bg-single

‘Drone Warfare’ ในสงครามเมียนมา กองทัพอากาศของฝ่ายประชาธิปไตย

02.05.2024

ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข

 

‘Drone Warfare’ ในสงครามเมียนมา

กองทัพอากาศของฝ่ายประชาธิปไตย

 

“เราทำลายได้ตรงเป้าหมาย… เราโจมตีในแบบที่พวกเขาตั้งตัวไม่ติด และเราสังหารทหารฝ่ายรัฐบาลได้เป็นจำนวนมากด้วย… โดรนคือ กองทัพอากาศของพวกเรา”

นักบินโดรนของกองกำลังแห่งชาติชิน

 

สงครามโดรน หรือ “Drone Warfare” เป็นสิ่งที่ผู้คนในยุคปัจจุบันมีความคุ้นเคยกันมากขึ้น โดยเฉพาะจากบริบทของสงครามยูเครน ที่รัสเซียเปิดการโจมตีทางอากาศด้วยการใช้โดรนราคาถูกจากอิหร่านในการโจมตีเมือง ส่วนยูเครนในช่วงที่ผ่านมาได้ตอบโต้การโจมตีทางอากาศของรัสเซียด้วยโดรนเช่นกัน

หรือการโจมตีในทะเลแดงของกลุ่มฮูติก็อาศัยโดรนเป็นอาวุธหลักส่วนหนึ่งในการโจมตีเรือสินค้า จนเห็นได้ชัดว่าสงครามโดรนเป็นหนึ่งในรูปแบบของสงครามสมัยใหม่ของศตวรรษที่ 21 จนต้องยอมรับว่าโดรนที่เป็นเสมือน “ของเล่น” หรือเป็น “อุปกรณ์ถ่ายภาพทางอากาศ” นั้น ได้กลายมาเป็นอาวุธสงครามที่ทรงพลังชุดหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นภารกิจล่าสังหาร หรือภารกิจโจมตีทิ้งระเบิด เป็นต้น

ดังนั้น ในสภาวะการสงครามในเวทีโลกปัจจุบัน การใช้โดรนจึงกลายเป็นเรื่องทั่วไป แม้จะมีโดรนสมรรถนะสูง เช่นที่ใช้ในกองทัพสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีราคาแพงมาก พร้อมกับติดตั้งอุปกรณ์และระบบอาวุธที่มีความก้าวหน้า

แต่ในอีกด้านก็มีโดรนราคาถูก เช่น ในแบบที่ผลิตจากอิหร่าน และกลายเป็นอาวุธหลักที่รัสเซียใช้ในการโจมตียูเครน หรือโดรนราคาถูกอีกแบบที่ประกอบขึ้นจากอุปกรณ์ที่หาได้ง่ายในท้องตลาด และอาจไม่ได้ติดตั้งอุปกรณ์สมรรถนะสูง เช่น โดรนที่ใช้ในการเกษตรแบบทั่วไป แต่โดรนเช่นนี้สามารถดัดแปลงให้มีขีดความสามารถทางทหารที่ใช้ในการโจมตีเป้าหมายที่ต้องการได้

อีกทั้งแทบไม่น่าเชื่อเลยว่า แม้ในสงครามก่อความไม่สงบในบริบทของประเทศที่ไม่มีความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรม เช่นในกรณีของสงครามกลางเมืองเมียนมา โดรนก็ปรากฏตัวให้เห็นในความเป็น “กองทัพอากาศ” ของผู้ก่อความไม่สงบ จนอาจกล่าวได้ว่าสงครามกลางเมืองเมียนมามีส่วนประกอบที่เป็น “สงครามโดรน” ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

กองทัพอากาศของฝ่ายประชาธิปไตย

ข่าวสถานการณ์สงครามในวันที่ 4 เมษายน 2024 ที่ผ่านมา สร้างความประหลาดใจให้กับผู้ที่ติดตามข่าวการรบในเมียนมาอย่างมาก ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหารเปิดการโจมตีด้วย “โดรน” ต่อฐานทัพอากาศของกองทัพ กองบัญชาการทางทหาร และที่พักของผู้นำทหารระดับสูงของฝ่ายรัฐบาลที่เมืองเนปิดอว์ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศ…

สงครามเริ่มประชิดเมืองหลวงที่เป็นศูนย์กลางอำนาจรัฐของฝ่ายรัฐบาลทหาร (หรือฝ่าย SAC) ในรูปแบบของ “สงครามโดรน” อย่างนึกไม่ถึง

การโจมตีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ในเมืองหลวงนั้น สะท้อนให้เห็นถึงการเคลื่อนตัวของมิติสงคราม เพราะกว่าที่กองกำลังทางบกของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหาร จะเคลื่อนกำลังรุกประชิดเมือง พร้อมกับเปิดการโจมตีนั้น น่าจะใช้ระยะเวลาอีกสักระยะหนึ่ง แต่โดรนซึ่งเป็นระบบอาวุธของโลกปัจจุบัน สามารถเดินทางไกล และเปิดการโจมตีทางอากาศได้ทันที อีกทั้งโดรนยังทำให้ระบบป้องกันทางอากาศที่ใช้ในการตรวจจับการบินเข้าโจมตีของอากาศยานแบบที่ใช้นักบินนั้น ไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพในการจับเป้าหมายที่เป็นโดรน

ว่าที่จริง “สงครามโดรน” ไม่ใช่เรื่องใหม่ในสงครามกลางเมืองเมียนมาอย่างแน่นอน… ในช่วงกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา ก็เริ่มมีข่าวที่ “กองกำลังติดอาวุธของกลุ่มชาติพันธุ์” หรือฝ่าย EAO (Ethnic Armed Organizations) เคยเปิดการโจมตีเป้าหมายทางทหารของฝ่ายรัฐบาลด้วยโดรนมาแล้วอย่างไม่น่าเชื่อเช่นกัน

 

กองกำลังแห่งชาติของรัฐชิน (The Chin National Army : CNA) ที่อยู่ด้านตะวันตกของประเทศ เปิดปฏิบัติการทางทหารยึดพื้นที่ในรัฐของตนคืนจากกองทัพเมียนมา พวกเขาให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศว่า “ความลับ” ของความสำเร็จในปฏิบัติการครั้งนี้คือ “โดรนและนักรบทางอากาศ” ซึ่งได้แก่ พลเรือนที่หลบหนีการปราบปรามของรัฐบาลทหารหลังรัฐประหารกุมภาพันธ์ 2021 และเข้ามาเรียนรู้ในการควบคุมอากาศยานไร้คนขับเหล่านี้

พวกเขาใช้เวลาในการฝึกบินราว 1 ปีเศษ จนสามารถเปิดการรบทางอากาศด้วยโดรนได้จริง… ใครเลยจะคิดว่าผู้ก่อความไม่สงบในสงครามกลางเมืองเมียนมาจะมีขีดความสามารถในการทำสงครามด้วยโดรน

แม้กองทัพอากาศเมียนมาจะมีเครื่องบินรบแบบต่างๆ ประจำการ และมีความเหนือกว่าของการใช้กำลังทางอากาศในทฤษฎีของการสงครามทางอากาศ และกองทัพอากาศของฝ่ายรัฐบาลสามารถเปิดการโจมตีทิ้งระเบิดต่อเป้าหมายของกองกำลังติดอาวุธของชนกลุ่มน้อยได้ทั่วประเทศทุกจุด เพราะเป้าหมายภายในประเทศนั้น ล้วนอยู่ในพิสัยของเครื่องบินรบสมรรถนะสูง (เครื่องบินขับไล่/โจมตี) ทั้งสิ้น

การโจมตีทิ้งระเบิดทางอากาศเช่นนี้ได้สร้างความสูญเสียให้กับชีวิตของฝ่ายต่อต้าน และชีวิตของประชาชนในพื้นที่เช่นนี้ด้วย

แต่ความเหนือกว่าเช่นนี้ก็ถูกท้าทายโดยตรงจากฝ่ายต่อต้านที่เปิดสงครามทางอากาศในอีกแบบหนึ่ง ที่อาศัยโดรนราคาถูก หรือในบางครั้งมีการใช้โดรนในการเกษตรเป็นเครื่องมือ

ทำการโจมตีเป้าหมายของฝ่ายรัฐบาล และประสบความสำเร็จในหลายจุด จนดูเหมือนกองทัพเมียนมากำลังถูก “ดิสเครดิต” อย่างมากที่ฝ่ายต่อต้านสามารถเปิดการโจมตีทางอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือเกิดการตอบโต้กลับทางอากาศ

ในอดีตการโจมตีทางอากาศเช่นนี้เป็นสิ่งที่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลไม่มีขีดความสามารถของการตอบโต้ได้เลย เพราะฝ่ายกบฏหรือฝ่ายต่อต้านรัฐบาลในสงครามก่อความไม่สงบ ไม่เคยมีกองทัพอากาศเป็นของตนเอง อันทำให้การตอบโต้ด้วยการใช้กำลังทางอากาศ เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย แต่เมื่อโดรนถูกนำมาใช้ในสนามรบ การโจมตีทางอากาศของฝ่ายต่อต้านจึงเกิดความเป็นไปได้ในทางทหาร

การโจมตีด้วยโดรนเช่นนี้เกิดที่ไหนก็ได้… เมื่อไหร่ก็ได้ และเป็นสิ่งที่ไม่มีใครเคยนึกถึงมาก่อนเลย และต้องยอมรับว่าสงครามโดรนกำลังสร้างให้เกิด “ความกลัวตาย” ในหมู่ทหารของฝ่ายรัฐบาลอย่างมาก เพราะเป็นสิ่งที่กองทัพเมียนมายังไม่สามารถตอบโต้ได้เท่าใดนัก

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสงครามโดรนเป็นปรากฏการณ์ทางทหารชุดใหม่ในสงครามเมียนมา สงครามไม่ได้รบด้วยเพียงอาวุธทางยุทธวิธีของสงครามทางบกในแบบเดิมๆ หากแต่มีมิติของเทคโนโลยีทหาร ที่อยู่ในรูปของอากาศยานไร้คนขับหรือโดรน ที่ทำให้เกิดเงื่อนไขของ “สงครามทางอากาศสมัยใหม่” ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เนื่องจากสงครามกลางเมืองในอดีต เป็น “สงครามก่อความไม่สงบ” ที่มักรบด้วย “อาวุธโลว์เทค” (low tech)

แต่ในครั้งนี้ “นักบิน” ของฝ่ายก่อความไม่สงบโจมตีทางอากาศด้วยโดรน หรืออาจกล่าวในอีกแบบหนึ่งว่า โดรนคือ “กองทัพอากาศของฝ่ายประชาธิปไตย”

 

บุกโจมตีเมืองหลวงทางอากาศ

สําหรับการโจมตีด้วยโดรนของฝ่าย “รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ” (NUG) ที่เกิดขึ้นที่เมืองเนปิดอว์ในวันที่ 4 เมษายนนั้น บ่งชี้ถึง “พลวัตใหม่” ของสงคราม ที่กองบัญชาการทหาร สนามบินทหาร และบ้านพักของนายทหารระดับสูงที่อยู่ในเมืองหลวงถูกโจมตี และเป็นการโจมตีเมืองหลวงครั้งแรกของฝ่ายประชาธิปไตย

การโจมตีนี้สะท้อนให้เห็นว่าระบบป้องกันทางทหารที่เนปิดอว์กำลังถูกท้าทายอย่างมาก

การโจมตีทางอากาศเช่นนี้เป็นเสมือนการ “ตบหน้า” รัฐบาลทหารครั้งสำคัญด้วย เพราะสงครามกลางเมืองที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศแต่เดิมนั้น แทบจะไม่มีผลกระทบกับชีวิตของผู้คนในเมืองหลวงแต่อย่างใด แต่การโจมตีเมืองหลวงด้วยโดรนครั้งนี้ จึงเป็นสัญญาณในตัวเองไม่เพียงสงครามสามารถคืบคลานมาถึงเมืองได้อย่างไม่ยากนัก แต่ยังเห็นถึงมิติของ “เทคโนโลยีการสงครามสมัยใหม่” ที่เห็นในสงครามเมียนมา แม้การโจมตีเช่นนี้ในความเป็นจริงแล้วจะไม่สามารถเปลี่ยน “สมดุลสงคราม” ได้แต่อย่างใด

แต่อย่างน้อยการโจมตีทางอากาศของประชาธิปไตยนั้น ก็ช่วยลดทอน “ช่องว่าง” ของความเป็นอสมมาตรของทั้ง 2 ฝ่ายลงได้บ้าง หรือเกิดภาวะที่เรียกว่า “tectonic shift” ในสนามรบเมียนมา

ในส่วนหนึ่ง ฝ่ายรัฐบาลแถลงว่าสามารถทำลายโดรนของฝ่ายต่อต้านได้ 7 ลำ แต่ก็ไม่มีรายละเอียดของความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน และว่าที่จริงแทบไม่มีข้อมูลที่ปรากฏเป็นรายละเอียดทางทหาร เช่น โดรนออกจากฐานปฏิบัติการที่ใด โดรนเป็นแบบใด มีพิสัยบินเท่าใด และพิกัดบรรทุกน้ำหนักระเบิดได้เท่าใด (แตกต่างจากสงครามโดรนในยูเครน ซึ่งค่อนข้างจะมีข้อมูลรายละเอียดในเรื่องดังกล่าวมากพอสมควร) จนต้องถือว่าสงครามโดรนเป็นพลวัตใหม่ของสงครามกลางเมืองเมียนมาอย่างเห็นได้ชัด

อย่างไรก็ตาม พลวัตใหม่ของสงครามชุดนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการถดถอยทางทหารของฝ่ายรัฐบาล ที่เห็นได้จากมีการยอมแพ้ของหน่วยทหาร การถูกจับกุม การหนีทหาร การแปรพักตร์ของทหาร เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก แม้สิ่งที่เกิดเช่นนี้จะยังไม่สามารถเปลี่ยน “ดุลภาพสนามรบ” ได้ทั้งหมด แต่ก็เห็นถึงพลังอำนาจทางทหารของฝ่ายรัฐบาล ที่ไม่มีความเข้มแข็งในแบบเดิม และสภาวะเช่นนี้ยังสำทับด้วยการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในสงครามก่อความไม่สงบในรูปแบบของสงครามโดรน

ภาวะของความถดถอยทางทหารในอีกด้าน ยังเห็นในอีกด้านด้วยการประกาศกฎหมายเกณฑ์ทหารใหม่ ที่ชายอายุ 18-35 หรือในบางกรณีอาจถึง 45 ปี และหญิงอายุ 18-27 ปี ต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหาร เพราะการประกาศเกณฑ์ทหารเช่นนี้ บ่งบอกถึงความขาดแคลนกำลังพลในสนามรบ อันเป็นผลจากความสูญเสียทางทหารที่เกิดขึ้น ไม่ต่างจากการประกาศระดมพลของรัสเซีย ที่ประสบกับความสูญเสียในยูเครน ภาวะเช่นนี้ ทำให้คนหนุ่มสาวเป็นจำนวนมากต้องหนีออกจากประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นทหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่เห็นมาแล้วในรัสเซีย…

คนหนุ่มสาวในโลกยุคปัจจุบันไม่มีใครอยากไป “ตาย” ในสงคราม ที่ผู้นำสร้างขึ้นจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในบ้านตัว

 

ในอีกด้านหนึ่ง สิ่งที่เกิดอาจจะสะท้อนให้เห็นมิติใหม่ของสงคราม เช่น คนหนุ่มสาวที่ตัดสินใจหนี “เข้าป่า” เพื่อร่วมกับกองกำลังของชาติพันธุ์นั้น เป็นนักศึกษาที่มีความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ เช่น นักศึกษาสาขาวิศวกรรม หรือบางคนเป็นลูกหลานชนชั้นกลางที่ชอบเล่นโดรนเป็นงานอดิเรก

แต่วันนี้พวกเขากลายเป็นนักรบในสงครามทางอากาศสมัยใหม่ ด้วยการเป็นผู้ควบคุมโดรน และเรียนในหลักสูตรสมัยใหม่แบบปัจจุบัน คือ เรียนผ่านยูทูบและอินเตอร์เน็ต อันนำไปสู่การจัดตั้ง “แผนกโดรน” ในกองกำลังของฝ่ายต่อต้านรัฐบาล

หรืออาจกล่าวได้ว่า อินเตอร์เน็ตกลายเป็น “ศูนย์ฝึกการบิน” ที่แท้จริง

 

ความท้าทายในอนาคต

สุดท้ายนี้ พลวัตสงครามในเมียนมา เป็นสิ่งที่ต้องติดตาม และดูจะเป็น “สิ่งบอกเหตุ” ที่บ่งบอกว่า อนาคตของผู้นำรัฐบาลทหารนั้นน่าจะลำบากมากขึ้นเรื่อยๆ

เพราะสงครามโดรนได้เดินทางถึงตัวเมืองหลวงที่เป็นฐานที่มั่นหลักของรัฐบาลแล้ว…

สงครามเทคโนโลยีสมัยใหม่เกิดในสนามรบที่เมียนมาแล้วด้วย



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร