bg-single

สว.2567 สิ้นหวัง หรือ สมหวัง

10.05.2024

วิกฤตการเมือง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา วุฒิสภากลายเป็นหนึ่งในสนามแสดงออกซึ่งอำนาจนำในสังคมอย่างมีนัยยะสำคัญ ส่วนใหญ่ถูกครอบนำด้วยอำนาจอนุรักษนิยมที่ยึดอำนาจประเทศ และอำนาจการเขียนรัฐธรรมนูญ มายาวนาน

ย้อนไปดูจะเห็นว่า ช่วงที่ประเทศเราต้องการให้โครงสร้างการเมืองเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น วุฒิสภาขณะนั้นก็เคยมาจากการเลือกตั้ง “ทางตรง” ของประชาชน คล้ายการเลือกตั้งวุฒิสภาของสหรัฐ

แต่ในวันที่ “อำนาจเก่า” ต้องการแช่แข็งโครงสร้างการเมืองไทย รังเกียจนักการเมืองจากเลือกตั้ง กังวลว่าหากให้ประชาชนเลือก จะได้ผู้มี “อิทธิพลท้องถิ่น” มานั่งในสภาสูง ก็กำหนดให้วุฒิสภามาจากการสรรหา โดยอ้างคุณสมบัติ ความรู้ ความดีงามส่วนตัว เหนือกว่าคนธรรมดา

ที่มาของ ส.ว.จึงสลับสับเปลี่ยน ถกเถียงกันชุลมุนวุ่นวาย ตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา

มีมาจากการ “เลือกตั้งทางตรง” มาจากการ “สรรหา” โดยคณะรัฐประหาร และล่าสุด มาจากการ “เลือกทางอ้อม”

 

ต้องยอมรับว่าวุฒิสภาที่มาจากการสรรหาและเลือกในรัฐบาล คสช.ที่ดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2562-2567 แช่แข็งการพัฒนาของระบบการเมืองมากที่สุด ร้ายยิ่งกว่าแช่แข็งก็คือการ “ทำลายโอกาสในการสร้างประชาธิปไตย”

เพราะย้อนกลับไปถึงที่มา รากฐานปรัชญาความคิดก่อนจะเป็นวุฒิสภาชุดดังกล่าว ก็จะเห็น “สำนึก” ของการไม่ไว้วางใจประชาชน ลดประชาชนมีส่วนร่วมให้มากที่สุด ยิ่งทำให้วุฒิสภามีคุณภาพมากเท่านั้น

ตลอด 5 ปีของการดำรงตำแหน่งของ ส.ว.ชุดมรดกระบอบ คสช.จึงเต็มไปด้วยการเมืองของการก่อร่างสร้างการเมืองแห่งความ “สิ้นหวัง” ลดทอนอำนาจประชาชน

และไฟเขียว “การเมืองมรดก คสช.” ให้ “เติบโต-เบ่งบาน”

 

ย้อนดูผลงานวุฒิสภาชุดลากตั้ง ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา จะพบหลักๆ 5 ประการ

1. รักษาระบอบ คสช.

ตั้งแต่วาระแรกๆ ของการดำรงตำแหน่งคือการยกมือโหวต พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ ชนิดที่ไม่มีแตกแถว ต่อมา ผลงานการพิจารณากฎหมายที่ผ่านการพิจารณาแทบทั้งหมด ล้วนเป็นกฎหมายที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ในขณะนั้นเห็นชอบและนำเสนอเข้ามา

2. ตั้งองค์กรอิสระตามใจชอบ

โดยเฉพาะคนที่มีประวัติความคิดทางการเมืองสอดคล้องไปกับรัฐบาลขณะนั้น จะผ่านการพิจารณาคุณสมบัติอย่างรวดเร็ว กลับกัน ผู้สมัครหรือเสนอตัวเข้ารับการคัดเลือกองค์กรอิสระต่างๆ แม้จะไม่ได้แสดงความเห็นการเมืองใดๆ มีผลงานทางวิชาการประจักษ์ชัด หากพบว่ามีประวัติที่ต้องสงสัยว่าอาจเชื่อมโยงส่วนตัวกับฝ่ายตรงข้ามการเมือง ก็พร้อมโหวตคว่ำทันที

เช่นกรณีการโหวตคว่ำ ศ.ดร.อารยะ ปรีชาเมตตา อดีตอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ไม่ให้เป็น ป.ป.ช. แม้กรรมการสรรหาที่มีประธานศาลฎีกาเป็นประธานให้การรับรองแล้ว เพราะแค่เคยเสนอแนวคิดนำมิติทางเศรษฐศาสตร์เข้าไปประยุกต์ใช้กับการสืบสวนสอบสวนของ ป.ป.ช. โดยได้ยกตัวอย่างคัดค้านกรณีนายทหารที่ไม่ได้แจ้งบ้านที่ยังสร้างไม่เสร็จในบัญชีหนี้สินทรัพย์สิน รวมถึงการวิจารณ์คดีอื้อฉาวอย่างเรื่องนาฬิกายืมเพื่อน

หรือกรณีการโหวตขวาง ศ.ดร.วิษณุ วรัญญู นั่งประธานศาลปกครองสูงสุด แม้จะเป็นชื่อที่คณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง (กศป.) เสนอ โดยมีการส่งต่อข้อมูลกันว่า เพราะ ศ.ดร.วิษณุ ไปเป็นประธานในงานแต่งงานของนายปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่

3. ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงจากฝ่ายค้าน

กฎหมายที่นำเสนอโดยฝ่ายค้านถูกปัดตกทันที แม้ ส.ส.ฝั่งรัฐบาลจะเห็นชอบมาแล้วก็ตาม ก็ยังไม่สามารถผ่านด่าน ส.ว.ไปได้ เช่น ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับของพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกล โหวตคว่ำการปิดสวิตช์ ส.ว. โหวตคว่ำการทำประชามติ คว่ำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญปลดล็อกกระจายอำนาจท้องถิ่น เป็นต้น

ยอมผ่านกฎหมายเดียวคือ พ.ร.ป.การเลือกตั้ง ส.ส. พลิกสูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อจากหาร 100 เป็นหาร 500 เพื่อหวังพลิกเกมเลือกตั้งในปี 2566 ให้กับขั้วอำนาจเก่า

4. ปกป้องคนของฝ่ายตนเอง

ชัดเจนคือการโหวตลงคะแนนลับอุ้ม ส.ว.รายหนึ่งที่ถูกร้องเรียนทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพล กรณีเข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งที่วัดบางคลานไม่ทำผิดจริยธรรมตามที่ถูกร้อง เมื่อเดือนกันยายน 2566

หรือกรณีมีมติท่วมท้น 174 : 7 ไม่ส่งตัว ‘ส.ว.อีกราย’ ให้ ตร.ดำเนินคดีตามที่ขอ ในอีก 1 เดือนต่อมา กรณี ส.ว.คนดังกล่าว ถูกร้องเกี่ยวข้องกับฟอกเงินยาเสพติด จนถูก ส.ส.ฝ่ายค้านนำข้อมูลมาแฉในสภาจนเป็นข่าวดัง

5. ภารกิจต่อสู้ทางความคิดแบบอนุรักษนิยม

ตลอดเวลาของการดำรงตำแหน่ง ส่วนใหญ่ของ 250 ส.ว. กลายเป็นกระบอกเสียงให้กับระบอบ คสช. มีวิวาทะทางความคิดต่อกลุ่มอำนาจใหม่ แสดงตัวต่อต้าน “พลังการเปลี่ยนแปลง” ออกสู่สังคมอย่างต่อเนื่อง เป็นที่ประจักษ์ชัด ไม่ว่าจะเป็นม็อบราษฎรในปี 2563 กลุ่มรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไอลอว์ เป็นต้น

ภารกิจครั้งสุดท้ายในฐานะ “ผู้พิทักษ์ขั้วอำนาจเก่า” คือการขัดขวางนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ไม่ให้เป็นนายกฯ แม้ชนะการเลือกตั้งอันดับ 1 รวมเสียง ส.ส.ได้ถึง 312 เสียงแล้วก็ตาม โดยอ้างว่า นายพิธามีแนวคิดแก้ไขมาตรา 112 ถือเป็นการล้มล้างการปกครอง

 

5 ปีภายใต้วุฒิสภาชุดลากตั้งที่หมดวาระแล้วในสัปดาห์นี้ จึงเป็นการเมืองแห่งความ “สิ้นหวัง” หากมองในมุมของผู้ที่ต้องการ “เปลี่ยนแปลง”

คำถามต่อไปหลังจากการหมดวาระของ ส.ว.ชุดลากตั้ง คือ ส.ว.ชุดปี 2567 ที่กำลังจะมีขึ้น จะเป็น “ความหวัง” ได้หรือไม่

ประเด็นแรกที่ต้องวิเคราะห์คือที่มาของกฎกติกา สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่มาที่ออกแบบโดยรัฐธรรมนูญปี 2560 ในแง่ไม่มีประชาชนเป็นส่วนร่วมแต่แรก

ใครอยากมีส่วนร่วม ต้องจ่าย 2,500 บาทก่อนเพื่อซื้อสิทธิในการเลือก โดยจะต้องเป็นคนที่มีอายุมากกว่า 40 ปีเท่านั้น และไม่ใช่ข้าราชการ

แค่เงื่อนไข 3 ข้อนี้ ประเมินกันว่าก็ทำให้คนที่ผ่านคุณสมบัติและมีความสนใจที่จะเข้ามาต่อสู้ในสนามนี้ มีจำนวนไม่มาก คนส่วนใหญ่ของประเทศหลุดออกจากกติกานี้ไปแล้ว

ยังมีปัญหาเชิงกติกา กฎ ระเบียบ ที่กำลังเป็นปัญหาอย่างมากขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นกติกาการเลือกที่ว่ากันว่าเป็นการเลือกที่ซับซ้อนมากที่สุดในโลก จากการที่ต้องเลือกกันหลายครั้ง หลายระดับ เข้าใจยาก

ตามมาด้วยการออกกฎกติกาของ กกต.ข่มขู่การชักชวนลงสมัคร ส.ว.มีความผิดสูงลิบ ทั้งยังไม่สามารถแนะนำตัวหรือพูดสิ่งที่อยากจะทำสู่สาธารณะได้

สร้างความมึนงงเป็นอย่างมากว่า นี่เรากำลังเลือก ส.ว.กันแบบใด ทำไมผู้จัดการเลือกจึงออกกฎที่ไม่สามารถเข้าใจได้ด้วยวิธีคิดแบบโลกปกติ

 

ท่ามกลางกติกาที่ชวนปวดหัว ต้องจับตา นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ที่ประกาศออกตัวเดินหน้ารณรงค์อย่างไม่เกรงกลัวคำขู่ กกต. ขอให้คนที่พอมีอันจะกิน จ่ายเงิน 2,500 เพื่อไปใช้สิทธิเลือก ส.ว.อิสระ สู้กับ ส.ว.จัดตั้งจากขั้วอำนาจเก่าซึ่งเป็นผู้ออกแบบรัฐธรรมนูญ กฎกติกานี้

ต้องยอมรับว่า นายธนาธร คือหนึ่งคนที่ถูกกระทำด้วยรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 มากที่สุดคนหนึ่ง เป็นคนที่ถูกกระทำจาก 250 ส.ว.มาอย่างหนัก จึงเห็นความสำคัญของการแก้ไข หรือยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่

ซึ่งแน่นอนว่าด่านสำคัญก็คือ ส.ว.ชุดปี 2567 ที่อย่างน้อยต้องได้ ส.ว.ที่มีอุดมการณ์ประชาธิปไตย หรืออยากเปลี่ยนประเทศไปในแนวทางประชาธิปไตยมากขึ้นอย่างน้อยต้อง 1 ใน 3

การเลือก ส.ว.ชุดใหม่ ปี 2567 จึงสำคัญในแง่ของการเป็นสนามการต่อสู้ทางการเมืองต่อเนื่องของขั้วอำนาจเก่า และกลุ่มอำนาจใหม่ จะเป็นสนามทางการเมืองที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองครั้งสำคัญของประเทศ หลังขั้วอำนาจเก่า-ฝ่ายอนุรักษนิยมจารีต ครอบนำทางการเมืองมานานกว่า 1 ทศวรรษ

 

ขณะนี้นายธนาธรเดินเกมสู้ในสนามการเมืองสำคัญอย่างน้อย 2 สนามใหญ่ๆ คือ สนามการเลือกตั้งท้องถิ่น และสนามเลือก ส.ว.

น่าจับตาว่าในสถานการณ์ทางการเมืองที่ฝ่ายผู้ต้องการการเปลี่ยนแปลง หรือกลุ่มขั้วอำนาจใหม่ ถูกกระทำทางการเมืองมาอย่างต่อเนื่อง แม้จะสามารถชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย แต่ก็ไม่สามารถเข้ามามีอำนาจรัฐได้ ต้องพ่ายให้กับกลไกทางการเมืองที่ขั้วอำนาจเก่าวางไว้

ซ้ำยังถูกเล่นงานด้วยนิติสงครามต่อเนื่อง ถูกจัดการผ่านกลไกทางการเมืองกฎหมายมาตลอด ถูกจำกัดรุกคืบไปจนกระทั่งริบคืนพื้นที่การเมือง

เวที ส.ว.ครั้งนี้ เป็นอีกสนามต่อสู้ทางการเมือง ที่จะพิสูจน์ว่า “ประชาชนไม่ยอมจำนน”

จะ “สิ้นหวัง” หรือ “สมหวัง” ไม่นานเดี๋ยวรู้กัน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน
Sleepmaxxing โรคบ้านอน
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (25)
E-DUANG | สถานะ ธรรมนัส พรหมเผ่า สถานะ สุชาดา ซาง แทนทรัพย์
“วัชระพล” เร่งแก้น้ำเน่าคลองระพีพัฒน์ 2 ไม่นิ่งนอนใจปัญหา ปชช.หลังปลาตายจำนวนมาก คาดสถานการณ์ดีขึ้นใน 1-2 วัน
“พิชัย” ชื่นชมความสำเร็จของการประชุม IMF–World Bank 2026 ชี้รัฐบาลต้องสานต่อเพื่อประโยชน์สูงสุด แนะเร่งแก้ 4 ความท้าทายเศรษฐกิจไทย
ไม่ได้เป็นของนายทุน : เอฟซี ซังต์เพาลี สโมสรฟุตบอลของแฟนบอล ผู้ท้าโต้คลื่นทุนนิยม (1)
50 ปี 6 ตุลา (7) เหยี่ยว พิราบ และโดมิโน