bg-single

TALK & WALK | นิทรรศการ ‘เอกสารล้ำค่าจารึกสยาม’

15.06.2024

TALK & WALK : นิทรรศการ ‘เอกสารล้ำค่าจารึกสยาม’

รายงานพิเศษ | กรกฤษณ์ พรอินทร์

 

7 มิถุนายน 2567 เวลา 13.00-16.00 น. ณ หอดำรงราชานุภาพ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร สำนักพิมพ์มติชน ร่วมกับศูนย์ข้อมูลมติชน (MIC : Matichon Information Center) และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร จัดงาน TALK & WALK : นิทรรศการ “เอกสารล้ำค่าจารึกสยาม” เพื่อเปลี่ยน ‘วิชาการ’ เป็น ‘ความสนุก’ ให้แก่ประชาชนที่สนใจเข้าร่วมการเสวนา

ภายในงานมีกิจกรรมถ่ายทอดความรู้ ได้แก่ BOOKTALK “อำนาจนำพระนั่งเกล้าฯ : การเมืองวัฒนธรรมของชนชั้นนำต้นรัตนโกสินทร์” โดย ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ และ คุณปวีณา หมู่อุบล เจ้าของผลงาน “อำนาจนำพระนั่งเกล้าฯ : การเมืองวัฒนธรรมของชนชั้นนำต้นรัตนโกสินทร์” ดำเนินรายการโดย เอกภัทร์ เชิดธรรมธร

และกิจกรรม WALKTOUR นิทรรศการ “เอกสารล้ำค่าจารึกสยาม” กับ ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ และนายยุทธนาวรากร แสงอร่าม ภัณฑารักษ์ชำนาญการ จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมฟังงานเสวนาและร่วมเดินชมสิ่งจัดแสดงเป็นจำนวนมาก

อำนาจนำพระนั่งเกล้า

เอกภัทร์ เชิดธรรมธร ผู้ดำเนินรายการ เกริ่นนำโดยนำข้อความจากปกหลังของหนังสือ “อำนาจนำพระนั่งเกล้าฯ : การเมืองวัฒนธรรมของชนชั้นนำต้นรัตนโกสินทร์” เพื่ออธิบายขอบเขตการเสวนาคร่าวๆ ในวันนี้ ความว่า

“ความเปลี่ยนแปลงในสมัยต้นรัตนโกสินทร์โดยเฉพาะการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เปิดโอกาสให้ชนชั้นนำสามารถแสวงหาและสั่งสมความมั่งคั่งได้มากขึ้น ปัจจัยดังกล่าวทำให้การเมืองของชนชั้นนำต้นรัตนโกสินทร์โดยเฉพาะในสมัยรัชกาลที่ 3 เต็มไปด้วยการสั่งสมอำนาจและบารมีแข่งขันกัน สภาวะเช่นนี้ทำให้สถานะบนราชบัลลังก์ของรัชกาลที่ 3 สั่นคลอน พระองค์จึงต้องดำเนินพระราชกรณียกิจทางวัฒนธรรมเพื่อเสริมสร้างความชอบธรรมบนราชบัลลังก์

โดยพระราชกรณียกิจทางวัฒนธรรมที่รัชกาลที่ 3 เลือกใช้ ได้แก่ การซ่อมสร้างวัดวาอารามต่างๆ โดยเฉพาะวัดอรุณฯ และวัดโพธิ์ เพื่อแสดงตนว่าเป็นผู้ดำเนินรอยตามรัชกาลที่ 1

อีกทั้งเรื่องราวซึ่งปรากฏอยู่ในจารึก จิตรกรรมฝาผนัง ตำราเรียน และตำราทางศาสนา ยังนำเสนอภาพของรัชกาลที่ 3 ในฐานะผู้มีความสามารถและบุญบารมีสูงส่ง เป็นผู้สนับสนุนพระพุทธศาสนา เป็นผู้นำพาพสกนิกรชาวสยามให้ข้ามพ้นสังสารวัฏ”

ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ กล่าวว่า การเมืองในความหมายอย่างกว้างอยู่คู่สังคมไทยมาช้านาน ในสมัยรัชกาลที่ 1 ต่อเนื่องรัชกาลที่ 2 มีการชิงไหวชิงพริบระหว่างกลุ่มคนที่มีอำนาจมากน้อยเหลื่อมล้ำ เราพบว่าเมื่อรัชกาลที่ 2 เสวยราชสมบัติหลังรัชกาลที่ 1 สวรรคต ใช้คำว่าปราบดาภิเษก ไม่ใช่บรมราชาภิเษก กรณีกบฏเจ้าฟ้าเหม็น รัชกาลที่ 3 ในเวลานั้นทรงมีบทบาทสำคัญในการชำระคดี ก็เป็นความสั่นคลอนทางการเมืองระยะหนึ่งที่เห็นได้ชัด แต่ยังมีการเมืองอีกมากมายที่เราเห็นไม่ชัด แต่อยู่ระหว่างบรรทัดของเอกสารประวัติศาสตร์ หรือพงศาวดารกระซิบ

รัชกาลที่ 3 ขึ้นครองราชย์ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม เมื่อ 200 ปีมาแล้ว ในทางตำรา ทรงเป็นโอรสพระเจ้าแผ่นดินก็จริง แต่เป็น “พระองค์เจ้า” คือไม่ได้ทรงเป็นเจ้าฟ้า สิทธิธรรมในการเป็นพระเจ้าแผ่นดินไม่ได้ชนะเจ้าฟ้ามงกุฎ (รัชกาลที่ 4)

แต่ในเวลานั้น กฎมณเทียรบาล การสืบสันตติวงศ์ที่เขียนเป็นตัวหนังสือไม่เคยมี การสืบราชสมบัติสมัยอยุธยาก็ไม่ชัดเจน การเป็นพระองค์เจ้าหรือเจ้าฟ้า อาจไม่สำคัญเท่าในระหว่างนั้นใครเป็น “ผู้มีอำนาจตัวจริง” สิ่งนี้เป็นเงื่อนไขสำคัญ

แต่ตลอด 27 ปีที่ครองราชย์ ทรงวางพระองค์อย่างเหมาะสมและไม่วางแผนสืบทอดอำนาจ เพราะพระองค์ท่านห่วงความเป็นไปของบ้านเมืองมากกว่าการสงวนอำนาจเฉพาะกลุ่มก้อนพวกพ้องตน

27 ปีเป็นเวลานาน ในเวลานั้น โลกที่สยามเคยรับรู้กำลังเปลี่ยนแปลงไป ศัตรูจากที่เคยเป็นพม่าจากยุคกรุงศรีอยุธยากลายมาเป็นชาติตะวันตกที่มาพร้อมการค้าและปืนใหญ่ และทรงเล็งเห็นว่านี่คือสิ่งที่กำลังท้าทายสยามจากโลกที่กำลังเปลี่ยนไปและอยู่บนความไม่แน่นอน

ดั่งข้อความว่า “การงานสิ่งใดของเขาที่ดี ควรจะเรียนร่ำเอาไว้ก็เอาอย่างเขา แต่อย่าให้นับถือเลื่อมใสไปทีเดียว”

หนังสือเล่มนี้บอกว่ารัชกาลที่ 3 ทรงบริหารอำนาจอย่างไร รวมถึงการวางพระองค์ของรัชกาลที่ 4 ในการเสด็จผนวชและทรงตั้งธรรมยุติกนิกายที่หลายคนมองว่าเป็นเรื่องการเมือง

ปวีณา หมู่อุบล เจ้าของผลงาน “อำนาจนำพระนั่งเกล้าฯ : การเมืองวัฒนธรรมของชนชั้นนำต้นรัตนโกสินทร์”

เอนกชนนิกรสโมสรสมมติ

คุณปวีณา หมู่อุบล เจ้าของผลงาน “อำนาจนำพระนั่งเกล้าฯ : การเมืองวัฒนธรรมของชนชั้นนำต้นรัตนโกสินทร์” หนึ่งในวิทยากรครั้งนี้กล่าวว่า รัชกาลที่ 3 เป็นหม่อมเจ้า เป็นโอรสของรัชกาลที่ 2 ที่เกิดแก่เจ้าจอมมารดาเรียม สามัญชนที่มาจากเมืองนนทบุรี

รัชกาลที่ 3 เป็นผู้เฉลียวฉลาด เติบโตมาในราชสำนักช่วงรัชกาลที่ 1 ซึ่งเป็นยุคที่เศรษฐกิจเจริญรุ่งเรืองทั้งกับจีนและตะวันตก ทั้งการค้าทางน้ำและทางบก

พระองค์รับราชการควบคู่กับการเป็นพ่อค้า การพบเจอพ่อค้าต่างชาติทำให้หูตากว้างไกล การทำงานในกรมพระคลังสินค้าทำให้พระองค์ท่านมีพรรคพวกมาก

เมื่อขึ้นครองราชย์ พระองค์ท่านได้รับการทูลเชิญ ที่เรียกกันว่า เอนกชนนิกรสโมสรสมมติ คือมวลชนพร้อมใจยอมรับให้เป็นกษัตริย์ แม้ชาติกำเนิดจะเป็นรองรัชกาลที่ 4 แต่ด้วยวัยวุฒิ คุณวุฒิ กลับพร้อมกว่า

สังคมสมัยนั้น บทบาทของกษัตริย์ต่างจากสมัยนี้ เพราะแม้จะทรงเป็นเพชรยอดมงกุฎของประเทศ แต่ก็มีกลุ่มก้อนอำนาจแนวระนาบมากมายอยู่รายล้อม ที่ทั้งสนับสนุบและจับจ้องคอยมองอยู่

การบริหารอำนาจจึงสำคัญ จึงทรงรักษาสมดุลทางอำนาจตลอดการครองราชย์ผ่านการขยายอำนาจนำ

 

บริวารว่านเครือ

ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ เสริมว่า ไม่มีใครเป็นใหญ่ได้โดยไม่มีสมัครพรรคพวก พรรคพวกของรัชกาลที่ 3 จำนวนหนึ่งคือ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ ขุนนางคู่พระทัย เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ผู้เป็นขุนพลแก้ว เจ้าพระยานิกรบดินทร์ (โต กัลยาณมิตร) ผู้เป็นกำลังสำคัญด้านการค้า และพระยาราชมนตรี (ภู่ ภมรมนตรี) เสนาบดีกรมพระคลังมหาสมบัติ และอีกหนึ่งที่สำคัญคือเจ้าจอมมารดาเรียม ผู้เป็นมารดา

ในสมัยที่รัชกาลที่ 3 ยังไม่ขึ้นครองราชย์และว่าราชการอยู่นั้น ทรงอาศัยอยู่ที่วังท่าพระ เจ้าจอมมารดาเรียมทูลขอรัชกาลที่ 2 ว่าตนจะมาอยู่กับรัชกาลที่ 3 ที่วังแห่งนี้และทรงเป็น “สตรีผู้เป็นอันดับหนึ่งแห่งวัง” เพราะรัชกาลที่ 3 ไม่ทรงแต่งตั้งสนมนางใดเป็นใหญ่ ยกให้มารดาตนครองวัง ดูแลกิจการ “หลังบ้าน” ตั้งโรงทานแจกจ่ายอาหารแก่ข้าราชการและประชาชนอยู่เสมอ จนมีสมัครพรรคพวกเป็นอันมาก

ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ กล่าวว่า การที่รัชกาลที่ 3 เป็นกษัตริย์ก่อนรัชกาลที่ 4 เป็นคุณแก่ประเทศมาก เพราะทำให้รัชกาลที่ 4 มีเวลาศึกษาภาษาอังกฤษ โหราศาสตร์ ดาราศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ เพื่อเตรียมพร้อมในการเป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์ถัดไป

โดยระหว่างนั้น รัชกาลที่ 3 จึงจำเป็นต้องเลือกว่าทรงต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่แผ่นดินและรักษาอำนาจอย่างสมดุลที่สุด

บริบทสังคมสมัยรัชกาลที่ 3 และความเป็นธรรมราชา

คุณปวีณา หมู่อุบล เล่าว่า บริบทสังคมทั่วไปในช่วงนั้น ไม่ได้ไกลจากเหตุการณ์เสียกรุงศรีมากนัก บางคนยังคงหนีไปอยู่ในป่าเพราะกลัวภัยสงคราม รัชกาลที่ 3 ทรงรู้ว่าประชาชนเป็นอย่างไร จึงสถาปนาองค์ความรู้เกี่ยวกับโลกเผยแพร่ความรู้แก่ประชาชนผ่านวัด ตามองค์ความรู้ที่โลกเป็นจริง คือมีดินแดน ทะเล พ่อค้าต่างชาติ ไม่ใช่โลกแบบไตรภูมิที่ผู้คนสยามรับรู้มาช้านาน ทั้งแบบเรียนคณิตศาสตร์เบื้องต้นผ่านประถม ก.กา, ประถมมาลา ตามวัด และการอุปถัมภ์พระสงฆ์เพื่อนำความรู้สู่ประชาชนเพื่อให้เท่าทันความเป็นไปของโลก

การสร้างวัดในรัชสมัยของท่านเป็นไปเพื่อสร้างสิ่งต่างๆ ขึ้นใหม่เพื่อชุบชูจิตใจประชาชนที่บาดเจ็บจากภัยสงครามมาก่อนให้รู้สึกว่า “บ้านเมืองยังดี” ผ่านการมีวัดที่ร่มเย็นให้ประชาชนได้เข้าถึง เป็นการปฏิบัติแบบ “ธรรมมิกราชาธิราชย์” คือทรงนำธรรมมาสู่ประชาชน

“ประชาชนรู้ว่าใครเป็นผู้มีอำนาจ แต่ไม่เห็นและไม่สามารถจับต้องกับอำนาจได้ว่ารูปแบบไหน การที่สร้างวัด ทำให้เกิดความรับรู้ที่ลึกซึ้งมากขึ้น ทำให้รู้ว่าไม่ได้สงวนอำนาจไว้แต่พวกเขา แต่มีการเผยแผ่มาให้เราด้วย และสิ่งที่ให้มานั้นมีประโยชน์กับชีวิตจริงในโลกนี้ แม้บริบทจะเปลี่ยนแต่คติไตรภูมิยังอยู่ คนยังคาดหวังชีวิตที่ดีในโลกหน้า แต่วัดตอบโจทย์ 2 โจทย์คือ ความรู้ที่ใช้ในชีวิตนี้ และเนื้อนาบุญในภายภาคหน้าด้วย สิ่งที่รัชกาลที่ 3 ทรงปฏิบัติเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการ”

ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ เล่าว่าวัดที่รัชกาลที่ 3 สร้าง ท่านให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ ไม่จำกัดเฉพาะขุนนาง ทำให้ประชาชนรู้สึกเข้าถึงพระองค์ท่าน ทรงลดบทบาท “จักรพรรดิราช” สู่การเป็น “ธรรมราชา” ผู้ส่งเสริมผู้คนให้อยู่ในศีลธรรม ช่วยให้พระองค์ท่านเป็นส่วนหนึ่งของประชาชน เพราะการสร้างวัดคือการสร้างคะแนนนิยมต่อประชาชนอย่างหนึ่ง ทำให้เกิดความรับรู้แก่ประชาชนถึงการมีอยู่ของพระองค์และเหล่าวงวารว่านเครือ และความรู้ที่พระองค์มอบให้ผ่านวัด ก็ตอบโจทย์ทั้งทางใช้ชีวิตทางโลกผ่านความรู้ชุดใหม่ๆ และชีวิตทางธรรม ที่ผ่านธรรมะและการทำบุญแบบเดิม

ความรู้ที่รัชกาลที่ 3 สถาปนาขึ้นมาสร้างมาตรฐานแก่สังคม โดยมีกรมพระปรมานุชิตชิโนรส เป็นหัวหอกด้านการเผยแผ่ธรรมะ และมีพระยาบำเรอราชดูแลด้านการแพทย์ เพราะในช่วงนั้นโลกเปิดออก ความเป็นเหตุเป็นผลจากวิทยาการตะวันตกแผ่เข้ามา ผู้คนต้องการเหตุผลในการอธิบายสิ่งต่างๆ การให้ความรู้เหล่านี้ของรัชกาลที่ 3 ทำให้ประชาชนพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงสู่อนาคตที่จะมาถึงเพื่อเป็นพื้นฐานสำคัญก่อนการผลัดแผ่นดินสู่สมัยรัชกาลที่ 4 ในช่วงเวลาต่อมา

จากนั้น เวลาประมาณ 14.30 น. เข้าสู่ช่วงกิจกรรม WALKTOUR นิทรรศการ ‘เอกสารล้ำค่าจารึกสยาม’ กับศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ และนายยุทธนาวรากร แสงอร่าม ภัณฑารักษ์ชำนาญการ จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมฟังงานเสวนาและร่วมเดินชมสิ่งจัดแสดงเป็นจำนวนมาก •

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน