5 แสนล้านซื้อสันติภาพไม่ได้! 22 ปีไฟใต้ ไม่เคยดับ ทุ่มหมดหน้าตัก แต่รัฐบาลยังไร้คำตอบ
ในประเทศ
นับตั้งแต่เหตุการณ์ปล้นปืนค่ายปิเหล็ง เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ระลอกใหม่ มาจนถึงวันนี้ก็นับเป็นเวลากว่า 22 ปีแล้วที่เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ก็ยังไม่คลี่คลายแถมยังรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
สิ่งที่เกิดขึ้นล่าสุดเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2569 ไม่ใช่เพียงเหตุระเบิดหรือการลอบวางเพลิงรายจุด แต่เป็นการก่อเหตุในลักษณะกระจายตัวพร้อมกันหลายพื้นที่ ทั้งการเผายางรถยนต์ เผาสถานที่ราชการ ทำลายกล้องวงจรปิด เสาสัญญาณโทรศัพท์ และวางระเบิด โดยข้อมูลจากศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 4 ส่วนหน้า (ศปป.4 สน.) รายงานเบื้องต้นว่ามี 51 เหตุการณ์เกิดขึ้นพร้อมกันในพื้นที่ยะลา นราธิวาส และปัตตานี
ตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา รัฐทุ่มทั้งงบประมาณ กำลังพล หน่วยงานด้านความมั่นคง กฎหมายพิเศษ และกระบวนการพูดคุยสันติภาพลงไปในพื้นที่จำนวนมหาศาล แล้วเหตุใดปัญหาจึงยังไม่สามารถยุติลงได้ เพราะนี่ไม่ใช่ปัญหาที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน แต่เป็นปัญหาที่รัฐบาลหลายต่อหลายชุดพยายามแก้ไข 20 กว่าปีผ่านไปคำถามจึงไม่ควรหยุดอยู่แค่ ‘ใครเป็นคนก่อเหตุ’
แต่ต้องถามต่อว่า ‘ทำไมรัฐยังไม่สามารถทำให้วงจรความรุนแรงยุติลงได้?’
ตัวเลขหนึ่งที่สะท้อนได้ดีที่สุดคือ ‘งบประมาณ’ ที่ใช้ไปตลอดช่วงปี 2547-2568 ก็จะพบว่ารัฐบาลใช้จ่ายงบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ไปแล้วกว่า 510,365 ล้านบาท
ขณะเดียวกันตัวเลขความรุนแรงกลับมีมากกว่า 10,000 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 6,000 ราย และบาดเจ็บกว่า 13,000 ราย
หรือจะให้พูดอีกอย่างก็คือเงินจำนวนมหาศาลนี้ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขในเอกสารงบประมาณ แต่หมายถึงถนน โรงเรียน โครงการพัฒนาอาชีพ การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ งบประมาณด้านความมั่นคง การจัดกำลังเจ้าหน้าที่ การข่าว การรักษาความปลอดภัย ตลอดจนโครงการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอีกจำนวนมาก
ลองคิดดูเล่นๆ ว่า หากงบมหาศาลขนาดนี้ถูกนำไปใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียว ป่านนี้ถนนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้คงจะปูด้วยทองคำไปแล้ว
แต่ในความเป็นจริงเม็ดเงินเหล่านี้กลับสูญสลายไปกับกองไฟที่ไม่มีวันดับ
แต่ในเมื่อเงินถูกทุ่มลงไปอย่างต่อเนื่องกว่า 20 ปี คำถามสำคัญจึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงว่า ‘รัฐบาลใช้งบประมาณไปเท่าไร’
หากต้องถามต่อว่า ‘งบประมาณทั้งหมดนั้นสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นมาบ้าง’ สิ่งที่น่ากังวลจึงไม่ใช่เพียงเรื่องเงินมากหรือน้อยเพียงอย่างเดียว แต่คือเงินจำนวนมหาศาลที่ถูกใช้ไปนั้นถูกขับเคลื่อนด้วยยุทธศาสตร์เดียวกันหรือไม่
ซึ่งนี่อาจเป็นหนึ่งในจุดอ่อนสำคัญของการแก้ปัญหาไฟใต้ตลอดช่วงที่ผ่านมา เพราะหากมองจากกลไกของรัฐ จะพบว่าประเทศไทยไม่ได้ขาดหน่วยงานที่รับผิดชอบปัญหานี้
ตรงกันข้าม เรามีทั้งฝ่ายทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ศอ.บต. กอ.รมน. หน่วยงานข่าวกรอง คณะกรรมการผู้แทนพิเศษของรัฐบาล ตลอดจนกลไกด้านการพูดคุยสันติสุข
แต่สิ่งที่ยังเป็นคำถามคือ ‘ใครกำลังถือพวงมาลัย และกำลังพาพื้นที่ไปทางไหน’ โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลเปลี่ยนชุด นโยบายเปลี่ยน คนรับผิดชอบเปลี่ยน วิธีคิดก็เปลี่ยนตาม ขณะที่ปัญหาในพื้นที่ยังคงเป็นปัญหาเดิม
ปัญหาภาคใต้ที่มีแต่คำถาม คำถาม คำถาม ที่ไม่มีคำตอบนี้ ส่วนหนึ่งก็ต้องชี้ไปที่การทำงานของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ยังขาด ‘แผนยุทธศาสตร์ที่จับต้องได้’ มีนโยบายอะไ มีเป้าหมายอะไร วัดความสำเร็จอย่างไร และจะพาพื้นที่ไปถึงจุดไหนในอีก 3 ปี 5 ปี หรือ 10 ปีข้างหน้า ซึ่งไม่มีใครรู้
ถ้าคำตอบเหล่านี้ยังไม่ชัด การแก้ปัญหาก็เสี่ยงที่จะวนอยู่กับการ ‘แก้เหตุเฉพาะหน้า’ มากกว่าการสร้างทางออกระยะยาว
หรือทำได้แค่โชว์จัด ครม.สัญจรอย่างที่จังหวัดสงขลาแบบที่เราเห็นๆ กันอยู่
อีกปัญหาหนึ่งที่ถูกพูดถึงมาโดยตลอดคือเรื่อง ‘การบูรณาการของกลไกในพื้นที่’ ในอดีตรัฐบาลเคยให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายพลเรือน ตำรวจ และทหาร ผ่านกลไกอย่าง ‘พตท.43’ หรือกองบัญชาการผสมพลเรือน ตำรวจ ทหารที่ 43 ขณะที่ ศอ.บต.ก็มีบทบาทสำคัญในการประสานงานด้านพลเรือน การเมือง สังคม และการพัฒนา เพื่อให้การทำงานในพื้นที่ไม่ได้มองผ่านเลนส์ความมั่นคงเพียงอย่างเดียว
แต่เมื่อบริบทของปัญหาเปลี่ยน โครงสร้างการทำงานของรัฐก็เปลี่ยนตาม และสิ่งที่ต้องถามในวันนี้คือเรายังมีการทำงานแบบ ‘พลเรือน-ตำรวจ-ทหาร’ ที่เป็นเนื้อเดียวกันจริงหรือไม่
เพราะแน่นอนว่าทหารมีบทบาทสำคัญในภารกิจความมั่นคง แต่คนที่อยู่กับประชาชนในชีวิตประจำวันคือฝ่ายปกครอง ตำรวจ ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน และเครือข่ายภาคประชาชน
คนกลุ่มนี้คือผู้ที่รู้ว่าในหมู่บ้านเกิดอะไรขึ้น ใครกำลังมีปัญหา ใครกำลังไม่พอใจ และความเคลื่อนไหวอะไรที่อาจกลายเป็นสัญญาณของเหตุความรุนแรง ไม่ใช่แค่บอกว่ารู้ความเคลื่อนไหวมา 2 เดือนแล้ว แต่พอถึงเวลาจริงๆ กลับทำอะไรไม่ได้
ดังนั้น หากกลไกเหล่านี้ถูกแยกออกจากกัน หรือปล่อยให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกลายเป็นผู้รับผิดชอบหลัก ขณะที่อีกฝ่ายถูกลดบทบาทลง สิ่งที่หายไปอาจไม่ใช่แค่ประสิทธิภาพในการทำงาน แต่คือข้อมูลระดับพื้นที่และความไว้วางใจจากประชาชน เพราะสุดท้ายแล้วรัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงอาจมีกำลังมากขึ้น แต่กำลังที่มากขึ้นไม่ได้แปลว่ารัฐจะมีข้อมูลมากขึ้น และการมีเจ้าหน้าที่เพิ่มขึ้น ก็ไม่ได้แปลว่าจะมีความไว้วางใจจากประชาชนเพิ่มขึ้น
นี่คือความแตกต่างระหว่างการ ‘ควบคุมพื้นที่’ กับการ ‘เข้าใจพื้นที่’
ที่น่าสนใจคือผลสำรวจล่าสุดของ ‘นิด้าโพล’ ก็สะท้อนความรู้สึกบางอย่างของคนในพื้นที่ โดยมีการสำรวจกลุ่มตัวอย่างในจังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส 1,100 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 25-27 สิงหาคม 2569 พบว่า มุมมองต่อเหตุการณ์ความไม่สงบล่าสุด ร้อยละ 35.73 มองว่าเกี่ยวข้องกับ ‘งบประมาณในพื้นที่’ ขณะที่ร้อยละ 30.36 มองว่าเกี่ยวข้องกับ ‘กลุ่มทุนเทา’ ที่ไม่พอใจการปราบปรามอย่างเข้มงวดของภาครัฐ นอกจากนี้ ยังมีร้อยละ 29.64 ที่มองว่าเกี่ยวข้องกับการเมืองส่วนท้องถิ่น และร้อยละ 27.64 มองว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ก่อนการพูดคุยสันติสุขจะเริ่มต้นขึ้น
สิ่งที่ตัวเลขกำลังบอกเราคือวิธีที่คนในพื้นที่มองปัญหาไฟใต้ไม่ได้มีเพียงมิติความมั่นคง แต่ยังมีเรื่องของผลประโยชน์ อำนาจ การเมือง และการจัดสรรทรัพยากรของรัฐเข้ามาอยู่ในสมการด้วย
ทั้งหมดนี้ทำให้กลับมาสู่คำถามเดิมว่า หลังจาก 22 ปี รัฐยังขาดอะไรอีก งบประมาณหรือ? ไม่น่าจะใช่ เพราะใช้ไปแล้วกว่า 510,365 ล้านบาท
กำลังคนหรือ? ก็ไม่น่าจะใช่ เพราะพื้นที่แห่งนี้มีกองกำลังและหน่วยงานความมั่นคงจำนวนมาก
กฎหมายหรือ? ยิ่งไม่ใช่ เพราะรัฐใช้ทั้งกฎอัยการศึก พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มาอย่างยาวนาน
ดังนั้น สิ่งที่ขาดอาจไม่ใช่เครื่องมือ แต่อาจเป็นยุทธศาสตร์ที่ทำให้เครื่องมือทั้งหมดทำงานไปในทิศทางเดียวกัน
เพราะหากยังไม่มีคำตอบเหล่านี้ ต่อให้ ครม.สัญจรลงพื้นที่อีกกี่ครั้ง ต่อให้มีโครงการพัฒนาใหม่อีกกี่ร้อยโครงการ และต่อให้จัดสรรงบประมาณเพิ่มอีกกี่หมื่นล้าน ปัญหาก็อาจวนกลับมาที่เดิม เกิดเหตุ เพิ่มกำลัง เพิ่มงบประมาณ ออกมาตรการ สถานการณ์สงบลง แล้วก็เกิดเหตุใหม่
วงจรนี้เกิดขึ้นมาแล้วกว่า 22 ปี สิ่งที่ประเทศไทยต้องตัดสินใจในวันนี้จึงไม่ใช่ว่าจะ ‘ทุ่ม’ เพิ่มอีกเท่าไร แต่คือจะกล้า ‘เปลี่ยนวิธีแก้’ หรือไม่
เพราะถ้ารัฐยังวัดความสำเร็จจากจำนวนงบประมาณที่เบิกจ่าย จำนวนโครงการที่เสร็จ หรือจำนวนกำลังพลที่ลงพื้นที่ ขณะที่ความไว้ใจของประชาชนและรากของความขัดแย้งยังไม่ได้ถูกแก้
ปัญหาไฟใต้ก็ยังคงเป็นเพียงปัญหาที่รัฐอ้างว่าสามารถ ‘ควบคุม’ ได้
แต่ไม่เคยสามารถ ‘ยุติ’ ได้เสียที
