bg-single

ยาสมานแผลชั้นดี ขนานนี้ ‘อุรังอุตัง’ บอก…

15.05.2024

วันหนึ่งที่อุทยานแห่งชาติกูนัง ลิวเซอร์ (Gunung Leuser National Park) บนเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย อิซาเบลล์ เลาเมอร์ (Isabelle Laumer) นักชีววิทยาและทีมวิจัยพฤติกรรมอุรังอุตังของเธอจากสถาบันวิจัยพฤติกรรมสัตว์มักซ์พลังซ์ (Max Planck Institute of Animal Behavior) ประเทศเยอรมนี ได้ยินเสียงกู่ร้องก้องดังมาจากยอดไม้ลึกเข้าไปที่ในป่าฝน เสียงนี้ดังมาก

เรียกว่าแม้จะอยู่ไกลไปนับกิโลเมตร…ก็ยังได้ยิน

เสียงนี้ เรียกว่าเสียง “เพรียกยาว (long call)” ซึ่งเปล่งออกมาจากถุงคอ (throat sac) ของอุรังอุตังเพศผู้ที่โตเต็มวัย ฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนที่พลุ่งพล่านอยู่ในร่างกายของมันทำให้ทั้งร่างของมันพัฒนาเข้าสู่ระยะเจริญพันธุ์ หัวและตัวของมันใหญ่ขึ้นดูน่าเกรงขาม ถุงคอสำหรับร้องเพรียกหาคู่เริ่มพัฒนาขึ้นมา อีกทั้งยังมีแผ่นโหนกแก้ม (cheek pad) ที่ขยายออกด้านข้างจนหน้าบานราวกับมีพังพานอยู่ด้านข้างหัวอีกด้วย

แล้วเสียงเพรียกยาวนี้ มีไว้เพื่ออะไรกันแน่

ภาพอุรังอุตังราคุสใช้ใบขมิ้นเครือในการรักษาแผลบนใบหน้าจากงานวิจัยของอิซาเบลล์และแคโรลีน (Laumer et al. 2024)

เสียงเพรียกยาวนี้แสดงให้เห็นชัดว่ามีอุรังอุตังหนุ่มวัย “เจริญพันธุ์” บางตัวกำลังเปล่าเปลี่ยวเดียวดายอยากได้คู่มาอยู่เคียง และเสียงนี้ถูกเปล่งออกมาเพื่อชี้เป้าให้อุรังอุตังสาวรู้ว่าตรงนี้มีชายโสด เผื่อมีตัวไหนสนใจ จะได้แวะเวียนเข้ามาหาเป็นคู่ตุนาหงัน

นอกจากจะใช้ในการเรียกสาวๆ อุรังอุตังแล้ว เสียงนี้ยังหมายถึงการประกาศศักดินาอ้างสิทธิครอบครองอาณาเขตถิ่นที่อยู่อีกด้วย

และบางทีเสียงนี้ก็ไปทำให้อุรังอุตังหนุ่มตัวอื่นๆ ที่อยู่ในถิ่นเดียวกันเริ่มหมั่นไส้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่มีอาณาเขตซ้อนทับกันอยู่ อาจจะพุ่งเข้าไปท้าทายท้าตีท้าต่อยแย่งพื้นที่กับอุรังอุตังเจ้าของเสียงได้เช่นกัน

และเจ้าของเสียงในกรณีนี้ คือ อุรังอุตังร่างยักษ์สุดห้าวที่อาศัยอยู่ในอุทยานนามว่า “ราคุส (Rakus)”

ราคุสในวัยสามสิบห้าปี เป็นอุรังอุตังมากประสบการณ์ ไม่ใช่ลิงในวัยขบเผาะ เสียงร้องนี้ บ่งชี้ว่ามันคือเจ้าถิ่น

หลังจากที่ส่งเสียงเรียกแขกออกมาเสียดังสนั่น อิซาเบลล์และทีมไม่แน่ใจว่าราคุสจะได้เชยชมสาวอุรังอุตังสมใจหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ คือ ในไม่กี่วันต่อมา ราคุสมีแผลเหวอะหวะปรากฏขึ้นอยู่บนหน้า

ศึกแย่งชิงพื้นที่น่าจะดุเดือดใช่เล่น เพราะแผลที่เห็นนั้นดูฉกรรจ์ไม่น้อย เนื้อที่บริเวณใต้ตาขวาของราคุสนั้นหลุดหายไปเลยทั้งชิ้น เป็นไปได้ว่าเสียงเพรียกยาวคราวนี้อาจจะไม่ได้เชื้อเชิญแค่อุรังอุตังสาวๆ แต่น่าจะพาเอาหนุ่มๆ อุรังอุตังเข้าไปหามันด้วย

ราคุสบาดเจ็บสาหัส

(Photo by SUAQ Foundation / AFP)

ราวกับถ่ายรายการเรียลลิตี้ แทนที่จะเข้าไปช่วยรักษา อิซาเบลล์และทีมเลือกที่จะซ่อนตัวและคอยเก็บข้อมูลพฤติกรรมของราคุสอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ โดยแทบจะไม่เข้าไปช่วยราคุสแต่อย่างใด

พอรู้เรื่องราวของราคุส ผมนึกย้อนไปถึงคลิปในยูทูบ (YouTube) ที่เพิ่งได้ดูไม่นาน เป็นคลิปสัมภาษณ์โปรดิวเซอร์รายการเรียลลิตี้ด้านอาหารชื่อดัง เกี่ยวกับมุมมองในการเตรียมสคริปต์สำหรับทำรายการเรียลลิตี้โชว์ด้านอาหารในประเทศไทย

ส่วนตัวแล้ว สำหรับคลิปนี้ ผมชอบเพราะได้เห็นอีกมุมมองจากการทำงานเรียลลิตี้ จากที่แขกรับเชิญของรายการนั้นเล่า การกำกับรายการ “เรียลลิตี้” เป็นอะไรที่ต้องคิดไปไกลมากกว่าการเขียนและรันไปตามสคริปต์

เพราะ “ผู้ที่มาร่วมรายการไม่ใช่นักแสดง คุณเอาสคริปต์ไปให้เขาแสดง เขาก็แสดงไม่ได้” …ความท้าทายของรายการเรียลลิตี้จึงเป็นการวางแผนและออกแบบสถานการณ์เพื่อให้ผู้ที่มาร่วมนั้นยอมเดินไปในทางที่อยากให้เดิน โดยไม่ต้องใช้สคริปต์

แต่บางทีคนทำเรียลลิตี้ก็ต้องเด็ดเดี่ยว “ต่อให้ถึงช่วงนาทีเป็นนาทีตาย บางที่ก็ต้องยอมปล่อยไปไม่ช่วย ถ่ายให้ได้คอนเทนต์เสียก่อนแล้วค่อยปั้มกู้ชีพกลับมา”

มองไปก็คล้ายกับที่อิซาเบลล์ทำ คือทำตัวเป็นนักสังเกตการณ์จริงๆ ลิงบาดเจ็บก็ยังไม่ช่วย แค่แอบส่อง

 

สําหรับรายการเรียลลิตี้อาหาร สถานการณ์เป็นตัวกำหนดพฤติกรรม แต่ในงานวิจัยของอิซาเบลล์ สถานการณ์มันพาไปแล้ว เธอแค่ต้องตามส่องให้รู้ว่าพฤติกรรมต่อไปของอุรังอุตังราคุสคืออะไร แผลฉกาจฉกรรจ์ขนาดนี้ โอกาสติดเชื้อและอักเสบมีสูงมาก คำถามคือราคุสจะเลือกวิธีไหนมาแก้ปัญหาบาดแผลที่ทั้งลึกและใหญ่บนใบหน้า

ในสามวันต่อมา พฤติกรรมของอุรังอุตังหนุ่มเปลี่ยนไปจริงๆ สิ่งที่กล้องจับภาพได้ ไม่มีใครคาดคิด ราคุสเริ่มตามหาต้น “อะคาร์ คูนิง (Akar Kuning)” ที่ในไทยเรียกว่าต้นขมิ้นเครือ (Fibraurea tinctoria) ที่ปกติแล้วไม่ใช่อาหารประจำของพวกอุรังอุตัง

พอเจอ ลิงใหญ่ก็จกใบขมิ้นเครือเข้าปากแล้วเคี้ยวอยู่พักใหญ่ จากฟุตเทจที่อิซาเบลล์บันทึกไว้ ราคุสเคี้ยวใบขมิ้นเครืออยู่เกือบสิบห้านาทีก่อนที่จะบ้วนออกมาแล้วบรรจงทาน้ำสกัดใบขมิ้นเครือนั้นลงบนแผลที่หน้าของมันอย่างละเมียดละไม

พฤติกรรมนี้ของราคุสทำให้ทุกคนรวมทั้งอิซาเบลล์ด้วยตกตะลึง

และไม่ได้ทาแค่ครั้งเดียว ราคุสทาแผลของมันด้วยขมิ้นเครืออยู่ตลอดจนแผลหาย เพียงแค่ 5 วันเท่านั้น แผลบนหน้าของราคุสก็ปิด และในไม่กี่สัปดาห์ต่อมาก็หายสนิท เหลือแค่แผลเป็นเล็กๆ ไว้เป็นอนุสรณ์จากสงคราม ไม่มีการติดเชื้อ ไม่มีการอักเสบใดๆ

อิซาเบลล์ตื่นเต้น เพราะจากการวิจัยในอดีต ขมิ้นเครือคือยาสมุนไพรรักษาแผลชั้นดีมีฤทธิ์ทางยาสารพัด ตั้งแต่ต้านแบคทีเรีย (antibacterial) ต้านรา (antifunfal) และที่สำคัญ ต้านการอักเสบ (anti-inflammatory)

“นี่คือครั้งแรกที่มีคนสังเกตเห็นว่าสัตว์ป่าสามารถใช้ยาสมุนไพรจากตำรับยาเพื่อรักษาแผลได้” อิซาเบลล์กล่าวอย่างตื่นเต้น

“คือชิมแปนซีก็มีเหมือนกันที่เอาแมลงมาทาแผล เพียงแค่แมลงพวกนั้น ไม่ได้อยู่ในตำรับยา และไม่เคยมีใครศึกษาว่าแมลงนั้นมีฤทธิ์ทางยาจริงหรือเปล่า หรือลิงแค่สุ่มสี่สุ่มห้าจับมาทาถูๆ แผลเพื่อจะหาย แต่ในอุรังอุตังนี้ ชัดเจนว่ามีฤทธิ์ทางยา”

“ราคุสเป็นเคสแรกที่แสดงให้เห็นว่าสัตว์รู้วิธีใช้สมุนไพรในการรักษาแผลได้” ทีมวิจัยเคลม

ส่วนตัว ผมว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจอะไร ที่จริงแล้ว ถ้ามองไปรอบตัว เคสสัตว์รักษาตัวเองคล้ายๆ แบบนี้ มีเยอะแยะไป ตั้งแต่ที่ใกล้ตัวที่สุด สุนัข สัตว์เลี้ยงแสนรักของเราเวลาขับถ่ายไม่ค่อยดี ก็จะมีแอบไปหาหญ้ากิน เพื่อช่วยเพิ่มไฟเบอร์ ทำให้การขับถ่ายดีขึ้น

ไปจนถึงที่ไกลตัวออกมาหน่อยอย่าง ในกรณีของแพนด้าที่เอาขี้ม้ามาพอกตัวในหน้าหนาวเพื่อลดความทรมานจากความหนาวเหน็บ ลีเมอร์ที่เอากิ้งกือมาทรมาน ทุบๆ ให้หลั่งสารพิษออกมา เพื่อที่จะได้เอาสารพิษกิ้งกือมาถูกตัวช่วยขับไล่แมลงและพยาธิที่จะมารังควานพวกมัน

อีกทั้งยังมีพวกนกอีกสารพัดที่มีพฤติกรรมพิลึกพิลั่นอย่างการเอามดมาไล้มาไซ้ขนปีกขนหางเพื่อเพิ่มความเงางามและป้องกันปรสิตที่เรียกว่า anting อีก

แต่ก็ต้องยอมรับว่างานนี้น่าสนใจเพราะการที่อุรังอุตังใช้สมุนไพรในการรักษาแผลนี้อาจจะทำให้เราเริ่มที่จะเห็นภาพได้ว่าการรักษาในทางการแพทย์โดยใช้สมุนไพรแบบฮาร์ดคอร์ มีทาซ้ำจนหายนั้นจริงๆ ในธรรมชาติก็มีเหมือนกัน

 

“การค้นพบนี้สะท้อนภาพให้เห็นถึงต้นกำเนิดของการรักษาแผลในมนุษย์ ที่เริ่มต้นมีการบันทึกไว้ครั้งแรกตั้งแต่ยุค 2200 ปีก่อนคริสตกาล” แคโรลีน ชุปปลี (Caroline Schuppli) หัวหน้าทีมวิจัยของอิซาเบลล์กล่าว “สิ่งที่งานวิจัยนี้ชี้ชัดได้ก็คือทักษะในการจดจำที่ต้องมีสำหรับพฤติกรรมในการรักษาโรคแบบนี้ น่าจะมีมาตั้งแต่ก่อนยุคบรรพบุรุษร่วมตัวสุดท้ายของมนุษย์เสียอีก”

เพราะถ้าการแพทย์เริ่มจากสังคมมนุษย์แล้ว เคสของอุรังอุตังราคุสที่เอา “ขมิ้นเครือ” ที่รสชาติทั้งไม่น่าพิศวาสและปกติก็ไม่ได้กินเป็นอาหารมาเคี้ยว แล้วคายออกมาพอกรักษาแผลและป้องกันการอักเสบโดยไม่มีใครสอน คงจะไม่มี

ชัดเจนว่าสัญชาตญานการใช้ยาเพื่อการรักษาโรคนั้นน่าเริ่มมีมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษก่อนที่มนุษย์จะวิวัฒนาการขึ้นมาเสียอีก…ย้อนกลับไปหลายรุ่น เนิ่นนานอยู่

แต่บทเรียนนี้ดี เพราะในยามที่เทคโนโลยีการจัดการเชื้อดื้อยาเริ่มจัดการปัญหาไม่ไหว เพราะเชื้อก่อโรควิวัฒนาการไปได้ไวเกิน อย่างเช่นในตอนนี้ ถ้าเราลองเปิดใจและมองไปรอบๆ ให้ดีๆ บางที ลายแทงสู่ขุมทรัพย์แห่งตำรับยาใหม่อาจจะเจอใช้อยู่ในสัตว์บางชนิดที่เราคาดไม่ถึงก็เป็นได้

อย่างน้อย งานนี้ ก็ได้ยาสมานแผลตำรับ “อุรังอุตังบอก” มาแล้วขนานหนึ่ง…

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เรื่องต้องรู้ของฟุตบอลโลก 2026 ศึกเวิลด์คัพฉบับ ‘มหึมา’
ฉบับประจำวันที่ 12-18 มิ.ย. 2569 ฉบับที่ 2391
E-DUANG | ปรากฎการณ์ แบงค์ ศุภณัฐ ต่อเนื่อง มายัง โจ เบอร์สิบ
กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี