bg-single

ประชานิยมปีกขวา (4) เจตจำนงของประชาชน

25.09.2024

ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข

 

ประชานิยมปีกขวา (4)

เจตจำนงของประชาชน

 

“ประชาชนเท่านั้น… ที่ให้คำแนะนำอย่างดี ควบคุมรัฐสภาของฮังการีอย่างดี [ในการออกกฎหมาย] จนสามารถดำเนินการต่างๆ ไปได้ ในเงื่อนไขเช่นนี้ เมื่อรัฐธรรมนูญฮังการีถูกวิจารณ์ จึงไม่ใช่ผลกระทบต่อรัฐบาล แต่เป็นผลกระทบต่อประชาชนชาวฮังการี… ความจริงทั้งหมดนี้ก็คือ พวกเขา [รัฐบาลของสหภาพยุโรป] กำลังโจมตีฮังการี”

Victor Orban

นายกรัฐมนตรีประชานิยมแห่งฮังการี

 

เสาต้นที่ 3

เจตจำนงร่วม

น่าสนใจว่าเสาที่เป็นอุดมการณ์ชุดที่ 3 ของความเป็นประชานิยมนั้น ยืนอยู่บนหลักการในเรื่องของ “เจตจำนงร่วม” (the general will) ซึ่งสำหรับคนที่สนใจปรัชญาการเมืองแล้ว คำนี้มาจากนักคิดคนสำคัญในทางรัฐศาสตร์คือ ฌอง ฌากส์ รุสโซ (Jean Jacques Rousseau, 1712-1778) จนเสมือนหนึ่งว่า พวกประชานิยมสมาทานแนวคิดเสรีนิยมแบบของรุสโซ

แต่ความเป็นจริงในทางทฤษฎีแล้ว อาจจะไม่ใช่เช่นนั้น เพราะในงานเขียนเรื่อง “สัญญาประชาคม” (The Social Contract) รุสโซใช้ 2 คำที่อาจมีนัยต่างกัน คือ “เจตจำนงร่วม” (the general will) และ “เจตจำนงของมหาชนทั้งมวล” (the will of all) อีกทั้งหนังสือเล่มนี้มีส่วนที่เป็นดังรากฐานทางความคิดอย่างชัดเจนสำหรับการปฏิวัติฝรั่งเศสในปี 1789 และเป็นดังคู่มือหลักเล่มหนึ่งของนักคิดฝ่ายประชาธิปไตยในยุคต่อมาที่ต้องติดตามอ่าน จนเป็นหนึ่งในหัวข้อถกเถียงที่สำคัญของนักศึกษาในสาขาปรัชญาการเมือง

หลักการเรื่องเจตจำนงเช่นนี้คือ พื้นฐานของแนวความคิดว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน” (popular sovereignty) ที่รุสโซได้นำเสนอ และยังตอกย้ำถึงการที่คนใดคนหนึ่งไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใด จะไม่มี “อำนาจทางธรรมชาติ” (natural authority) เหนือคนอื่น ในทำนองเดียวกัน การเชื่อฟังของประชาชนจะมีให้แก่ผู้ที่มี “อำนาจที่ชอบธรรม” (legitimate power) เท่านั้น โดยรุสโซกล่าวย้ำเสมอว่า “อำนาจไม่ใช่เป็นความชอบธรรม” ในตัวเอง หรือกล่าวโดยนัยคือ ประชาชนไม่จำเป็นต้องยอมรับการปกครองที่ไม่ชอบธรรม

ฉะนั้น ในหลักทฤษฎีรัฐศาสตร์แล้ว การนำเสนอเช่นนี้ทำให้แนวคิดของรุสโซเป็นรากฐานที่สำคัญชุดหนึ่งสำหรับการกำเนิดของ “ประชาธิปไตยสมัยใหม่” (modern democracy) และแนวคิดเรื่องเจตจำนงร่วม เป็นส่วนสำคัญของแนวคิดเรื่องประชาธิปไตยนี้ด้วย

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับคำทั้งสองของรุสโซนี้มีความหมายแตกต่างกัน คำว่า “เจตจำนงร่วม” หมายถึง ความสามารถของประชาชนที่จะร่วมมือกันในชุมชน และออกกฎหมายเพื่อใช้บังคับให้เกิดผลประโยชน์แก่ประชาชนร่วมกัน ในความหมายของรุสโซ กฎหมายจึงเป็นภาพสะท้อนถึงการแสดงออกของเจตจำนงร่วม หรือโดยนัยแล้ว กฎหมายคือเจตจำนงร่วมของประชาชน และกำเนิดขึ้นเพื่อเป็นประโยชน์ส่วนรวมของทุกคน ฉะนั้น ในมุมของรุสโซแล้ว เจตจำนงร่วมก็คือ “ผลประโยชน์ร่วม” (common interest) ของคนในสังคมนั่นเอง

ในบริบทเช่นนี้ ทุกคนจึงมีความเท่าเทียมทางกฎหมาย โดยไม่ขึ้นอยู่กับสถานะใดๆ ของบุคคล หรือในอีกนัยหนึ่ง เจตจำนงร่วมจึงมีความหมายเป็น “เจตจำนงของประชาชน” (the will of the people) หรือมีนัยอีกด้านที่หมายความว่า การปกครองที่ดีต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎหมาย (rule of law) ที่เป็น “นิติรัฐ”

สำหรับสำนักคิดของรุสโซนั้น คำว่า “เจตจำนงแห่งมหาชนทั้งมวล” หมายถึง ผลรวมของผลประโยชน์เฉพาะของปัจเจกบุคคลในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง เช่น การออกเสียงในทางการเมือง คือภาพสะท้อนถึงความเห็นของคนส่วนใหญ่ที่เป็นปัจเจกแต่ละคนได้ดำเนินการ คะแนนเสียงทั้งหมดจึงเป็นการตัดสินใจแบบองค์รวมของปัจเจกบุคคลในเรื่องนี้ ซึ่งผลรวมของคะแนนทั้งหมดคือ เจตจำนงแห่งมหาชนทั้งมวล

ส่วนเจตจำนงร่วมในที่นี้ จึงเป็นการปรึกษาหารือเพื่อที่จะแสวงหาการตัดสินใจร่วมกันด้วยเสียงส่วนใหญ่ อันจะทำให้เกิดการออกกฎหมายที่สอดคล้องกับผลประโยชน์ร่วมกันของคนส่วนใหญ่นั่นเอง

ในเงื่อนไขเช่นนี้ เจตจำนงร่วมจึงเป็นหัวใจของการอยู่ร่วมกันในสังคมประชาธิปไตย และเจตจำนงนี้มีสถานะเป็น “องค์อธิปัตย์” ในทางการเมือง เพราะเป็นปัจจัยที่บ่งบอกถึงความต้องการที่แท้จริงของประชาชน

ในเงื่อนไขของรุสโซเช่นนี้ เจตจำนงร่วมจึงเป็นพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมของคนในสังคม ที่จะอยู่ภายใต้ระบอบการปกครองหรือรัฐบาลเดียวกัน ด้วยการมีข้อตกลงที่เป็น “สัญญาประชาคม” ระหว่างผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครอง บริบทดังกล่าวทำให้เจตจำนงนี้เป็นการแสดงถึงการปกครองของประชาชน ที่แสดงออกผ่านเจตจำนงร่วม ไม่ใช่การปกครองที่อยู่ภายใต้การปกครองของ “สิทธิเทวราช” ในแบบยุคก่อนการปฏิวัติใหญ่ของฝรั่งเศสในปี 1789

สำหรับคนที่มีส่วนร่วมในการกำหนดเจตจำนงร่วมนี้ ทุกคนมีสถานะของความเท่าเทียมกันในทางการเมือง ซึ่งก็คือ การกำเนิดของ “หลักแห่งความเท่าเทียม” ของบุคคลในระบอบประชาธิปไตย และถือเป็นหลักการสำคัญว่า รัฐบาลจะต้องปฏิบัติต่อบุคคลภายในรัฐอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งชุดความคิดแบบรุสโซเช่นนี้บ่งบอกถึงการเป็นมูลฐานทางความคิดของระบอบประชาธิปไตยเสรีนิยมอย่างชัดเจน ซึ่งแนวคิดของอนุรักษนิยมจะไม่ยอมรับเรื่องความเท่าเทียมเช่นนี้เป็นอันขาด เพราะเชื่อในเรื่องของชนขั้น และการจัดลำดับชั้นทางสังคม

การเปิดประเด็นเรื่องเจตจำนงร่วมเช่นนี้ก็เพื่อชี้ให้เห็นว่า นักคิดในสายประชานิยมเมื่อประกอบสร้างความหมายของ ” the ประชาชน” และ ” the ชนชั้นนำ” ให้เกิดขึ้นแล้ว พวกเขาก็นำมาเชื่อมต่อทางความคิดกับเรื่องของ “เจตจำนงร่วม” ซึ่งทำให้ทั้งหมดนี้คือ 3 เสาหลักของความเป็นประชานิยม แต่ในอีกด้านของปัญหา การเชื่อมต่อดังกล่าวดูจะสะท้อนถึงข้อกังวลของรุสโซได้อย่างชัดเจนด้วย

 

จากรุสโซ ถึงพวกประชานิยม

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่รุสโซมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อเจตจำนงร่วมของประชาชนมาจากปัญหา 2 ประการ คือผลประโยชน์ส่วนบุคคล (private interest) และการแบ่งแยกเป็นกลุ่มในสังคม (factions) เพราะปัจจัยทั้ง 2 นี้ จะทำลาย และบิดเบือนสิ่งที่เป็นเจตจำนงร่วมของสังคม ฉะนั้น เจตจำนงร่วมจะดำรงอยู่ได้จึงต้องควบคุม 2 ปัจจัยนี้ เพื่อที่จะทำให้ประชาชนสามารถตัดสินใจได้ด้วยตนเองอย่างเสรี เพื่อสร้างเจตจำนงที่แท้จริง

การดำเนินการอย่างเสรีผ่านการออกเสียงด้วย “เจตจำนงเสรี” ของประชาชนในทางการเมืองนั้น จะมีส่วนโดยตรงต่อการสร้างความเข้มแข็งของระบอบประชาธิปไตย ซึ่งประเด็นนี้ทำให้เกิดหลักการ “การเลือกตั้งอย่างเสรีและเป็นธรรม” (free and fair election) ที่การออกเสียงในทางการเมืองจะเป็นภาพสะท้อนถึงความต้องการของประชาชน

ดังนั้น เมื่อผู้นำประชานิยมหยิบยืมเอาหลักเจตจำนงร่วมของรุสโซมาใช้ จึงมีการปรับแต่งให้เห็นว่ารัฐบาลประชานิยมเป็นตัวแทนของ “เจตจำนงที่แท้จริง” (the true will) ของประชาชน และโครงการประชานิยมที่เกิดขึ้นก็เป็นไปตาม “เจตจำนงร่วม” ของประชาชนเช่นกันด้วย แต่จะทำให้เกิดเจตจำนงร่วมได้จริงนั้น ผู้นำประชานิยมจะต้อง “มีวุฒิทางปัญญาเพียงพอที่จะเข้าใจว่าอะไรคือเจตจำนงร่วมของประชาชน และมีบุคลิกของความเป็นผู้นำเพียงพอที่รวมพลเมืองที่เป็นปัจเจกบุคคลให้เป็นชุมชนที่มีเอกภาพ อันจะนำไปสู่การสร้างเจตจำนงร่วม” ให้เกิดขึ้นได้อย่างแท้จริงในสังคม (คำกล่าวของ Margaret Canovan นักทฤษฎีการเมืองชาวอังกฤษ)

การนำเอาแนวคิดเรื่อง “เจตจำนงที่แท้จริง” ของประชาชนมาใช้โดยนักคิดในสายประชานิยม ทำให้สอดรับกับการนำเสนอวาทกรรมเรื่อง “ชนชั้นนำฉ้อฉล” ได้อย่างดี เพราะเมื่อประชาชนได้แสดงเจตจำนงที่แท้จริงไปแล้ว แต่เจตจำนงเช่นนี้มักถูกบิดเบือนให้ผิดเพี้ยนไปด้วยการกระทำของชนชั้นนำ กล่าวคือ ชนชั้นนำมักกระทำการที่ขัดแย้งกับ “เจตจำนงร่วม” ของประชาชนเสมอ เนื่องจาก “อำนาจที่แท้จริง” (the real power) ไม่เคยอยู่กับผู้แทนราษฎรที่ประชาชนได้เลือกเข้ามาในสภา แต่กลับไปอยู่ในมือของ “ชนชั้นนำขี้โกง” ทั้งหลาย

ทฤษฎีสมคบคิดในแบบของผู้นำประชานิยม พยายามที่จะนำเสนอเพื่อให้เกิดความเห็นที่ตรงกันในหมู่ประชาชน (ในฐานะของการเป็นผู้รับสารทางการเมือง) ว่า ชนชั้นนำเป็นผู้ทำลายเจตจำนงร่วมของประชาชน ผลของการเลือกตั้งในบริบทเช่นนี้อาจไม่มีความหมายเท่าใดนัก จนกว่าผู้นำประชานิยมจะเป็นผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามา จึงจะทำให้ “เจตจำนงที่แท้จริง” เกิดขึ้นได้จริง

แม้จะมีเสียงวิจารณ์ว่า วาทกรรมประชานิยมที่นำเอาคอนเซ็ปของรุสโซมาใช้นั้น อาจดูเป็น “อาการประสาททางการเมือง” (the paranoid style of politics) แต่ก็เอื้อต่อการประกอบสร้างภาพของ “the corrupt elite” ได้เป็นอย่างเป็นรูปธรรมในการใช้อธิบายกับมวลชน

ดังเช่นที่ผู้นำประชานิยมในละตินอเมริกาอย่างประธานาธิบดี ฮิวโก ชาเวซ (Hugo Rafael Chavez) กล่าวในวาระของการสาบานเข้ารับตำแหน่งในปี 2007 ว่า “ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่าการทำความตกลงกับประชาชน เพื่อที่จะทำการปรึกษาภายในชาติ… ปัจเจกบุคคลทุกคนอาจจะทำความผิดพลาดให้เกิดขึ้นได้ แต่ไม่ใช่กับประชาชน… เพราะว่าการตัดสินใจของประชาชนเป็นสิ่งที่บริสุทธิ์ เจตจำนงของประชาชนมีความเข้มแข็ง และไม่มีใครที่จะฉ้อฉล หรือแม้กระทั่งกล้าคุกคามกับสิ่งเหล่านี้ได้”

ซึ่งคำกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นถึงการนำเอาแนวคิดเรื่องเจตจำนงร่วมมาใช้กับการต่อต้านชนชั้นนำได้อย่างชัดเจน

 

ชอบประชามติ ไม่เอาประชาธิปไตย

ด้วยทัศนะที่เห็นต่างจากกระบวนการประชาธิปไตยเสรีนิยม จึงทำให้ผู้นำในแบบประชานิยมสนับสนุนวิธีการแบบ “ลงประชามติ” เพราะมองว่าการดำเนินการเช่นนี้ เป็นดัง “ประชาธิปไตยทางตรง” (direct democracy) ที่จะสะท้อนถึงเจตจำนงร่วมของประชาชนได้อย่างแท้จริง มากกว่าที่จะเชื่อมั่นกับการลงเสียงในกระบวนการเลือกตั้ง

ผลของการคิดเช่นนี้ทำให้ผู้นำสายประชานิยมในละตินอเมริกาถือว่า ประชามติมีความหมายมากกว่าการยึดมั่นในรัฐธรรมนูญ หรือมีแนวโน้มของการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยการทำประชามติ ไม่ใช่ด้วยกระบวนการทางรัฐสภา เพราะพวกเขาไม่เชื่อในเรื่องการเลือกตั้งเป็นพื้นเดิมอยู่แล้ว

อีกทั้งประชาธิปไตยทางตรงผสมผสานเข้ากับการดำเนินการด้วยกลไกของสถาบันทางการเมืองบางส่วน จะเป็นปัจจัยที่ช่วยสร้าง “ความสัมพันธ์ทางตรง” ระหว่างผู้นำประชานิยมกับประชาชนในพื้นที่การเลือกตั้งได้เป็นอย่างดี



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สุดารัตน์ จี้อย่าปล่อยให้ 14 กันยา เป็นแค่วัน“จับปลาซิว” ชวนคนไทยจ้องตา กกต.
รัฐประหาร 2557 จุดเปลี่ยนชีวิต ก่อเกียรติ ก่อสูงศักดิ์ จากนักเรียนนอก สู่นักการเมือง ‘สีส้ม’
เทศน์ ‘สนุก’ | ธงทอง จันทรางศุ
เดนตายในผ้าเหลือง ปฏิบัติการลับของทหารญี่ปุ่นในไทยสมัยสงครามโลก (1)
แก๊งคอลฯ ล็อกเป้าใหม่ ‘Gen Z’ เตือนภัยวัยโจ๋ เก่ง ‘TECH’-อ่อนโลก ปีเดียว 2 หมื่นคดี-700 ล้าน
พลิกโฉมงานตุลาการไทย ไม่ต้องมาศาลก็พึ่งศาลได้ ฟังก์ชั่นสุดล้ำคนไทยต้องรู้
ภัยคุกคามกฎหมาย | เหยี่ยวถลาลม
วัดพุทไธศวรรย์ แหล่งซ่องสุมกำลัง ของ “สยาม” ท้าวอู่ทอง | สุจิตต์ วงษ์เทศ
ยิวกร่าง – จีนโกง | สุรชาติ บำรุงสุข
G2, M7 และโลกที่เหลือ (2) : อธิปไตยดิจิทัลและกลไกส่วนต่างอำนาจของ M7
20 ปีก่อน… ยึดอำนาจ นายกฯ ทักษิณ วันนี้…ยึดอำนาจประชาชนทั้งประเทศ (1)
เบื้องลึก ทรัมป์สั่งยึดน้ำมันสำรอง เวเนซุเอลา