
บทความพิเศษ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
https://www.facebook.com/sirote.klampaiboon/
บ้านใหญ่
กับการเมืองแบบเตะถ่วงประชาธิปไตย
เลือกตั้งท้องถิ่นกับเลือกตั้ง ส.ส. สัมพันธ์กันอย่างไรเป็นเรื่องที่เถียงกันมานาน แต่ก็เหมือนการเถียงกันเรื่องไก่กับไข่ใครเกิดก่อนกัน ที่ยิ่งเถียง คำตอบก็ยิ่งวนเวียนไม่รู้จบ
ตัวอย่างเช่น เลือกตั้ง อบจ.ราชบุรีที่พอพรรคประชาชนแพ้ กลุ่มแค้นก็รีบบอกว่าพรรคประชาชนไม่มีโอกาสชนะเลือกตั้ง ส.ส.แบบปี 2566 ไปเลย
ทันทีที่ “กำนันตุ้ย” วิวัฒน์ นิติกาญจนา ชนะเลือกตั้ง อบจ.ราชบุรี คุณอดิศร เพียงเกษ ก็รีบเขียนกลอนเยาะเย้ยว่าพรรคประชาชนไม่เหลือความสง่างาม และในอนาคตพรรคนี้อาจไม่เหลือแม้แต่ชื่อพรรค ถึงแม้รอบนี้พรรคประชาชนจะได้คะแนนเสียงสูงขึ้นกว่าเดิมถึง 1 แสนโดยไม่มี ส.ส.และ ส.จ., ไม่ซื้อเสียง และมีเวลาหาเสียงแค่ 40 วันก็ตาม
“กำนันตุ้ย” อยู่พลังประชารัฐก๊วนคุณธรรมนัส พรหมเผ่า ซึ่งใกล้ชิดคุณทักษิณ ชินวัตร และเพื่อไทย ชัยชนะของกำนันจึงอาจเป็นเหตุให้คุณอดิศรฮึกเหิมจนแต่งกลอนเย้ยหยันด้วย
แต่ถ้าเชื่อว่าคุณอดิศรมีกึ๋น คำถามคืออะไรทำให้คุณอดิศรเชื่อว่าผลเลือกตั้งราชบุรีนำไปสู่ความถดถอยของพรรคประชาชนที่เพิ่งชนะเพื่อไทยถล่มทลาย
หนึ่งในคำถามอมตะ (ซึ่งแปลว่าเถียงไปมาโดยไม่มีข้อสรุป) ของเรื่องเลือกตั้งท้องถิ่นคือ “กระแส” ของพรรคการเมืองระดับชาติจะชนะกระสุนของ “บ้านใหญ่” ในการเลือกตั้งท้องถิ่นหรือไม่
หลังจากนั้นคือการเถียงต่อว่า “ชาวบ้าน” ต้องการ “คนทำงาน” โดยไม่สนใจความเปลี่ยนแปลงหรือไม่เปลี่ยนแปลง
ฟังดูเป็นข้อถกเถียงที่ฉลาดหลังเหตุการณ์ชะมัด และฟังดูเป็นการถกเถียงที่ใช้ผลเลือกตั้งเพื่อ Manipulate (จัดการ, เปลี่ยนแปลง) คำตอบที่ตัวเองต้องการด้วย เพราะเท่ากับบอกว่าคนชนะเลือกตั้งคือ “คนทำงาน” ส่วนคนแพ้คือคนที่พูดเรื่องเปลี่ยนแปลงโดยไม่ทำงาน ทั้งที่คนชนะเลือกตั้งเยอะไปที่ไม่ทำงานจนท้องถิ่นไม่เปลี่ยนแปลงเลย
ถ้าผู้ชนะเลือกตั้งท้องถิ่นคือคนทำงาน จังหวัดที่เลือกตั้งท้องถิ่นผูกขาดด้วยนายก อบจ.คนเดิมของตระกูลเดิมๆ ก็คงเป็นจังหวัดที่เจริญก้าวหน้าจนแซงจังหวัดอื่นๆ ไปหมด
แต่ข้อเท็จจริงคือจังหวัดแบบนี้มีผู้ชนะเลือกตั้งท้องถิ่นหน้าเดิมซึ่งทำงานเหมือนเวลาอยู่กับที่จนผ่านไปกี่ปีจังหวัดก็แทบไม่เปลี่ยนแปลงเลย
ใครเคยไปลำปาง, อุทัยธานี, นครพนม, นครศรีธรรมราช, อยุธยา, ราชบุรี ฯลฯ ย่อมรู้ว่าจังหวัดเหล่านี้มีทรัพยากรและศักยภาพที่จะเติบโตอย่างน่าอัศจรรย์
แต่ใครที่ไปจังหวัดเหล่านี้ต่อเนื่องย่อมรู้ดีว่าทุกจังหวัดถูกแช่แข็งจนความเจริญเกิดขึ้นอย่างล่าช้าทั้งที่ปกครองด้วยตระกูลการเมืองเดิมติดต่อกันนับสิบปี
พูดแบบไม่ต้องเกรงใจกัน จังหวัดเหล่านี้ไม่เพียงแต่มีนายก อบจ.เป็นคนหน้าเดิมติดต่อกันมานาน แต่นายก อบจ.ยังเป็นลูกของ “ขาใหญ่” ที่เป็น ส.ส.หรือรัฐมนตรีมาหลายปีด้วย
ไม่ต้องพูดว่าหลายจังหวัดพ่อเป็นรัฐมนตรีบ้านใหญ่, ลูกคนหนึ่งเป็น ส.ส., ลูกอีกคนเป็นนายก อบจ. และหลานเป็นสมาชิกสภาเทศบาล
ถ้าชัยชนะในการเลือกตั้งท้องถิ่นสะท้อนว่าเป็น “คนทำงาน” จังหวัดที่ผูกขาดด้วยคนหน้าเดิมในตระกูลการเมืองเดิมที่กินรวบจากประเทศถึงเทศบาลก็ควรเป็นจังหวัดที่เจริญที่สุดในแง่เศรษฐกิจ, การศึกษา, การพัฒนา ฯลฯ แต่จังหวัดแบบนี้กลับมีแค่ลูกหลานและลูกน้องในเครือข่ายตระกูลการเมืองที่ร่ำรวยขึ้นทุกวัน
ผลเลือกตั้งท้องถิ่นไม่ได้สะท้อนว่าผู้ชนะเป็น “คนทำงาน” ทุกกรณี
เช่นเดียวกับคำอธิบายว่าพรรคประชาชนแพ้เลือกตั้ง อบจ.ราชบุรีเพราะ “กระแส” แพ้ “กระสุน” และ “ชาวบ้าน” ไม่ต้องการความเปลี่ยนแปลงก็ไม่จริงด้วย เพราะอธิบายไม่ได้ว่าทำไมพรรคก้าวไกลชนะเลือกตั้งปี 2566 แม้ไม่มีกระสุนเลย
ถ้า “กระแส” แพ้ “กระสุน” และ “ชาวบ้าน” ไม่ต้องการความเปลี่ยนแปลง พรรคก้าวไกลก็ควรแพ้ “บ้านใหญ่” ของพรรคเพื่อไทยที่ลำปาง, ชลบุรี, นนทบุรี, ปทุมธานี ฯลฯ
เช่นเดียวกันคะแนนบัญชีรายชื่อก้าวไกลก็ไม่ควรชนะ “บ้านใหญ่” ของประชาธิปัตย์, รวมไทยสร้างชาติ, ชาติไทยพัฒนา ฯลฯ ในหลายสิบจังหวัดทั่วไทย
เพื่อประโยชน์ในการตามประเด็น ต้องระบุด้วยว่านักการเมืองทุกคนไม่ใช่ “บ้านใหญ่”, ตระกูลการเมืองทุกตระกูลไม่ใช่ “บ้านใหญ่” และลูกหลานนักการเมืองทุกคนก็ไม่ใช่ “บ้านใหญ่” ด้วย เพราะความเป็นบ้านใหญ่คือตระกูลการเมืองที่ผูกขาดเศรษฐกิจและการเมืองระดับท้องถิ่นจนมีเครือข่ายกินรวบอย่างกว้างขวางเป็นเวลานาน
ไม่ว่าจะเป็นระดับประเทศหรือท้องถิ่น ชาวบ้านทุกคนต้องการใช้การเลือกตั้งเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงแน่ๆ ไม่มีนักการเมืองคนไหนหาเสียงว่าจะไม่สร้างความเปลี่ยนแปลงอะไร ต่างกันแต่คนไหนและพรรคอะไรที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงจริงๆ และใครที่สร้างความเปลี่ยนแปลงเฉพาะที่ตัวเองได้ค่าหัวคิว
ศึกเลือกตั้งราชบุรีเป็นการต่อสู้ระหว่าง “พรรคประชาชน” ซึ่งผู้สมัครคือนักการเมืองใหม่ในพื้นที่ซึ่งพรรคไม่มี ส.ส.เลย
ส่วนคู่แข่งคือกำนันซึ่งมีทรัพย์สิน 800 ล้าน, ใหญ่จนคุณประวิตร วงษ์สุวรรณ ต้องไปพบช่วงเลือกตั้ง และมีอิทธิพลเหนือ ส.ส.ทุกคนในพื้นที่ซึ่งเลือก ส.ส.เขต แค่จากพรรคฝ่ายรัฐบาลตั้งแต่ยุคคุณประยุทธ์ จันทร์โอชา ถึงเพื่อไทย
ขณะที่คุณอดิศรและองคาพยพเยาะเย้ยพรรคประชาชนว่าไม่มีทางสู้กับ “บ้านใหญ่” ที่ราชบุรีได้เลย ควรระบุด้วยเช่นกันว่าพรรคเพื่อไทยก็ไม่เคยประสบความสำเร็จในการสู้กับบ้านใหญ่ในพื้นที่นี้ ครั้งสุดท้ายที่เพื่อไทยมี ส.ส.ราชบุรีคือปี 2550
แต่หลังจากนั้นบ้านใหญ่ราชบุรีชนะเพื่อไทยตลอดมาจนปัจจุบัน
ราชบุรีเป็นฐานใหญ่ของคนเสื้อแดง ผมจำได้แม่นยำว่าคนเสื้อแดงราชบุรีมีมากจนเชิญผมไปพูดในห้องประชุมโรงแรมใหญ่ที่สุดในจังหวัดหลังรัฐบาลประชาธิปัตย์ปราบปรามประชาชนปี 2553 โดยมีคนมาฟังนับพัน หลังจากนั้นคนเสื้อแดงราชบุรีเป็นมวลชนหลักในการชุมนุมถนนอักษะเพื่อต่อต้านรัฐประหารปี 2557 จนสลายการชุมนุม
อย่างไรก็ดี ต่อให้เสื้อแดงราชบุรีมีมวลชนมากขนาดนั้น พรรคเพื่อไทยก็ไม่เคยชนะเลือกตั้งราชบุรีได้เลย ส.ส.ราชบุรีมักเป็นคนของ “บ้านใหญ่” ซึ่งย้ายพรรคทุกการเลือกตั้งโดยไม่มีความภักดีต่อพรรคไหน การเมืองแบบนี้เป็นการเมืองกินรวบที่นักการเมืองรวมกลุ่มเพื่อต่อรองผลประโยชน์ตัวเองตลอดเวลา
เลือกตั้งราชบุรีเป็นการปะทะกันระหว่าง “ประชาชน” ซึ่งไม่มีเงินและหัวคะแนน กับ “บ้านใหญ่” ซึ่งคุณปารีณา ไกรคุปต์ บอกว่ามี “อาวุธ” ครบตั้งแต่เงิน, หัวคะแนน, กกต. และเครือข่ายข้าราชการ หรือพูดง่ายๆ คือเป็นการต่อสู้ระหว่าง “ประชาชน” ไม่ว่าจะในพรรคไหน กับ “บ้านใหญ่” ที่เชื่อมโยงการเมืองท้องถิ่นและระดับชาติตลอดมา
มักเข้าใจว่า “บ้านใหญ่” ไม่มีวันแพ้เลือกตั้งจนไม่มีทางที่ชาวบ้านจะมีผู้แทนที่เป็นอิสระจากบ้านใหญ่ได้เลย แต่ชัยชนะของพรรคก้าวไกลต่อกลุ่มกำนันเป๊าะ, เจ้าพ่อเตาปูน, ขาใหญ่ลำปาง ฯลฯ คือหลักฐานว่าบ้านใหญ่แพ้ได้แน่ๆ หากมี “กระแส” และมี “เครือข่าย” ทางสังคมในท้องถิ่นที่ท้าทายอิทธิพลของบ้านใหญ่ได้จริงๆ
“จุดแข็ง” ของบ้านใหญ่คืออิทธิพลเหนือเจ้าหน้าที่รัฐและเครือข่ายผู้ใหญ่บ้าน, ครู และ อสม. แต่ทันทีที่พรรคการเมืองมี “กระแส” ก็จะเกิด “เครือข่าย” ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ในท้องที่ซึ่งจะแย่งชิงคะแนนจากเครือข่ายของ “บ้านใหญ่” จนบ้านใหญ่แพ้เลือกตั้งแล้วปิดฉาก หรือไม่ก็ต้องแบ่งอำนาจให้กับคนกลุ่มใหม่ในสังคม
ขณะที่ “เครือข่าย” บ้านใหญ่เป็นแนวดิ่งที่ผู้นำสูงสุดคือตระกูลการเมืองซึ่งผูกขาดจังหวัดตลอดกาล “เครือข่าย” เพื่อสู้กับบ้านใหญ่ต้องเป็นเครือข่ายแนวราบที่รวมตัวกันตามกลุ่มอาชีพ, ตามพื้นที่, ตามประเด็นที่สนใจ หรือตามเครือข่ายทางสังคมอย่างสมาคมศิษย์เก่า, หอการค้า ฯลฯ ซึ่งมีผลประโยชน์ที่ต่างจากบ้านใหญ่อย่างสิ้นเชิง
โดยธรรมชาติของนักการเมืองแนวบ้านใหญ่มัก “กินรวบ” หรือไม่ก็แบ่ง “เศษเนื้อ” ให้เครือข่ายเท่าที่จำเป็น บ้านใหญ่จึงจรรโลงอำนาจโดยทำให้ท้องถิ่นมีประชาธิปไตยน้อยจนทุกคนต้องพึ่ง “บ้านใหญ่” ไม่มีสิ้นสุดเพื่อเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ อย่างเงินกู้, ฝากเข้าโรงเรียน, วิ่งเต้น, เคลียร์ตำรวจ, เร่งอนุมัติโครงการ ฯลฯ
เห็นได้ชัดว่าพื้นที่ซึ่งก้าวไกลชนะ “บ้านใหญ่” ล้วนเป็นพื้นที่ซึ่งเศรษฐกิจสมัยใหม่โตจนความจำเป็นต้องพึ่งพิงทรัพยากรรัฐลดลง แต่ในพื้นที่ซึ่งความเป็นสมัยใหม่ต่ำ การพึ่งพิง “บ้านใหญ่” ก็อาจยังจำเป็นเสมอ เช่นเดียวกับการเกิดแรงต้านจากท้องถิ่น กลุ่มซึ่งไม่ต้องการอยู่ใต้อำนาจของบ้านใหญ่อีกต่อไป
ตระกูลการเมืองไม่ใช่อุปสรรคของประชาธิปไตยเสมอไป แต่ตระกูลการเมืองที่เป็นบ้านใหญ่คืออุปสรรคของประชาธิปไตย เพราะทันทีที่เกิดบ้านใหญ่ การเมืองท้องถิ่นก็จะวนเวียนกับการผูกขาดทรัพยากรและระบบอุปถัมภ์ไม่สิ้นสุด และทางออกคือการสร้างเครือข่ายประชาสังคมใหม่ๆ เพื่อเป็นตัวแทนทุกฝ่ายในท้องถิ่นจริงๆ
เลิกคิดได้แล้วว่าการจรรโลงระบบอุปถัมภ์ด้วยการเอาบ้านใหญ่เป็นพวกคือทางออกแบบที่เพื่อไทยและพรรครัฐบาลทำ
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
