bg-single

ไปดูการคัดเลือก ส.ว.อย่างพิสดาร ครั้งแรกในโลก

17.06.2024

เช้าวันที่ 9 มิถุนายนนี้ผมไปสังเกตการณ์การคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 (มาตรา 7) ซึ่งได้รับการโจษจันถึงอย่างมากหน้าหลายตาจากแทบทุกวงการ

เพราะกติกาและระเบียบกฎเกณฑ์ในการคัดเลือกถูกออกแบบมาให้เป็นการเลือกตั้งอย่างจำกัดและไม่เสรีไม่เปิดกว้าง

จนในที่สุดคำว่า “เลือกตั้ง” หดหายไปในการรายงานและการพูดถึงการได้มาซึ่ง ส.ว.ชุดใหม่ครั้งนี้ แทนที่ด้วยคำว่า “คัดเลือก” แทน

ดังนั้น คำเดียวที่ยังสื่อความหมายของกิจกรรมการเมืองครั้งนี้คือการเลือก

ปัญหาคือจะเลือกกันอย่างไรและด้วยกรรมวิธีที่ซับซ้อนซ้อนเงื่อนอย่างไรก็เป็นเรื่องที่คนจ้องมองดูต่อไป

ความจริงผมตั้งใจแต่แรกแล้วหลังจากทราบข่าวว่าจะมีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ใหม่ แล้วตัดสินใจลงสมัครด้วยเพราะคิดว่ากระบวนการใหม่นี้ซับซ้อนและมีความอัศจรรย์อยู่มาก ควรที่จะเรียกร้องเชื้อเชิญให้ประชาชนผู้สนใจทั่วไปเข้ามาร่วมการสรรหานี้

ยิ่งระเบียบอันแรกเลยคือต้องเสียค่าสมัคร 2,500 บาทก่อนไม่ว่าจะตั้งใจเป็นผู้สมัครหรือเพียงแค่ไปลงคะแนนเสียงให้ผู้ที่เหมาะสมอื่นๆ ก็ตาม เท่านี้ก็คาดเดาได้ว่าจำนวนผู้ยินดีจะเข้าร่วมกระบวนการคัดเลือกนี้ต้องน้อยแน่ๆ และคณะบุคคลหรือกลุ่มที่ไม่เป็นทางการก็จะยกโขยงกันเข้ามาได้อย่างถูกตามระเบียบ

ความตั้งใจเดิมก็มีแค่นี้ ไม่ได้คิดถึงการได้ตำแหน่ง ส.ว.ว่าจะไปทำหน้าที่อันทรงเกียรติอื่นใดเท่าไรนัก

แต่ดวงและโชคของผมยังโคจรไม่ถึงจุดนั้น ผมถูกตัดเสียสิทธิในการลงรับสมัครเลือกตั้งอะไรทั้งหลายเพราะปีที่แล้วไม่ได้ไปใช้สิทธิในการเลือกตั้งซ่อมสมาชิกเทศบาลในเขตตำบลที่อาศัย

ซึ่งจนบัดนี้ผมก็ยังจำไม่ได้ว่าเคยมีการเลือกตั้งซ่อมในเขตนั้น

 

วันที่ 9 มิถุนายน ผมจึงมาที่ว่าการอำเภอบางกรวยในฐานะของผู้สังเกตการณ์และสนับสนุนผู้สมัครที่พอรู้จักบ้าง

บรรยากาศไม่คึกคักและไม่แสดงถึงความสนใจและความสำคัญของการคัดเลือก ส.ว.นี้แต่ประการใด

ดังที่ทราบกันดีว่าจำนวนผู้รับสมัครทั้งประเทศมีเพียง 4 หมื่นกว่าคน ทั้งๆ ที่แต่แรกตอนเราเริ่มเคลื่อนไหวรณรงค์ให้ประชาชนมาเข้าร่วมในการคัดเลือกนี้ ยังคิดว่าน่าจะดึงคนออกมาร่วมได้เป็นแสน

แต่อย่างที่ทราบ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตั้งแต่วาระแรกที่ประชาชนออกมาเคลื่อนไหวรณรงค์ให้คนออกมา แทนที่จะได้รับการสนับสนุนจาก กกต. กลับตรงกันข้าม กกต.กลับประกาศออกระเบียบกฎเกณฑ์มากมายที่ทำให้การรณรงค์ต่างๆ อาจเป็นการละเมิดกฎหมายการเลือกตั้ง มีโทษถึงจำคุกและตัดสิทธิอีก

ทำให้ผู้คนเกิดความกังวลและไม่แน่ใจว่าการปฏิบัติการต่างๆ จะผิดกฎหมายหรือไม่

ผลคือเป็นการห้ามไม่ให้คนออกมาเคลื่อนไหวรณรงค์การเลือก ส.ว.ไป สมประสงค์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญมาตรานี้ ที่ไม่ต้องการให้มีการเลือกตั้ง ส.ว.อย่างเป็นประชาธิปไตย

 

ผมเดินดูสภาพรอบๆ ห้องประชุมของที่ว่าการอำเภอบางกรวย คนที่มากสุดในบริเวณนั้นคือเจ้าหน้าที่และพนักงานของอำเภอและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น อาสารักษาดินแดน กกต.จังหวัดประกาศแต่งตั้งผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งนี้รวม 60 คน

ส่วนมากทำหน้าที่รับลงทะเบียนผู้รับสมัคร ส.ว. เรียงไปตามกลุ่มอาชีพ 20 กลุ่ม

อีกกลุ่มทำรายงานผลการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.จังหวัดว่าเรียบร้อยถูกต้องตามกฎระเบียบหรือไม่ ประชาชนผู้สังเกตการณ์มีไม่เกิน 5 คน ทราบว่ามีสื่อมวลชน 1 คนแต่มาไม่ได้เพราะติดโควิดวันนี้

ทาง กกต.จัดวางจอทีวีวงจรปิดไว้หนึ่งเครื่องหน้าห้องประชุม พอมองเห็นภาพการทำหน้าที่ภายในห้องประชุมได้

แต่เสียดายที่ไม่มีเสียง มีแต่ภาพ จึงไม่ทราบว่าการดำเนินการไปถึงขั้นตอนไหน มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

แต่ก็คงไม่ทำให้ กกต.จังหวัดเสียคะแนนอะไร เพราะคนดูมีแต่พนักงานผู้สังเกตการณ์ที่ กกต.แต่งตั้งเท่านั้น กับผมและสุภาพสตรีอีกคนที่มาให้กำลังใจบุตรสาวในการสมัคร

ผมเงี่ยหูฟังว่ามีอะไรผิดสังเกตเกิดขึ้นบ้างไหม ทุกอย่างดำเนินไปตามกรอบที่วางไว้ ผู้รับสมัครมาถึงก็ลงทะเบียนรับป้ายชื่อคล้องคอ เห็นมีน้ำขวดและกล่องอาหารวางไว้ แต่ไม่ทราบว่าให้ใครบ้าง

จนใกล้เวลา 9 นาฬิกาตรง เสียงของประธานการจัดการเลือกก็ดังออกมาจากห้องประชุมว่าอีก 3 นาทีจะถึงเวลา มีคนบอกเข้าไปว่าเวลามันถึงแล้ว ประธานตอบว่าให้ถือนาฬิกาในห้องเป็นเกณฑ์ ไม่เอาเครื่องข้างนอก

หลังจากถึงเวลา เจ้าหน้าที่ข้างนอกก็ประกาศปิดการลงทะเบียน เริ่มยกเก้าอี้และป้ายกลุ่มออก

ทันใดก็มีสุภาพบุรุษในชุดเสื้อสีเข้มทะมัดทะแมงเดินรี่ขึ้นมาถึงหน้าประตูห้องประชุมที่ปิดแล้ว พร้อมกับบอกเจ้าหน้าที่หน้าห้องว่า ผมโทร.มาก่อนแล้วว่าจะมาไม่ทันเพราะต้องไปส่งลูกสาวไม่สบายที่โรงพยาบาล

เจ้าหน้าที่ก็ไม่ยอมให้เข้า เขาบอกขอพูดกับประธานการเลือกตั้งหน่อย รอจนประธานออกมาเขาก็อธิบายเหตุผลที่มาไม่ทันเวลา

ประธานตอบอย่างไม่ต้องคิดว่าขออนุญาตไม่ให้เข้า เพราะผิดระเบียบ ถ้ามีคนร้องเรียนประธานจะมีความผิด

สรุปคือไม่ให้ชายหนุ่มซึ่งดูมั่นใจในการคัดเลือกนี้มากเข้าไปได้ ต้องหันหลังกลับเดินออกจากห้องประชุมไปอย่างน่าเสียดาย

ผมก็เสียดายแทนเขาด้วย

 

เกือบชั่วโมงผ่านไป ในที่สุดก็เห็นมีบางคนเดินออกมา หน้าตาบอกว่าคงไม่ผ่านรอบแรก มีคะแนนเท่ากันหลายคนจึงต้องจับสลากว่าใครจะได้

กล่าวโดยรวมแล้วบรรยากาศและเนื้อหาของการคัดเลือก ส.ว.ครั้งนี้ไม่คึกคักและบอกให้เห็นถึงคุณค่าทางการเมืองของมันแต่ประการใด

ทุกคนคงเคยผ่านการเลือกหัวหน้าห้องเรียนชั้นประถมกันมาแล้ว วันนั้นครูประจำชั้นบอกให้นักเรียนเขียนชื่อคนที่อยากให้เป็นหัวหน้าขึ้นมาแล้วส่งให้ครู ส่วนใหญ่คนที่ครูบอกชื่อมักได้รับการเสนอและชนะคะแนน ทำให้ผมคิดถึงความเป็นมาของการเลือก (ตั้ง) ว่าทำไมต้องมีการเลือก มันเกิดมาอย่างไรในประวัติศาสตร์ไทย

ถ้าหากันจริงๆ ก็ต้องกลับไปเริ่มในพระไตรปิฎกบทว่าด้วยอัคคัญญสูตรที่เล่าเรื่องกำเนิดโลกและมนุษย์ ทุกคนเห็นว่าถึงเวลาที่ต้องหาหัวหน้ามาปกครองและลงโทษคนทำผิดเพื่อรักษาระเบียบสังคมไว้ต่อไป

หัวหน้าผู้มาปกครองคนในชุมชนนั้นคือกษัตริย์ ซึ่งได้รับเลือกจากราษฎรขึ้นมา แต่แรกเรียกว่าพระมหาสมมติและราชา (คือเป็นที่รักของปวงชน) เพื่อบังคับบัญชาระงับการวิวาทระหว่างราษฎร

หลักเกณฑ์ในการคัดเลือกผู้ที่จะมาเป็นหัวหน้าผู้ปกครองคือ ต้องเป็นผู้ปกครองที่ดูดี งดงาม น่าเชื่อถือและน่าเกรงขาม อีกทั้งยังจะต้องเป็นเจ้าของที่ดิน มีความมั่งคั่งเเละเป็นที่รักของชุมชน

ว่าไปแล้วคติการเลือกของราษฎรไม่มีบทบาทอะไรในความคิดการเมืองไทยสยาม

จนกระทั่งเมื่ออิทธิพลความคิดและการปฏิบัติแบบตะวันตกมาถึง เราจึงเริ่มรับแนวคิดและวิธีการปฏิบัติมาทดลองใช้ในพระราชอาณาจักร

 

ความจริงแล้วการจัดการปกครองท้องที่ได้เริ่มต้นมาก่อนหน้านี้บ้างแล้วราว 5 ปี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริให้มีการทดลองจัดระเบียบการปกครองตำบล หมู่บ้าน ขึ้นที่อำเภอบางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อ ร.ศ.111 (พ.ศ.2435) โดยให้ราษฎรเลือกผู้ใหญ่บ้านแทนการแต่งตั้งโดยเจ้าเมืองดังแต่ก่อน

จากนั้นมาจึงได้มีการตรา พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ ร.ศ.116 (พ.ศ.2440)

ต่อมาในรัชสมัยรัชกาลที่ 6 ได้มีการตราพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 ขึ้นใช้บังคับแทน และได้มีการใช้สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

น่าสนใจว่าในการจัดการปกครองท้องที่ ประการแรก คือการให้นิยามและอธิบายว่า “บ้าน” คือเรือนหลังเดียวหรือหลายหลัง ซึ่งอยู่ในเขตที่มีเจ้าของ

มีการพูดถึง “เจ้าบ้าน” ว่าคือผู้เป็นเจ้าของบ้าน นัยที่น่าสนใจคือเมื่อรัฐยอมรับอำนาจของความเป็นเจ้าของ ซึ่งก็คือฐานของการเป็นนิติบุคคลและความเป็นเอกชนที่แยกออกจากราชการ (รัฐ) แบบจารีตประเพณี

การได้มาซึ่งตัวผู้ใหญ่บ้านและกำนันก็น่าสนใจ กฎหมายระบุว่าให้มาจากการ “เลือก” (ไม่ใช่เลือกตั้ง) ในมาตรา 9 บอกว่า “ในหมู่บ้าน ๑ ให้ราษฎรชายหญิงซึ่งตั้งบ้านเรือน หรือจอดเรือแบบประจำอยู่ในหมู่บ้านนั้น ประกันเลือกเจ้าบ้านผู้เป็นที่นับถือของตนเป็นผู้ใหญ่บ้านคน ๑ ในการเลือกผู้ใหญ่บ้านนี้ให้นายอำเภอซึ่งได้ว่ากล่าวท้องที่นั้นเป็นประธาน พร้อมด้วยกำนันและผู้ใหญ่บ้านในตำบลนั้นเป็นกรรมการ”

กฎหมายยังระบุด้วยว่าให้เลือกเป็นการเปิดเผยหรือการลับก็ได้

“ในการเลือก เจ้าพนักงานซึ่งได้รับอำนาจอำนวยการจะไต่ถามความเห็นราษฎรให้พร้อมกันเลือกโดยเปิดเผยก็ได้ หรือเมื่อเห็นว่าที่เลือกโดยเปิดเผยจะไม่คล่องใจราษฎรผู้เลือก จะให้มาบอกโดยเงียบๆ แต่ทีละคนมิให้เพื่อนบ้านรู้ว่าเลือกผู้ใดก็ได้ ผู้ได้รับเลือกมากได้เป็นผู้ใหญ่บ้าน”

กติกากฎเกณฑ์ดังกล่าว จริงๆ แล้วกำหนดขึ้นมาจากสภาพความเป็นจริงในหมู่บ้าน ไม่ใช่กำหนดขึ้นมาลอยๆ โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งจากกรุงเทพฯ และมีความยืดหยุ่นสูงมาก มิเช่นนั้นจะสร้างปัญหาในการปฏิบัติและบังคับใช้กฎหมายที่ทำให้ราษฎรเกิดความขัดแย้งกันเอง

 

ในมาตรา 9 ที่ระบุว่า “ให้ราษฎรชายหญิง…เลือกเจ้าบ้าน…เป็นผู้ใหญ่บ้าน” ซึ่งในมาตราอื่นๆ ที่พูดถึงการเลือกกำนันก็จะทำนองคล้ายๆ กัน ไม่มีการกีดกันทางเพศระหว่างหญิงชาย

อาจารย์แคธลีน โบวี่ แห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน นักมานุษยวิทยาผู้เชี่ยวชาญเรื่องไทยล้านนา เขียนบทความเมื่อไม่นานมานี้กล่าวว่า ถ้าข้อมูลในเรื่องการเลือกตั้งท้องถิ่นของสยามเป็นจริง แสดงว่าสตรีที่มีสิทธิในการเลือกตั้งก่อนใครเพื่อนในโลกควรจะได้แก่สตรีสยาม

ผมบอกไปว่าไม่ใช่ ประการแรก กฎหมายให้ราษฎรซึ่งแน่นอนรวมชายและหญิงด้วย เพราะมันเป็นข้อเท็จจริงอย่างนั้นเวลาพูดถึงราษฎรก็คลุมถึงทั้งชายและหญิง ผมยังคิดไปว่าเวลาเขียนคำว่า “ราษฎร” เจ้าหน้าที่คงเขียนตามภาษาพูดที่มักมีสร้อยโดยอาจไม่ได้ตระหนักถึงความหมายของมัน

ในกรณีนี้ “หญิงชาย” เป็นคำพ้องที่เสริมความหมายของ “ราษฎร” มากกว่าจะเป็นการจำแนกแยกแยะว่ามีเพศอะไร

อีกข้อหนึ่งกฎหมายพูดเพียงว่าให้ “เลือก” หมายความเพียงแสดงความพึงพอใจของตัวออกมาเท่านั้น ไม่ได้มีนัยไปถึงอำนาจอย่างอื่นในตัวเองที่เรียกว่า “สิทธิ” แต่ประการใดเลย

เห็นได้ว่าในที่สุดอำนาจของประธาน (นายอำเภอ) ยังมีเหนือการตัดสินใจเลือกใครของราษฎรเหล่านั้น

อำนาจในการเลือกตั้งของราษฎรเองมาถึงจริงจังก็เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2475 แล้วเท่านั้น

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร