวิตที่มีความหมาย” (meaningful life) สามารถสร้างได้ผ่าน “การเลือก” (choosing) คือเลือกกระทำสิ่งต่างๆ อยู่ตลอดเวลาว่าจะทำหรือไม่ทำอะไร และทำสิ่งเหล่านั้นอย่างไร

การที่แต่ละคนเลือกไม่เหมือนกันนี้ได้วาดตัวตนของแต่ละคนออกมาทำให้มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน

การเลือกนั้นต้องเลือกอย่างเป็นตัวของตัวเองตามความคิดความเชื่อที่แท้จริงของตน ไม่ใช่เลือกไปตามบทบาทหน้าที่ซึ่งสังคมกำหนด หรือความคิด ความเชื่อ ค่านิยมของคนอื่น ลองจินตนาการดูว่าหากสังคมมีความเชื่อหรือค่านิยมร่วมกันเป็นจำนวนมากแล้วค่านิยมนี้ขัดแย้งกับตัวตนที่แท้จริงของเรา เราจะยอมปล่อยตัวให้ไหลไปตามสังคมหรือจะฝืนต้านเพื่อเป็นตัวของตัวเอง

หากยอมตามกระแสสังคมโดยที่แท้จริงแล้วก็ไม่ได้ปรารถนาเช่นนั้น ก็เท่ากับสูญเสียตัวตน แล้วไปขึ้นกับความคิดของคนอื่น เอ็กซิสเตนเชียลลิสซึ่มเรียกลักษณะเช่นนี้ว่า “ความไม่จริงแท้” (inauthenticity)

แต่หากตรงกันข้าม คือเป็นตัวของตัวเองแล้วตัดสินใจตามความคิดของเราจะเรียกว่า “ความจริงแท้” (authenticity) อย่างหลังนี่เองที่ชีวิตเป็นของเราจริงๆ และทำให้ชีวิตมีความหมาย

ถ้าใครเคยดูภาพยนตร์เรื่อง “Billy Elliot” คงจะเข้าใจความคิดนี้ได้ไม่ยาก

ตัวเอกของเรื่องชื่อบิลลี่ เอลเลียต เป็นเด็กผู้ชายในครอบครัวคนงานเหมืองถ่านหิน พ่อของบิลลี่ส่งเขาไปฝึกมวยตามค่านิยมของสังคมว่าผู้ชายควรมีบุคลิกและรสนิยมเป็นอย่างไร

ในขณะที่เขาไม่ได้ชอบเล่นกีฬาเลย แต่กลับหลงใหลในการเต้นบัลเล่ต์ซึ่งเป็นกิจกรรมที่สังคมมองว่าเป็นเรื่องของเด็กผู้หญิง

การที่ตัวตนที่แท้จริงของบิลลี่สวนทางกับค่านิยมของสังคมทำให้เขาต้องตัดสินใจเลือกว่าจะยอมทำตามค่านิยมเหล่านั้น หรือจะฝืนต้านเพื่อให้ได้ใช้ชีวิตอย่างที่ตัวเองต้องการ

ท้ายที่สุดบิลลี่ก็เลือกที่จะเอาดีทางการเต้นบัลเล่ต์ แม้มีราคาที่ต้องจ่ายจากการเลือกทำในสิ่งที่ครอบครัวและสังคมไม่สนับสนุนก็ตาม

ลักษณะของการตัดสินใจเลือกตามสิ่งที่เป็นตัวเองจริงๆ ก็คือความจริงแท้

ปรัชญาเอ็กซิสเตนเชียลลิสซึ่มให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับเรื่อง “เสรีภาพ” (freedom) ซึ่งตามมาด้วย “ความรับผิดชอบ” (responsibility) ซาตร์กล่าวว่า “มนุษย์ถูกสาปให้มีเสรีภาพ” (Man is condemned to be free) คือไม่ว่าจะอยากมีเสรีภาพหรือไม่ ทุกคนก็ล้วนแล้วแต่มีเสรีภาพติดตัวอยู่ตลอดเวลา ทำให้ไม่สามารถปัดความรับผิดชอบทุกอย่างออกจากตัวได้ เพราะไม่ว่าจะมีอำนาจหรือสิ่งอื่นใดที่เข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตมากเพียงใด แต่ทุกคนก็มีทางเลือกเสมอว่าจะตอบสนองและตัดสินใจทำอย่างไรต่อไปไม่ว่าจะยากลำบากสักเพียงใดก็ตาม

ด้วยปรัชญาเช่นนี้เองที่ทำให้มนุษย์สามารถวาดตัวตนขึ้นมาได้จาก “ความว่างเปล่า” (nothingness) และทำให้ชีวิตที่ดู “ไร้แก่นสารสาระ” (absurd) กลายเป็นชีวิตที่มีความหมายขึ้นมาได้ และควรค่าที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เหยี่ยวถลาลม | หนูไม่รู้
50 ปี 6 ตุลาฯ | สุรชาติ บำรุงสุข
บททดสอบสุดท้าย’บิ๊กต่าย’ ระบบตั๋วปะทะระบบคุณธรรม ระวังคลื่นลูกใหญ่ใน ก.พ.ค.ตร.
การกลับมาโสดอีกครั้งของ ปันปัน สุทัตตา
ออสเตรเลีย ยกระดับคุมปืน รับซื้ออาวุธปืนคืนจากประชาชน
เส้นทางความรัก นก อุษณีย์ จนถึงวัน ขอ ‘ม่วย’ แต่งงาน
แนวคิดของมาเคียเวลลีเรื่องการตบตีเทพีแห่งโชค
MatiTalk รมช.คมนาคม โต้ง สิริพงศ์ ว่าด้วย KPI กำแพง อุปสรรค และสิ่งที่ไม่คาดฝัน
ธงทอง จันทรางศุ | ‘ช่องว่าง’ ในครอบครัว
เจาะปมสังหาร ‘นายกฯ เด’ เลือดล้างสัมพันธ์เก่าแก่ อดีต ส.ส.ฉลอง-อ้างหนี้ แต่เบื้องลึกพลิกอีกมุม!
ศ.สุชาติ ชี้แก้คอร์รัปชันไทย ต้องเริ่มจากผู้นำที่สะอาด ใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม
E-DUANG | จังหวะภาพ ทักษิณ ชินวัตร ชุมนุม มังกร ทาง การเมือง