bg-single

คิกออฟ ครม.เศรษฐกิจ รัฐบาลเร่งอัดแพ็กเกจกระตุ้น เร่งสินเชื่อ SME-ดันท่องเที่ยว

04.06.2024

ท่ามกลางแรงสั่นสะเทือนต่อเก้าอี้นายกรัฐมนตรี เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมากรับคำร้องของ 40 ส.ว. กรณียื่นถอดถอนจากตำแหน่งปมเสนอชื่อนายพิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรี และมีมติเสียงข้างมากไม่สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่

รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี “เศรษฐา ทวีสิน” ได้เรียกประชุม “ครม.เศรษฐกิจ” นัดแรก เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคมที่ผ่านมา ถกหารือกันถึงการจัดทำ “แพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ” ที่จะมีหลากหลายมาตรการที่ดำเนินการควบคู่ไปกับโครงการ “แจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท”

โดยมีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อตอบรับกับกระแสเสียงที่ห่วงใยต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยที่ต่ำเตี้ย และเพื่อเรียกความมั่นใจให้กลับมาโดยเร็ว

 

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวภายหลังประชุมว่า ตัวเลขเศรษฐกิจที่มีการคาดการณ์ว่าปีนี้จะโตได้ 2.5% ตนเองคงไม่พอใจตัวเลขแค่นี้อย่างแน่นอน และจะทำทุกวิถีทางให้โตได้มากกว่านี้ ขณะเดียวกันเรื่องปัญหาสภาพคล่อง ได้หารือกับนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็มองเห็นปัญหานี้ แต่ก็ต้องใช้เวลา

“ทุกฝ่ายยอมรับว่า จำเป็นต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งงบประมาณเพิ่มเติม 1.22 แสนล้านบาท เพื่อใส่ในโครงการดิจิทัลวอลเล็ต และปีหน้ามีการตั้งไว้อีก 1.6 แสนล้านบาท รวมแล้วเกือบ 3 แสนล้านบาท โดยหลังจากนี้ ธนาคารของรัฐก็จะมีโครงการอีกมากเพื่อให้คนหลุดจากสภาพหนี้ที่ติดอยู่ และภาครัฐจะมีมาตรการเสริมเข้าไปเพื่อให้ประชาชนลืมตาอ้าปากได้”

อีกปัญหาสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตต่ำ คือ กำลังการผลิตหดตัวมาอย่างต่อเนื่อง เพราะกำลังซื้อหดหาย เป็นเรื่องที่กระทรวงการคลัง และ ธปท.อาจจะต้องมาหารือกันอีกรอบถึงกรอบเงินเฟ้อที่เหมาะสม เพื่อนำไปสู่การกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้บริโภคและผู้ผลิตอยู่ได้

“นายกรัฐมนตรีให้นโยบายว่า ให้แต่ละฝ่ายไปสรุปมาตรการและความคิดเห็นต่างๆ ภายใน 2 สัปดาห์ เพื่อให้เกิดการผลักดันเศรษฐกิจไปพร้อมกับระบบการเงินการคลัง ซึ่งผมจะเป็นผู้ประสานงานและทำงานร่วมกันกับ ธปท.”

นายพิชัยกล่าวว่า ที่ประชุมยังได้สั่งการให้กระทรวงการคลังเร่งการเบิกจ่ายงบฯ ลงทุนของรัฐวิสาหกิจ และเม็ดเงินงบประมาณภาครัฐ รวมทั้งยังมีข้อสั่งการในการกระตุ้นเรื่องการท่องเที่ยว ดึงนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางเข้ามาในช่วงโลว์ซีซั่น และกระทรวงการคลังจะมีมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวในเมืองรองด้วย

นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังเตรียมมาตรการค้ำประกันสินเชื่อ Portfolio Guarantee Scheme (PGS11) โดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพื่อสร้างหลักประกันให้ธนาคารในการปล่อยสินเชื่อและอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบโดยด่วน กลไกนี้จะลดความเสี่ยงและเพิ่มหลักประกันให้กับเอสเอ็มอีในการประเมินของธนาคาร ช่วยให้เอสเอ็มอีที่มีหลักประกันไม่พอสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ทันที

“มาตรการค้ำประกันสินเชื่อ PGS11 มีวงเงินโครงการ 50,000 ล้านบาท วงเงินต่อรายไม่เกิน 40 ล้านบาท ระยะเวลาค้ำประกันไม่เกิน 10 ปี โดยให้ความสำคัญในการค้ำประกัน ‘SME รายใหม่’ เป็นลำดับแรก เพื่อกระจายการเข้าถึงสินเชื่อ”

 

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุม ครม.ว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบมาตรการและแนวทางตรวจลงตราเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ เช่น การให้สิทธิยกเว้นการตรวจลงตรา สามารถพำนักในประเทศไทยได้ไม่เกิน 60 วัน และเพิ่มการตรวจลงตราประเภทใหม่ Destination Thailand Visa การปรับปรุงสิทธิสำหรับนักศึกษาต่างชาติที่เข้ามาเรียนในระดับปริญญาตรีขึ้นไป โดยขยายเวลาพำนักในประเทศไทยหลังการศึกษา 1 ปี

รวมทั้งการปรับปรุงหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขการรับการตรวจลงตราประเภทอยู่ชั่วคราวพำนักระยะยาว หรือ Long Stay สำหรับผู้มีอายุมากที่ต้องการใช้ชีวิตบั้นปลายในประเทศไทย

นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เศรษฐกิจของประเทศที่อยู่ในภาวะที่ซบเซาเรื้อรังยาวนาน และตัวเลขฟ้องว่าจีดีพีโตต่ำกว่าศักยภาพ และต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงหนี้สาธารณะเพิ่มมากขึ้น ที่ประชุม ครม.จึงมีข้อสรุปตรงกัน คือ ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างรายได้ใหม่ ด้วยการเร่งเดินหน้านโยบายด้านการท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นเครื่องจักรทางเศรษฐกิจตัวเดียวที่จะให้ผลตอบแทนอย่างรวดเร็ว สามารถแก้ปัญหาระยะสั้นได้

“ณ สิ้นปี 2567 รัฐบาลจะเร่งเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวขึ้นไปไม่ต่ำกว่า 3 ล้านล้านบาท แต่ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ตั้งเป้าว่าจะต้องได้ 3.5 ล้านล้านบาท กระทรวงการต่างประเทศจึงกำหนดมาตรการเชิงรุกอย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะการอำนวยความสะดวกกับนักท่องเที่ยว มาตรการ 3 ระยะ”

 

มาตรการระยะสั้น เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2567 ประกอบด้วย

1. การให้สิทธิยกเว้นการตรวจลงตรา สามารถพำนักในประเทศไทยไม่เกิน 60 วัน เป็นมาตรการฝ่ายเดียวของไทย เพื่อการท่องเที่ยว การติดต่อธุรกิจ และการทำงานระยะสั้น จากเดิมมี 57 ประเทศที่สามารถเดินทางมาโดยวีซ่าฟรี ไม่ต้องขอวีซ่า และพำนักอยู่ได้ 60 วัน เพิ่มจากเดิม 57 ประเทศ อีก 36 ประเทศ รวมเป็น 93 ประเทศ

และที่เคยมีวีซ่าฟรีที่เคยอยู่ได้ 30 วัน เปลี่ยนให้เป็น 60 วัน อาทิ ราชอาณาจักรภูฏาน บัลแกเรีย จอร์เจีย อินเดีย คาซัคสถาน เม็กซิโก ไต้หวัน สาธารณรัฐประชาชนจีน สปป.ลาว มาเก๊า มองโกเลีย รัสเซีย และกัมพูชา เป็นต้น

2. การให้สิทธิ Visa on Arrival (VOA) โดยปรับปรุงรายชื่อประเทศที่ได้รับสิทธิตรวจลงตรา ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมืองใหม่ จำนวน 31 ประเทศ/ดินแดน ได้แก่ อาร์เมเนีย ภูฏาน โบลิเวีย จีน คอสตาริกา ไซปรัส

3. เพิ่มการตรวจลงตราประเภทใหม่ Destination Thailand Visa (DTV) สำหรับคนต่างด้าวที่มีทักษะและทำงานทางไกลผ่านระบบดิจิทัล (Remote Worker หรือ Digital Nomad) ซึ่งประสงค์จะพำนักในประเทศไทยเพื่อทำงานและท่องเที่ยวไปพร้อมกัน ได้แก่ กลุ่มที่มีทักษะสูง (Foreign Talent) และกลุ่มอาชีพอิสระ จากเดิมที่ขอวีซ่าเข้าประเทศ มีอายุวีซ่าครั้งละ 60 วัน พำนักได้ 30 วัน ของใหม่ขยายอายุวีซ่า 5 ปี พำนักได้ยาว 180 วัน และขยายได้อีก 180 วัน

4. ปรับปรุงสิทธิสำหรับนักศึกษาต่างชาติที่เข้ามาเรียนระดับปริญญาตรีขึ้นไป 4 หมื่นคน โดยขยายเวลาพำนักในประเทศไทยหลังสำเร็จการศึกษา 1 ปี เพื่อหางาน เดินทาง ท่องเที่ยว หรือทำกิจกรรมอื่นๆ ในประเทศไทยได้ โดยไม่ต้องเดินทางออกนอกประเทศไทย

 

มาตรการระยะกลาง เริ่มใช้เดือนกันยายน-ธันวาคม 2567 มี 3 มาตรการ

1. จัดกลุ่มและปรับลดรหัสกำกับการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราว จากเดิม 17 รหัส เหลือ 7 รหัส โดยจะเริ่มดำเนินการภายในเดือนกันยายน 2567

2. ปรับปรุงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการรับการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราวพำนักระยะยาว (Long Stay) สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุที่ประสงค์ใช้ชีวิตบั้นปลายในประเทศไทย เช่น ปรับลดเงินประกันสุขภาพสำหรับการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราว จากเดิมจำนวน 3 ล้านบาท แก้ไขเป็นผู้ป่วยใน 4 แสนบาท ผู้ป่วยนอก 4 หมื่นบาท

3. ขยายการเปิด e-Visa เป็น 94 แห่ง

และมาตรการระยะยาว เริ่มใช้เต็มรูปแบบในเดือนมิถุนายน 2568 ซึ่งเป็นการพัฒนาระบบ Electronic Travel Authorization (ETA) สำหรับกลุ่มคนต่างด้าวที่ได้รับสิทธิยกเว้นการตรวจลงตรา เป็นการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการคัดกรองคนต่างด้าว โดยการบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง

นอกจากมาตรการด้านท่องเที่ยวนี้แล้ว หลังจากนี้คงมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทยอยออกมาต่อเนื่อง ในระหว่างที่ยังต้องรอลุ้นผลการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ และพลังอัดฉีดของดิจิทัลวอลเล็ตยังไม่ได้เริ่มต้น



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เส้นทางความรัก มิ้นต์ ชาลิดา – ภูผา เตชะณรงค์
“วัชระพล“เตรียมนำทีมลงพื้นที่เขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ เสาร์นี้ ติดตามสถานการณ์ปลาหมอคางดำ
“พัฒนา” มอบรางวัล อย.ควอลิตี้ อวอร์ด ปี 2569 ผลักดันผลิตภัณฑ์ไทยสู่ “ผลิตภัณฑ์สุขภาพระดับโลก” สร้างความมั่นใจผู้บริโภค
50 ปี 6 ตุลา | มุมมองโดมิโน : สุรชาติ บำรุงสุข
ระแวงสงสัย ฉันหรือเธอที่ใช้ AI
Songs in the Key of Life : กรรมเก่า
ฝันร้ายของวอชิงตัน ในตะวันออกกลาง จากปฏิบัติการอีปิกฟิวรี
9/11 รำลึก 25 ปี ความทรงจำของคนไทย
3 มุมมองสะท้อน ‘ปัญหาปากท้อง’ ‘คนข้างล่าง’ หนัก ‘คนตรงกลาง’ แย่
เจ้าคุณพิพิธ สะเทือนใจอย่างแรง 20 ปีวงการผ้าเหลืองโทรมหนัก ‘พล็อตเดิม เปลี่ยนแค่ตัวละคร’
ภาคต่อ โผทหาร กห.ระอุ ‘บิ๊กหนุ่ย’ ทิ้งทวน จับตา ‘อมฤต-ชวินท์’ ชิงชัย ซีรีส์ 3 จ่อ ทบ. ทร.คลื่นแรง-คลิปฟริเกต ‘กรวิทย์-ธาดาวุธ’ ช้ำ
E-DUANG | ก้าวจาก วิกฤต “โกงสว.” 21 ล้านเสียง ประชามติ