bg-single

แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง แบบปกป้องแบงก์ชาติ

14.05.2024

“ตอนนี้กฎหมายพยายามจะให้ธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นอิสระจากรัฐบาล ซึ่งเรื่องนี้เป็นปัญหา แล้วก็เป็นอุปสรรคสำคัญมากๆ ในการแก้ไขปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ

เพราะว่านโยบายทางด้านการคลัง ถูกใช้งานเพียงด้านเดียวมาตลอด แล้วก็ทำให้ประเทศของเรามีหนี้ที่สูงมากขึ้น แล้วก็สูงเพิ่มขึ้นทุกปีจากการตั้งงบประมาณที่ขาดดุล

ถ้านโยบายการเงินที่บริหารโดยธนาคารแห่งประเทศไทย ไม่ยอมที่จะเข้าใจแล้วก็ไม่ยอมให้ความร่วมมือ ประเทศของเราจะไม่มีทางลดเพดานหนี้ได้เลย”

ส่วนหนึ่งของสปีชแพทองธาร ชินวัตร ในงาน “สิบเดือนที่ไม่รอ ทำต่อให้เต็มสิบ” สรุปผลงานรัฐบาลเพื่อไทย กลายเป็นประเด็นใหญ่โตจนฉันนึกว่าประเทศไทยได้ล่มสลายไปแล้วเพียงเพราะหัวหน้าพรรคเพื่อไทยวิจารณ์การทำงานของธนาคารกลาง

และที่เดือดร้อนเป็นพิเศษดูเหมือนจะเป็น “ปัญญาชน” หัวก้าวหน้า และ “สื่ออาวุโส” เดือดเนื้อร้อนใจจนแทบจะดูเหมือนการกรีดร้องออกของคนกลุ่มนี้

เท่าที่ฉันสรุปออกมาคือ

 

หนึ่ง แพทองธาร ชินวัตร ถูกวางยา น่าสงสารจัง เธอรู้ตัวหรือเปล่าว่าเธออ่านอะไรออกไป ใครเขียนสปีชให้เธอ หวังดีกับเธอจริงหรือเปล่า แย่แล้วๆ พรรคเพื่อไทยทั้งพรรคไม่มีใครมีความรู้พอที่จะดูแลหัวหน้าพรรคเลยเหรอ

จากนั้นก็มีลูกเล็กเด็กแดงในทวิตเตอร์ หรือ x พากันรับลูกออกมากรีดร้องตามต้นเสียงกันเป็นทอดๆ ว่า โห นี่พ่อแม่เขารักลูกเขาหรือเปล่า บลา บลา

ก่อนจะพากันเล็กเชอร์ยาวเหยียดถึงหน้าที่ ที่มา ความเป็นอิสระของธนาคารกลางของประเทศต่างๆ บนโลกใบนี้ ด้วยน้ำเสียงที่ชาวเน็ตบอกว่า “คนไทยคนแรก” และ “ไม่มีใครเก่งเท่าแม่เธอละ” ทำราวกับว่า มีแต่ตัวเองและพรรคพวกและพรรคที่ตัวเองเชียร์เท่านั้นที่มีความรู้เรื่องธนาคารกลาง

พูดให้แรงกว่านั้นทำประหนึ่งมีแต่ตัวเองและพรรคพวกที่อ่านหนังสือออก เปิดกูเกิลเป็น

สอง เสียงกรีดร้องนั้นบอกว่า นี่มันสัญญาณอันตรายชัดๆ ธนาคารกลางของประเทศเรากำลังจะถูกแทรกแซงให้เสียความเป็นกลาง อีพวกนักการเมืองเลว มันอยากเอาพรรคพวกมันมานั่งแบงก์ชาติเหมือนสมัยก่อน เลวจริงๆ อีพวกกินบ้านโกงเมือง

สาม นักข่าวอาวุโสที่แปลว่าแก่ออกมาแถเฮือกสุดท้ายว่า “คนไม่ได้ด่าเรื่องแบงก์ชาติวิจารณ์ไม่ได้ แต่เขาออกมาด่าว่าแพทองธารมีความรู้พอที่จะวิจารณ์แบงก์ชาติหรือ”

ฉันอ่านแล้วก็คันปาก ทนนั่งทับมือตัวเองไม่ไหว ต้องไปเขียนตอบว่า แล้วที่นักข่าวอาวุโสนั่งวิจารณ์ทุกเรื่องทั่วโลกนี่ ไม่มีใครถามนะว่า มีความรู้หรือเปล่า เพราะอารยชนเขามองว่านี่เป็นเสรีภาพในการพูดและการวิจารณ์ คนดูคนเสพข่าวก็มีสมองกลั่นกรองได้ว่าฟังไปแล้วได้อะไร ไม่ได้อะไร จะโง่ จะฉลาด จะมีความรู้หรือไม่มีความรู้ ก็มีสิทธิพูด ไปจนถึงมีสิทธิสร้างเนื้อสร้างตัวในสังคมนี้ในฐานะ “สื่อมวลชน” ด้วยซ้ำไป

แล้วการวิจารณ์แบงก์ชาติที่ต้องมีความรู้ขนาดไหน ต้องไปสอบขอใบอนุญาตก่อนจะวิจารณ์หรือเปล่า

ทุกวันนี้หลายสื่อเอานักวิชาการกำมะลอ นักประวัติศาสตร์ที่ไม่อัพเดตความรู้ตัวเองมาสามสิบปี แต่ยืนยงคงกระพันมาได้ด้วยการสร้างเครือข่ายระบบอุปถัมภ์กับลูกศิษย์ลูกหา มาสัมภาษณ์เป็นตุเป็นตะ เรายังไม่ด่าเลยว่า เลอะเทอะ ก็เพราะเราเห็นเป็นเสรีภาพในการพูดนั่นแหละ

 

กลับมาที่เราแบงก์ชาติ เบสิก 101 ความรู้แบบกูเกิล ไม่ต้องเป็นผู้ทรงภูมิอะไร นั่นคือ รัฐบาลรับผิดชอบนโยบายการคลัง ส่วนแบงก์ชาติดูนโยบายการเงิน สองส่วนนี้มีอิสระต่อกันเพื่อความสมดุลทางอำนาจ เทคโนแครตไม่ควรมีอำนาจครอบงำชี้นำรัฐบาลที่เป็นตัวแทนของประชาชน ส่วนรัฐบาลที่เป็นนักการเมืองได้รับการเลือกตั้งมาก็ควรจะถูกถ่วงดุลด้วยหลักวิชาการระบบระเบียบของเทคโนแครต ถ้าสองส่วนนี้ถ่วงดุลกันได้ดี เคารพในผลประโยน์ของประชาชน ไม่ใช่เอาอีโก้ของตัวเองนำ ตามทฤษฎีแล้วมันจะเพอร์เฟ็กต์

แต่คำว่าความเป็นอิสระของทั้งรัฐบาลและแบงก์ชาติไม่ได้แปลว่าปราศจากซึ่ง “ความรับผิดรับชอบ” หรือ accountability

รัฐบาลมีความรับผิดรับชอบต่อประชาชนที่เลือกตัวเองเข้าไป

ส่วนแบงก์ชาติที่เป็นเทคโนแครตก็ต้องมีความรับผิดรับชอบต่อหน้าที่ ภารกิจที่ตัวเองได้รับมอบหมายให้ทำและกินเงินเดือนจากภาษีประชาชนอยู่

การวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของแบงก์ชาติ ไม่ได้อยู่ดีๆ ก็หิวแสงอยากจะวิจารณ์

แต่เป็นเรื่องที่พูดกันมาหลายเดือนแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการจัดตั้งรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทยและนายกรัฐมนตรีที่เป็นแคนดิเดตของพรรคเพื่อไทย เพราะหนึ่งในภารกิจที่สำคัญมากของรัฐบาลนี้คือ ยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน และต้องการทำให้คนไทยมีเงินเต็มกระเป๋า มีความมั่นคง ปลอดภัยในชีวิต ลูกเต้าเปิดเทอม ไม่ต้องวิ่งไปโรงรับจำนำ

คำว่าเงินเต็มประเป๋า ไม่ได้แปลว่าร่ำรวย แต่แปลว่าทำมาค้าขึ้นมีเงินหมุนไปหมุนมาใช้จ่ายแบบไม่ต้องเอาตีนก่ายหน้าผากทำงานเพื่อใช้หนี้เก่าโปะหนี้ใหม่วนๆ ไปอยู่อย่างนั้น

 

โอ้ว พรรคเพื่อไทยเป็นคนดีจัง ทำเพื่อประชาชน – ไม่ใช่ พรรคเพื่อไทยอยากให้คนไทยกินอิ่มนอนอุ่น มีเงินเต็มประเป๋า เอนจอยไลฟ์ เศรษฐกิจดี เพราะพรรคเพื่อไทยอยากชนะการเลือกตั้งอีก ได้จัดตั้งรัฐบาลอีก

ถามว่าทำไมอยากชนะ เอ๊า ทำพรรคการเมืองแล้วไม่อยากชนะการเลือกตั้งก็ไปนอนเขี่ยปอยผมเล่นที่บ้าน

โจทย์ที่ยากมากของรัฐบาลที่นำโดยเพื่อไทยในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ หลังจากเจอทั้งโควิด และเจอทั้งฝีมือการทำงานเก้าปีเต็มแบบ “ประยุทธ์สไตล์” สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียนที่มีขนาดเศรษฐกิจใกล้เคียงกันไม่ว่าจะเป็นเวียดนามหรือฟิลิปปินส์

หากมีโจทย์ที่ต้องเพิ่มจีดีพีเพื่อนำไปสู่ “ความคึกคักของเศรษฐกิจ” สิ่งที่รัฐบาลต้องทำนอกเหนือจากการลงทุนภาครัฐคือเพิ่มปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจของประเทศ

เงินที่จะเติมเข้ามาคือเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ เงินที่มาจากรายได้อุตสาหกรรมท่องเที่ยว และรายได้จากการส่งออกสินค้าทั้งเกษตรและอุตสาหกรรม

เมื่อมีปริมาณเงินเพิ่มขึ้นแล้ว โจทย์ต่อไปคือจะ “กระจาย” เงินอย่างไรไม่ให้เป็นภาวะ “รวยกระจุกจนกระจาย”

และในดีเอ็นเอแบบพรรคเพื่อไทย เชื่อในแนวทางของการเหวี่ยงเม็ดเงินไปที่ “รากหญ้า” เพิ่มความคึกคักในความสามารถของการบริโภคภายใน เพราะคนที่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจแบบซื้อๆ ขายๆ กันทั้งวัน คือคนรากหญ้าที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ

เพราะฉะนั้น นโยบายกองทุนหมู่บ้าน นาโนไฟแนนซ์ ดิจิทัลวอลเล็ตจึงมาตอบโจทย์เรื่องความสามารถในการบริโภคภายใน และการหมุนเงินมากรอบที่สุดในหมู่ประชาชนคนไทยด้วยกันเอง

เพื่อให้เงินนั้นผ่านไปเยี่ยมกระเป๋าเงินของคนให้มากรอบที่สุด

 

ในฝั่งของรัฐบาลที่จะใช้นโยบายทางการคลัง ด่านแรกที่เจอคืองบฯ ปี 2567 ที่ล่าช้า อันเนื่องมาจากการความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาล (แล้วยังมีคนบอกให้รอสิบเดือน)

ด่านที่สอง รัฐบาลพบว่า แม้จะทุ่มเทแรงกายแรงใจเวลา มันสมอง ความสามารถในการเจรจาขนาดไหนเพื่อดึงดูดนักลงทุนมาในประเทศ อุปสรรคที่รัฐบาลเจอและมันลดทอนศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยคือ อัตราดอกเบี้ย และอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา

พูดง่ายๆ คือ ดอกเบี้ยที่สูง และเงินบาทที่แข็ง ทำให้ประเทศไทยแข่งขันกับประเทศอื่นไม่ได้เลย

ถ้าเราเป็นนักลงทุนต่างชาติ มีให้เลือกสองประเทศที่ศักยภาพใกล้เคียงกัน แต่ประเทศเอ หนึ่งดอลลาร์ซื้อไก่ได้สองตัว กับประเทศบี หนึ่งดอลลาร์ซื้อไก่ได้หนึ่งตัว เราก็ต้องเลือกไปลงทุนในประเทศเอ ใช่หรือไม่?

ไม่เพียงเท่านั้น แบงก์ชาติไม่สามารถแก้ตัวได้เลยว่าต้องคงอัตราดอกเบี้ยสูงเพื่อป้องกันเงินเฟ้อ เพราะอัตราเงินเฟ้อของไทยติดลบไปเจ็ดเดือนติดต่อกันแล้ว

เรียกว่าถ้าเป็นพนักงานบริษัทก็คือทำงานแบบหลุดเคพีไอหนักมาก

เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราเห็นคือทางฝ่ายรัฐบาลพยายามส่งสัญญาณไปที่แบงก์ชาตินับครั้งไม่ถ้วนว่า ต้องลดอัตราดอกเบี้ย เพราะประจักษ์พยานแห่งการคงอัตราดอกเบี้ยไว้คือ ความล้มเหลวของแบงก์ชาติที่ปล่อยให้ประเทศอยู่ในภาวะเงินฝืดมาเจ็ดเดือนเต็ม สภาวะเงินฝืดขนาดนี้ สะท้อนผ่านความ “เงียบเชียบ” ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจของเหล่าเราชาวบ้านร้านช่องนี่แหละ เพราะคนห้าร้อยคนพันคนที่รวยที่สุดของประเทศนี้หรือกลุ่มคนที่เป็นเสือนอนกิน มีเงินฝาก เงินลงทุนแบบ passive income นอนทับเงินไปเรื่อยๆ รอกินเงินปันผลไปวันๆ ไม่เดือดร้อน

แต่ปรสิตตัวใหญ่ที่สุดที่เป็นอุปสรรคของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไม่ใช่ “นายทุน” ที่มีธุรกิจอยู่ในมือ เพราะนายทุนเหล่านี้อย่างน้อยยังมีการจ้างงาน มีผลิตภาพทางเศรษฐกิจ

แต่ปรสิตของระบบเศรษฐกิจไทยคือพวกเสื้อนอนกินกอดดอกเบี้ย นอนทับเงิน ไม่มีสร้างผลิตภาพใดๆ และไม่ก่อให้เกิดการจ้างงานแม้แต่ตำแหน่งเดียว

 

คําถามที่เราต้องถามหนักๆ คือ แบงก์ชาติคงอัตราดอกเบี้ยสูงเพื่อผลประโยชน์ของใคร

และการทำให้ประเทศต้องอยู่ในภาวะเงินฝืดหรือเงินเฟ้อติดลบมาเจ็ดเดือนติดต่อกัน แบงก์ชาติมีความรับผิดรับชอบ หรือ accountability อะไรต่อประชาชนหรือยัง?

คำตอบคือไม่ว่าทางรัฐบาลที่เป็นตัวแทนของประชาชนจะส่งเสียงไปที่แบงก์ชาติกี่ครั้งแต่สิ่งที่ได้มาคือ “ไม่มีสัญญาณตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก”

ตีมึน เบลอ เพิกเฉย

เสร็จแล้วก็ไปสัมภาษณ์สื่อต่างประเทศว่า การยกระดับเศรษฐกิจต้องไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ลดความเหลื่อมล้ำ เงินเฟ้อติดลบเพราะรัฐบาลอุดหนุนราคาพลังงาน อ่านแล้วก็อยากถุยน้ำลายลงบนถนนแรงๆ สักสอง-สามถุย

แล้วถามแบบชาวบ้านๆ ว่า แค่ปัจจัยการอุดหนุนราคาพลังงานของรัฐบาลเพียงปัจจัยเดียวมันตอบคำถามเรื่องเงินฝืดของประเทศทั้งประเทศได้เลยหรือ?

ทั้งนี้ แบงก์ชาติก็ไม่ตอบคำถามเรื่องเงินบาทแข็งค่าที่เป็นอุปสรรคต่อการส่งออกสินค้า และความสามารถในการแข่งขันทั้งในเรื่องเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศและการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

 

ส่วนปัญหาเชิงโครงสร้างและความเหลื่อมล้ำ แบงก์ชาติควรเดินไปส่องกระจกแล้วทักทายตัวเองว่า ฮัลโหลมิสเตอร์ความเหลื่อมล้ำแอนด์มิสเตอร์โครงสร้าง

เดินไปส่องกระจกแล้วบอกว่า “อ้อ ไอ้สองอย่างนั้นคือผมเองครับ”

ท่องคาถาเรื่องความเป็นอิสระ แต่เมื่อรัฐบาลมีนโยบายมาตรการการคลังออกมาแบงก์ชาติวิจารณ์ ทักท้วง ออกเปเปอร์ เอกสารอะไรต่อมิอะไรมาขัดขวาง

ตรงกันข้าม รัฐบาลกลับมีมารยาทพอที่จะรับฟัง กลั่นกรอง แล้วนำไปปรับ ไม่เห็นเขามากรีดร้องอะไรว่า เราเป็นอิสระต่อกันห้ามเจือก ทั้งๆ ที่โดยศักดิ์ศรีแล้ว รัฐบาลมีความชอบธรรมที่จะดันทุรังได้มากกว่าแบงก์ชาติ เพราะเป็นอำนาตทางการเมืองที่มาจากประชาชน มี accountability ต่อประชาชนโดยตรง

และจนถึงวันนี้แบงก์ชาติก็ยังคงตีมึน ทำขรึม เก๊กหล่อ หนีความรับผิดชอบ ปกปิดความล้มเหลวของตนเองภายใต้เสื้อสูทของเทคโนแครตผู้ทรงภูมิ

และที่น่าขันขื่นคือ พรรคการเมืองอย่างพรรคก้าวไกลที่อยากทลายโครงสร้างลดความเหลื่อมล้ำ ทลายทุนผูกขาด อยากปราบปรสิตดันไปกระโดดปกป้องแบงก์ชาติ อย่างที่ฉันก็ไม่อาจจะวิเคราะห์เหตุผลของพวกเขาได้

 

กลับมาที่หัวหน้าพรรคเพื่อไทยที่ชื่อแพทองธาร ฉันคิดว่าในฐานะหัวหน้าพรรคการเมือง สามารถวิจารณ์แบงก์ชาติได้แรงกว่านี้อีก เพราะไม่มีตำแหน่งในรัฐบาล

หัวหน้าพรรคการเมืองมีสิทธิแสดงจุดยืนทางการเมือง เศรษฐกิจตามแนวทาง จุดยืน และอุดมการณ์ของพรรค เพื่อให้ประชาชนรับฟัง และเลือกว่าชอบหรือไม่ชอบอย่างเปิดเผย

ย้ำหัวหน้าพรรคการเมืองมีสิทธินำเสนอ แนวคิด อุดมการณ์ สำหนักคิดทางเศรษฐกิจ การเมืองใดๆ ต่อประชาชนได้ตราบเท่าที่ไม่ได้เป็นการก่อาชญากรรม

พวกปัญญาชนหัวก้าวหน้าเองไม่ใช่หรือที่เชิดชูบูชาเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองแล้วเหตุใดจึงกรีดร้องกันหนักมากเพียงเพราะหัวหน้าพรรคเพื่อไทยพูดถึงแบงก์ชาติ

ขนาดพวกคุณนำเสนอนโยบายกฎหมายปฏิรูปทุกอย่างบนโลกใบนี้รวมถึงการแก้ไขกฎหมาย 112 เรายังบอกว่าเป็นสิทธิของนักการเมืองและพรรคการเมืองที่พึงทำได้เลย

แต่นี่แค่เขาตั้งคำถามกับแบงก์ชาติ พวกคุณดิ้นราวกับประเทศไทยจะแตกสลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

ฉันคิดว่าปัญญาชนก้าวไทยค่อนข้างย้อนแย้งในตัวเอง

ทบทวนตัวเองให้ดีๆ เพราะการเป็นสลิ่มแล้วต้องมาชุบตัวเป็นคนหัวก้าวหน้าบ่อยๆ ท้ายที่สุดมันจะหาตัวตนที่แท้จริงของตัวเองไม่เจอ ยิ่งชุบยิ่ง lost

และไอ้ที่คิดว่า ตัวเองฉลาดกว่าใคร รู้ดีกว่าใคร หวังดีต่อประชาชนมากกว่าใคร เพลาได้เพลานะ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

‘อนุทิน’ ยิ้มสู้มหาอุทกภัย งัดเมกะโปรเจ็กต์แสนล้าน พิสูจน์ฝีมือแก้วิกฤตน้ำท่วม
สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษา มโนรมย์,หนองมะโมง และ วัดสิงห์ ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
สี พบ ทรัมป์ใครได้อะไรบ้าง?
ทำไมสี จิ้นผิง เอ่ยอ้างถึง ‘กับดัก Thucydides’กับทรัมป์อีกรอบ?
เศรษฐกิจโลกกำลังจะสะดุดอีกครั้ง?
50 ปี 6 ตุลา ร่วมค้นหาความจริง ตอน 1 ทำไมต้องบุกธรรมศาสตร์
ศ.สุชาติ ชี้รัฐควรใช้งบประมาณ​ตั้งกองทุนภัยพิบัติ​ แทนนำเงิน 15,500 ล้านบาท​ ซึ่งสูงมาก ไปซื้อประกันภัย​บริษัทเอกชน​ เพราะเกิดการทุจริตง่ายและเอกชนล้มละลาย​ไปก่อน​
น้ำท่วมที่รัฐบาลและผู้ว่าฯ เอาไม่อยู่
ศ.สุรชาติ บำรุงสุข กางโจทย์ที่แก้ไม่ได้ ข้ามไม่พ้น รัฐบาลอนุทินต้องผจญปีนี้และปีหน้า
ธงทอง จันทรางศุ : เดิน ‘ถนน’ ที่นครพนม และเกร็ด ‘วิวาท’ คนต่างชาติพันธุ์
“คุณหญิงสุดารัตน์” ขอผู้ว่าฯชัชชาติแจง หากไม่ทำแก้มลิง 6 แห่ง จะทำโครงการใดทดแทน ที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่าหรือมากกว่า
เส้นทางความรักของ ‘กัปตัน ภูธเนศ’ และ ‘เอ้ก บุษกร’ สู่วันปิดฉากชีวิตคู่