bg-single

คนมองหนัง : “อวสานซาวด์แมน” และหนังสั้นเรื่องอื่นๆ ของ “สรยศ ประภาพันธ์”

29.01.2018

เมื่อวันที่ 12 มกราคม มีการจัดฉายผลงานหนังสั้น 5 เรื่องของ “สรยศ ประภาพันธ์” ที่สมาคมฝรั่งเศส กรุงเทพมหานคร

นอกจากจะทำหน้าที่เป็น “ซาวด์แมน” หรือ “คนบันทึกเสียงประกอบ” ให้แก่ภาพยนตร์อินดี้ไทยและอาเซียนหลายเรื่อง สรยศยังเป็นผู้กำกับฯ หนังสั้นฝีมือดี ซึ่งมุ่งมั่นสร้างงานเพื่อส่งไปเข้าร่วมเทศกาลต่างๆ ในต่างประเทศ

ผลงานที่ถูกนำมาฉาย จึงเป็นส่วนผสมระหว่างการพูดถึงปัญหาของสังคมไทยและอารมณ์ขันแบบไทยๆ กับการพยายามสื่อสารเรื่องราวเหล่านั้นให้ชาวต่างชาติสามารถทำความเข้าใจได้อย่างไม่ยากเย็นจนเกินไป

ที่สำคัญ หนังสั้น 5 เรื่องนี้ยังพาสรยศเดินทางไกลไปหลายสิบประเทศ และหลายสิบเทศกาลภาพยนตร์ทั่วโลก

หนังสั้นเรื่องแรกที่ฉายในวันนั้น คือ “บุญเริ่ม”

พิจารณาด้านรูปแบบ นี่เป็นลักษณะพิมพ์นิยมของหนังสั้นไทยเมื่อหลายปีก่อน ที่มีโปรดักชั่นเล็กๆ ถ่ายทำง่ายๆ ไม่มีเทคนิคแพรวพราวมากมาย

แต่เรื่องราวของหนังต่างหากที่น่าสนใจ เพราะสรยศเลือกนำเสนอภาวะขัดแย้งลึกซึ้งระหว่างนายจ้างคนชั้นกลาง กับลูกจ้าง ผู้เป็นคนรับใช้ภายในบ้าน ชื่อ “บุญเริ่ม”

(จะว่าไปแล้ว ธีมเรื่องว่าด้วยการวิพากษ์ชนชั้นกลางหรือการวิพากษ์ตนเองของคนทำหนัง ก็เป็นอีก “หนึ่งกระแส” สำคัญ -แม้จะไม่ใช่ “กระแสหลัก”- ของวงการหนังสั้นไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา)

“บุญเริ่ม” ฉายภาพที่ตัวละครฝ่ายหนึ่งกดตัวละครอีกฝ่ายให้ต่ำกว่า จนบางครั้งแทบจะไม่เหลือความเป็นมนุษย์ นั่นจึงนำไปสู่การดิ้นรนแสวงหาโอกาสใหม่ๆ ในชีวิตของผู้ถูกกดขี่ และภาวะไม่เหลือใครของผู้เคยกดขี่

แม้จะไม่ได้มีงานสร้างที่หรูหรา แต่ “บุญเริ่ม” คือจุดเริ่มต้นซึ่งบ่งชี้ให้เห็นว่าสรยศเป็นคนทำหนังที่น่าจับตา ทั้งเพราะการใส่ใจในประเด็นทางสังคม การมีอารมณ์ขัน (แนวตลกร้าย) การมีมุมมองทางด้านภาพที่ดี และการเลือกใช้เสียงประกอบที่ไม่ธรรมดา

หนังเรื่องถัดมา คือ “ดาวอินดี้” ซึ่งน่าจะเป็นงานที่ตลกและแสบสุดของสรยศ

หนังเรื่องนี้มีจุดซ้อนทับเชื่อมโยงกับหนังเรื่องแรก โดยตัวละครป้าแห่งแก๊งคนรับใช้ใน “บุญเริ่ม” ได้พลิกผันมารับบทหมอนวด ผู้มีอาชีพเสริมเป็นนักแสดงหนังสั้น-หนังอินดี้ ใน “ดาวดินดี้”

หนังเล่นมุขว่าเมื่อ “บุญเริ่ม” ได้ไปเทศกาลต่างประเทศ ผู้กำกับฯ จึงโทรศัพท์มาชักชวนป้าหมอนวดให้เดินทางไปเมืองนอกด้วยกัน

นอกจากวีซ่าแล้ว ป้าก็ต้องรีบทำพาสปอร์ต แต่สถานการณ์กลับดำเนินไปอย่างยากลำบาก เพราะช่วงนั้น (ปี 2557) กำลังมี “ม็อบการเมืองใหญ่” ออกมาชัตดาวน์ กทม.

ท้ายสุด ป้าจึงไม่ได้ไปเมืองนอก แต่ต้องคอยบีบนวดคลายเมื่อยให้ลูกค้าขาประจำ ที่เข้าร้านมาพร้อมยูนิฟอร์มใหม่ลายธงชาติไทย และมีสายนกหวีดคล้องคอ (แถมยังเป่าปรี๊ดๆๆ) อยู่ตลอดเวลา

“ดาวอินดี้” มีคุณภาพโปรดักชั่นที่ “โปร” ขึ้น และแสดงให้เห็นถึงแนวทางอารมณ์ขันแบบสรยศที่ชัดเจนขึ้น

นอกจากนี้ หนังยังพูดถึงประเด็นที่ขยายใหญ่โตขึ้น จากความขัดแย้งทางชนชั้นในครัวเรือน สู่ความตึงเครียดและโอกาสในชีวิตอันตีบตันของคนเล็กคนน้อย ซึ่งมีบริบทเป็นความขัดแย้งทางการเมืองระดับชาติ

ผลงานเรื่องที่สาม คือ “ของฝากจากสวิตเซอร์แลนด์” ซึ่งสรยศกลับมาทำหนังสั้นฟอร์มเล็กๆ อีกหน

หนังมีองค์ประกอบง่ายๆ สองส่วน คือ หนึ่ง การบันทึกภาพพื้นที่สาธารณะและบุคคลต่างๆ ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ (ซึ่งสรยศถ่ายเอาไว้ด้วยกล้องคอมแพ็กต์ ระหว่างนำหนังสั้นเรื่องอื่นของเขาไปร่วมเทศกาลที่นั่น) กับสอง เสียงประกอบ อันเป็นการพูดคุยกันระหว่างสรยศและเพื่อนของเขาที่เมืองไทย

เรื่องราวดำเนินไปผ่านภาพง่ายๆ เรียบๆ และเสียงพูดคุยที่เป็นธรรมชาติ หลากหลายประเด็น และเปี่ยมอารมณ์ขันเช่นเคย

ก่อนที่สรยศจะค่อยๆ ผนวกงานภาพและเสียงที่คล้ายจะไม่เกี่ยวข้องกัน ให้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว โดยมีประเด็นหลักอยู่ตรงการพิจารณาเปรียบเทียบระหว่างโลกภายในหรือเมืองไทยกับโลกภายนอก ผ่านแง่มุมเรื่องชีวิต ความเป็นอยู่ สภาพสังคม จนถึงเรื่องเสรีภาพ

ขณะที่ชีวิตในเมืองไทยมีอะไรบางอย่างสอดคล้องกับชีวิตของผู้อพยพชาวอัฟกานิสถาน (ซึ่งเป็นเพื่อนอีกคนของสรยศ)

สวิตเซอร์แลนด์ก็คล้ายจะเป็นดินแดนแห่งโอกาส ที่เปิดกว้างกว่า และน่าใฝ่ฝันถึงมากกว่า

ถัดจากนั้น สรยศหันมาทำ “รักษาดินแดน” หนังเล่าเรื่องในแบบ “บุญเริ่ม” และ “ดาวอินดี้”

หลังจากหนังสั้นสองเรื่องแรกพูดถึงกลุ่มคนระดับล่างๆ ของสังคม ส่วนเรื่องที่สาม เป็นการทดลองเปรียบเทียบสังคมไทยกับสังคมต่างประเทศ

“รักษาดินแดน” พาคนดูเดินทางกลับมายังประเทศไทยอีกหน หนังเล่าถึงตัวละครเด็กหนุ่มคนชั้นกลางรูปร่างอ้วนท้วนสองคน ที่จำต้องหาวิธีเข้าเรียน รด. ให้ได้ แม้จะทดสอบร่างกายไม่ผ่าน เพราะพวกเขาไม่ต้องการไปวัดดวงกับการเกณฑ์ทหาร

แม้ใจจริงจะไม่อยากเกณฑ์/เป็นทหาร แต่เมื่อสองหนุ่ม ม.ปลาย มานั่งศึกษาทางหนีทีไล่อย่างจริงจังแล้ว พวกเขากลับพบว่าหนทางที่ง่ายดายที่สุดในการไม่ต้องเป็น “ทหารเกณฑ์” ก็คือ การยอมเป็น “นักศึกษาวิชาทหาร” นั่นเอง

“รักษาดินแดน” ยังเล่าเรื่องราวผ่านอารมณ์ขัน การประชดประชันเล็กๆ น้อยๆ ตามสไตล์สรยศ แม้ใจความหลักที่นำเสนอจะเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ระบบอันบิดเบี้ยวไม่ปกติของสังคม

“อวสานซาวด์แมน” ดูจะเป็นที่รู้จักในวงกว้างพอสมควร ไม่ใช่เพราะหนังไปคว้ารางวัลจากเทศกาลต่างๆ มามากมาย ตามมาตรฐานผลงานของสรยศ หรือเพราะหนังสามารถไปถึงสายประกวดภาพยนตร์สั้นของเทศกาลใหญ่อย่างเวนิส

แต่อาจเป็นเพราะระหว่างขึ้นรับรางวัลที่สวิตเซอร์แลนด์ สรยศพยายามจะกล่าวรำลึกถึง “ชัยภูมิ ป่าแส” นักกิจกรรม-นักทำหนังสั้น (ทั้งยังเป็นคนบันทึกเสียง) ซึ่งเสียชีวิตอย่างน่าคลางแคลงใจจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ

ถ้าเทียบกับหนังสั้นอีกสี่เรื่อง ผมกลับรู้สึกว่า “อวสานซาวด์แมน” มีอารมณ์ขันแนวตลกโปกฮาน้อยกว่าบรรดาผลงานข้างต้น อย่างไรก็ตาม มิได้หมายความว่าผลงานชิ้นล่าสุดของสรยศมีคุณภาพอ่อนด้อยกว่างานเรื่องก่อนๆ

ตรงกันข้าม “อวสานซาวด์แมน” น่าจะแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการทางด้านฝีมือ ศักยภาพ ความช่ำชองในการเล่าเรื่องผ่านสื่อภาพยนตร์ ที่พุ่งไปถึงจุดสูงสุด ณ ห้วงเวลาปัจจุบัน ของเขา

ด้วยความเป็นเลิศนี่แหละ ซึ่งทำให้ “อวสานซาวด์แมน” มีทั้งส่วนที่เป็น “อารมณ์ขัน” และส่วนที่ “จริงจัง”

แม้คนดูหลายรายอาจรู้สึกหรือตีความว่าองค์ประกอบส่วนแรกมีน้ำหนักมากกว่า แต่ผมกลับรู้สึกว่าองค์ประกอบส่วนหลังมีพลังมากกว่า

กระทั่งส่วนที่น่าจะเป็นอารมณ์ขันในหนัง คือ เนื้อหาว่าด้วยการทำงานเบื้องหลังของตัวละครนักบันทึกเสียงสองราย ผู้ถูกมองข้ามหลงลืม ก็ยังมีความก้ำกึ่งระหว่างการพยายามจะเรียกเสียงหัวเราะจากผู้ชม กับการเพ่งพินิจพิจารณาถึงงานบันทึกเสียงอย่างเข้มข้นจริงจังของผู้กำกับฯ (นักบันทึกเสียง) และการนำเอาความรู้ชุดดังกล่าวมาส่องสะท้อนให้เห็นถึงชะตากรรมของประเทศชาติ

โดยฉากที่สรุปความในประเด็นนี้ได้ดีมากๆ ก็คือ ซีนโบกธงชาติในสตูดิโอบันทึกเสียงตอนท้ายเรื่อง

สำหรับคนที่ได้ดูหนังแล้วหรือกำลังจะได้ดูในอนาคต ฉากสำคัญสุดๆ ใน “อวสานซาวด์แมน” น่าจะมีอยู่ประมาณสามซีน น่าสนใจว่าฉากสำคัญเหล่านั้นแทบไม่ได้นำเสนอภาวะตลกออกมาเลย

ขณะเดียวกัน เสียงประกอบในซีนเหล่านั้นก็ไม่ได้มีลักษณะแพรวพราวโดดเด่น ทว่า เป็นเสียงที่ดังสอดแทรกออกมาเพียงวูบเดียวสั้นๆ หรือเป็นเสียงบรรยากาศที่แทบไม่มีนัยยะใดๆ เชื่อมโยงถึง “ภาพกว้างใหญ่” ซึ่งปรากฏบนจอ

ราวกับสรยศกำลังอยากจะสื่อสารถึงสภาวะ “พูดไม่ออกบอกไม่ถูก” บางประการ ผ่านหนังสั้นว่าด้วยคนบันทึกเสียงเรื่องนี้

“อวสานซาวด์แมน” อาจไม่ใช่ “หนังตลก” ที่สุดของสรยศ แต่อาจเป็นหนังสั้นที่ “เข้มข้นจริงจัง” ที่สุดของเขา



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ภาษาไทย “อุบัติ”—ไม่ “วิบัติ”
PEA ครบรอบ 66 ปี แห่งความไว้วางใจ ประกาศก้าวใหม่ “Powering Every Life” ขับเคลื่อนพลังงานไทยสู่อนาคต
ถึงสถานีปลายทางสุขภาพ! “BEM Care 2026 Health Station สถานีสุขภาพ” ปิดฉากอย่างคึกคัก
นิรโทษกรรม 6 ตุลาฯ | สุรชาติ บำรุงสุข
“พิชัย” ชื่นชม “แบงก์ชาติ” ยุค “วิทัย” เดินถูกทาง ย้ำเสถียรภาพต้องคู่การเติบโต เชื่อแก้ทุนเทา–คอร์รัปชัน ช่วยเศรษฐกิจไทยก้าวสู่ประเทศรายได้สูง
“หมู่บ้านศีล 5” บ้านเจ็ดริ้ว “คึกคัก” สมเด็จเอื้อน-พระพรหมเสนาบดี” มาให้กำลังใจ ด้าน ครูสลา ร้องสด กราบสมเด็จช่วงด้วยดวงใจ ยก”สมเด็จช่วง” เป็นบิดาแห่งหมู่บ้านศีล 5
รถไฟและไฮเวย์: เมกะโปรเจกต์เชื่อมลาว–เวียดนามภายใต้ความสัมพันธ์แบบพิเศษ
โลกและอาเซียนในอนาคต จากมุมมอง ‘อมิตาฟ อาชาเรีย’
Songs in the Key of Life : รักบังตา
โทษประหารชีวิต : ข้อถกเถียงทางปรัชญา (2)
บทวิจารณ์เรื่องสั้น ‘เพื่อนข้างบ้าน’ จากรอยแตกร้าวริมรั้ว… สู่ภาพสะท้อนสงครามเย็นในสังคมไทย
‘ขอให้ความจริงปรากฏ’ ชุติมา นวลพลับ สู้มาราธอน ทวงงานศิลป์ ‘พระพุทธบาท’