
นิยายภาพเรื่องกระสือสาว ภาพและเรื่องโดยทวี วิษณุกร
น้ำท่วมจังหวัดเชียงรายและหลายพื้นที่ในภาคเหนือตอนบนอีกครั้งหนึ่ง บ้านหลายหลังจมน้ำไปในตอนกลางคืน โรงเรียนพร้อมที่นอนเด็กๆ หายไปกับสายน้ำ
เขตอำเมืองแท้ๆ ก็ประสบอุทกภัยด้วย ส้วมใช้การไม่ได้ น้ำกินขาดแคลน และตัดไฟฟ้าหลายพื้นที่
สมควรแก่เวลาอ่านกระสือสาว

ที่บ้านโขมงหัก มีบ้านไม้หลังหนึ่งซึ่งแวดล้อมด้วยพรรณไม้นานาปกคลุมมืดครึ้ม ยามค่ำคืนจะได้ยินเสียงนกฮูก เค้าแมว อีกา ทึดทือ และนกกระปูด ใครไม่เคยได้ยินหากได้ยินครั้งแรกจะหนาว เสียงมันจะเหมือนอยู่ที่ตรงหน้าต่างห้องนอนเสมอ คือประสบการณ์ที่ผมเคยได้รับตอนมาอยู่จังหวัดเชียงรายใหม่ๆ เมื่อสี่สิบปีก่อน
ครั้งนั้นมีชายหนุ่มชื่อบุญเมืองและเพื่อนเกลอชื่อเจ้าจู๊ด บุญเมืองเป็นพระเอกของเรื่องไปมาหาสู่สาวคนรักชื่อบัวคลี่ ซึ่งอาศัยอยู่กับยายฉิมที่แก่ชรามากแล้วอีกทั้งป่วยกระเสาะกระแสะ บุญเมืองมีภาระแปลกประหลาดอยู่เรื่องหนึ่งคือต้องคอยขโมยไก่ชาวบ้านไปให้บัวคลี่ บัวคลี่ก็จะแบ่งไว้ส่วนหนึ่งพอทำกินเองที่เหลือยกให้ยายฉิมกินสดๆ ยายของบัวคลี่ไม่เพียงมีร่างซูบผอมใบหน้าน่ากลัวเหมือนผี แต่ยังกินไก่ดิบเลือดอาบทั้งตัวเป็นอาหาร
จู๊ดเล่าให้บุญเมืองฟังถึงเรื่องที่ชาวบ้านร่ำลือว่าบัวคลี่เป็นผีกระสือ ตกกลางคืนหัวจะหลุดจากร่างไปกินไส้ทารก ช่วงนี้มีข่าวทารกตายคลอดทีไรเขาก็ลือกันว่าเป็นผีกระสือนั่นแหละที่มากิน
บุญเมืองฟังไว้ก็ไม่รู้จะเชื่อดีหรือไม่เชื่อดีเพราะตัวเองก็รักบัวคลี่มาก ยิ่งตอนนี้บัวคลี่บอกว่ากำลังตั้งท้องได้สองเดือนก็ยิ่งรักมากขึ้นอีก แต่จนใจที่ไม่มีเงินทองจะมาขอหรือจัดงานแต่งงาน
แล้ววันหนึ่งยายฉิมก็ตาย ก่อนตายได้มอบแหวนวงหนึ่งให้บัวคลี่ บุญเมืองกับจู๊ดและบัวคลี่ก็ช่วยกันมัดตราสังร่างยายไว้ใต้ถุนบ้านคืนนั้นเอง แล้วบุญเมืองก็ย้ายมาอยู่กับบัวคลี่อยู่กินกันฉันผัวเมีย
ส่วนจู๊ดอาศัยอยู่คนเดียวห่างออกไปคิดถึงเพื่อนเกลอก็มาหากัน บางคืนจู๊ดก็นอนค้างที่บ้านบัวคลี่
คืนหนึ่งบุญเมืองและบัวคลี่ตื่นมากลางดึกพบว่าจู๊ดหายไปจากมุ้งข้างๆ ก็ “จุดคบไฟ” ออกตามหา ที่แท้จู๊ดถูกผีเรือนหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวเดินนำหน้าพาไปแขวนคอที่ต้นไม้หลังบ้านนั้นเอง
แต่บุญเมืองและบัวคลี่ใช้ไฟเผาเชือกช่วยเอาลงมาทันเวลา จู๊ดจึงรอดตายมาได้

ลายเส้นและคำบรรยายของ ทวี วิษณุกร ทำให้รู้สึกถึงบรรยากาศในชนบทแต่เก่าก่อนที่บ้านแต่ละหลังอยู่ห่างกันมีป่าโดยรอบกับมืดมิดมองไม่เห็นอะไรในยามค่ำคืน คือวันเวลาที่ผีเดินเพ่นพ่านทั่วไป หนังสือไม่ได้ระบุเวลาแน่นอน ให้เดาก็น่าจะเป็นช่วงเวลาก่อนที่ไฟฟ้าจะไปถึงชนบทไทยซึ่งจะว่าไปก็มิได้นานนัก ปีที่ผมมาถึงจังหวัดเชียงรายปีแรกหลายท้องที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ ห่างออกไปต่างอำเภอหรือแม้แต่อำเภอเมืองบางเขตไปจนถึงระดับหมู่บ้านส่วนใหญ่ใช้ตะเกียง
นี่บุญเมืองถึงกับใช้คบไฟ
แล้วคืนหนึ่งหัวของบัวคลี่ก็ลอยออกจากร่างพร้อมไส้พุงเป็นพวงล่องลอยออกหากินด้วยตัวเอง ผีกระสือบัวคลี่ลอยไปที่บ้านทิดเดื่อกับเมียที่เพิ่งคลอด กระสือบัวคลี่ได้กลิ่นรกเด็กก็เข้าไปหารกเด็กในหลุมใต้ถุนบ้าน ครั้นหาไม่พบก็ขึ้นตัวบ้านปราดเข้ากัดกินปลายรกที่สะดือทารกโดยตรง ทิดเดื่อได้ยินเสียงเลียเลือดดังจ๊วบจ๊าบน่าขนลุกจึงตื่นมาดูเห็นกระสือบัวคลี่กับตากำลังลอยหนีไป
ก่อนไปกระสือบัวคลี่เช็ดปากกับผ้านุ่งที่ตากอยู่ใต้ถุนบ้านมีรอยเลือดปรากฏอยู่บนผ้านุ่ง
ทิดเดื่อไปฟ้องผู้ใหญ่ลือให้จัดการนางบัวคลี่อย่างเด็ดขาด แต่ผู้ใหญ่ลือว่าจะเอาหลักฐานผีๆ ที่ไหนไปอ้างกับบ้านเมืองได้ ฆ่าคนผิดกฎหมายนะโว้ย
ทิดเดื่อก็ไม่ยินยอมว่าถ้าผู้ใหญ่ลือไม่ช่วยเหลือก็จะไปฆ่านางบัวคลี่ด้วยมือตัวเองให้หายแค้น
ผู้ใหญ่ลือเป็นห่วงว่าทิดเดื่อจะติดตะรางเสียเปล่าๆ จึงรับปากว่าจะไปหาหมอผีมะขวิดให้

นอกจากชนบทที่ไม่มีไฟฟ้าแล้ว เรายังได้เห็นรอยต่อของการเจริญเติบโตของบ้านเมืองที่ครั้งหนึ่งกฎหมายมีช่องโหว่ไม่สามารถเอาผิดผีกระสือได้ จำเป็นต้องพึ่งหมอผีให้จัดการแทน
อันที่จริงมีช่องโหว่อีกมากมายหลายเรื่องในชนบทตอนช่วงต้นพุทธศตวรรษ เฉพาะที่ผู้เขียนบทความนี้พบด้วยตนเองคือเรื่องที่เราไม่มีจิตแพทย์ให้การรักษาผู้ป่วยจิตเวชด้วยยารักษาโรคสมัยใหม่
จึงได้ทันเห็นพิธีกรรมไล่ผีและสาดน้ำมนตร์ผู้ป่วยโดยหมอผีอยู่
หมอผีที่เคยไปดูเขาทำงานก็มิใช่อยู่ในบ้านไม้แยกตัวโดดเดี่ยวอย่างที่เขียนในนิยายภาพ แต่อาศัยอยู่ในตัวเมืองมีรถราวิ่งผ่านขวักไขว่
หมอผีเองก็มีรถขับกับมีสัมมาชีพเช่นคนทั่วไป ค่าครูจำไม่ได้ว่าเท่าไรแต่รู้สึกว่าไม่แพง คงเพราะผู้มาขอความช่วยเหลือส่วนใหญ่ก็เป็นชาวบ้าน
เมื่อทิดเดื่อไปตามหมอผีมะขวิด คนทั้งหลายก็ยกขบวนไปบ้านนางบัวคลี่แต่บุญเมืองกับจู๊ดกระชับดาบรอไว้แล้ว ถึงต้องแลกเลือดก็ไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายเมียรักที่กำลังท้อง
หมอผีมะขวิดจึงแนะนำให้พิสูจน์ด้วยการเอาผ้านุ่งที่เปื้อนเลือดจากการเช็ดปากของนางกระสือไปต้ม ถ้านางบัวคลี่เป็นกระสือจริงจะร้อนปากทุรนทุรายเห็นกันทั่วหน้า
พอผ้านุ่งถูกต้มเท่านั้นบุญเมืองก็จนด้วยหลักฐาน แต่ขอเป็นผู้ลงมือฆ่ากระสือบัวคลี่เอง พวกทิดเดื่อและหมอผีมะขวิดจึงยอมล่าถอยไป
นางบัวคลี่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยว่าคืนนั้นจะถูกผัวฆ่า หมอผีได้ให้ดาบอาคมแก่บุญเมืองเอาไว้ฟันคอกระสือยามที่มันกำลังจะลอยออกจากร่างไปหากิน แล้วให้ใช้หางกระเบนเฆี่ยนร่างของนางบัวคลี่ซ้ำ ทำเช่นนี้แล้วแม้หัวของกระสือจะคืนร่างได้แต่จะมีรอยต่อที่คอปรากฏอยู่ คืนนั้นเมื่อหัวกระสือบัวคลี่กำลังแยกตัวจากร่าง บุญเมืองก็ลุกขึ้นเงื้อดาบจะฟาดฟัน
แต่ด้วยใจรักทำให้ฟันพลาดได้แค่ปอยผมเท่านั้น

พอชาวบ้านรู้ว่ากระสือบัวคลี่ยังอยู่และบุญเมืองกับสหายรักจู๊ดไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้บ้าน แม้แต่ตัวหมอผีมะขวิดเองก็ถูกบุญเมืองหวดด้วยหางกระเบนเป็นแผลเต็มตัวกลับไปด้วยความเจ็บแค้น ชาวบ้านจึงต้องช่วยเหลือตัวเองวางหนามไผ่ หนามพุทรา หนามมะตูมสะไว้ตามรั้วและใต้ถุนบ้านเพื่อดักกระสือกันเอาเองตามที่หมอผีแนะนำ
แล้วคืนหนึ่งกระสือบัวคลี่ก็ติดกับจริงๆ ไส้พุงพันติดหนามแหลมดิ้นไม่หลุด แต่ดวงยังไม่ถึงฆาตเป็นเจ้าจู๊ดมาช่วยปลดไส้ออกทีละขดๆ
ฉากชาวบ้านออกมาส่องไฟตามหากระสือติดหนามตอนนี้เป็นว่าชาวบ้านใช้ “ไฟฉาย” ส่อง มิได้ใช้คบไฟเหมือนบุญเมืองในตอนแรกที่ไปพบจู๊ดแขวนคอ
แสดงให้เห็นว่าตำแหน่งบ้านของกระสือมักอยู่ห่างออกไปจากชุมชนที่คนอาศัยอยู่รวมกันซึ่งพัฒนาไปมากกว่า ชะตากรรมผีก็เหมือนชะตากรรมสัตว์ป่าวันนี้ ป่าหดตัวลงหมดทางหากินก็ต้องเข้าเมือง
สุดท้ายก็ลามมาถึงคน เรียนจบหางานทำบ้านนอกไม่ได้ก็ต้องไปหากินในเมืองใหญ่และเมืองหลวง
หมอผีมะขวิดยังไม่ยอมเลิกราไปทำพิธีกรรมที่ป่าช้าวัดโบสถ์เรียกผีตายโหงชื่อหวลให้ไปสิงนางบุญคลี่มาให้มันปล้ำ เป็นงั้นไป เป็นหมอภาษาอะไร คิดจะทำอย่างว่ากับผีได้ลงคอ นัยว่าปล้ำเสร็จค่อยฆ่าทิ้ง
แต่แผนการไม่สำเร็จเหตุเพราะหลวงตารูปหนึ่งที่เขาเขียวเพ่งเห็นเหตุการณ์จึงร่ายมนต์เรียกผีโหงหวลใส่ขวดแก้วเป็นการสั่งสอน เหตุเพราะผีโหงหวลตัวใหญ่ ยามบีบอัดใส่ขวดมันจึงเจ็บปวดมาก
สรุปว่าผีเป็นสสารมีมวลของตัวเองซึ่งก็เข้ากันได้กับเนื้อหาหลักของหนังสือเล่มนี้ นั่นคือผีมีจริงๆ เห็นได้เป็นรูปธรรม จับต้องตัวได้ ฟันหัวขาดก็ได้ แสดงว่าสมัยก่อนผีมิใช่พลังงานอย่างแน่นอน
หลวงตาสั่งสอนผีโหงหวลเข็ดหลาบ แล้วจึงสั่งให้ผีโหงหวลไปหักคอหมอผีมะขวิดตายคามือไม่ต้องอ้อมค้อมกันเลย

ทวี วิษณุกร คือผู้เขียน แก้วหน้าม้า และ โกมินทร์กุมาร ซึ่งควรจะจัดไว้เป็นสมบัติของชาติ เขาเขียน กระสือสาว ระหว่างปี พ.ศ.2511-2516 โด่งดังมากจนเอาไปทำเป็นหนัง ภาพเขียนในกระสือสาวโดดเด่นกว่าหลายๆ เรื่อง ลำพังฉากหลังชนบทไทยประการเดียวก็สัมผัสได้ว่าใช่เลย ที่ไม่มีใครทำได้ คือภาพวาดผีหลากหลายชนิดตลอดทั้งเล่มที่ดูแล้วก็จะเห็นความตั้งใจของผู้เขียน
ที่เล่ามานี้เพียงตอนเริ่มต้นเท่านั้นเอง เส้นเรื่องยังจะมีต่อไปอีกยาวมาก คำบรรยายที่เขียนแม้ว่าจะอ่านเข้าใจง่ายแต่ก็สัมผัสได้ว่าเป็นสำนวนพรรณนาของคนรุ่นก่อนแล้วจริงๆ
มองไปชนบทไทยวันนี้เห็นยังต้องซื้อไฟฉายไปบริจาคผู้ประสบภัยน้ำท่วมกันอยู่ก็อดคิดไม่ได้ว่ากลางดึกกลางดื่นจะส่องออกมานอกบ้านกันบ้างหรือเปล่า อย่าทำเป็นเล่นไป •
การ์ตูนที่รัก | นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
