bg-single

ยุทธการ 22 สิงหา : สัญญาณ ‘ร้อน’ การเมือง ‘คนเสื้อแดง’ โดยตรง ต่อรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

01.10.2024

การได้รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาพร้อมกับการทำลายและโค่นล้มรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช และรัฐบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อย่างต่อเนื่องได้กลายเป็นสัญญาณแห่งความขัดแย้ง “ใหม่”

เหมือนกับจะเป็นระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคพลังประชาชน อันถือเป็นคู่ขัดแย้งเดิม

แต่ก็ต้องยอมรับว่าองค์ประกอบภายในของรัฐบาลที่เป็นแก่นแกนหลักมิได้มีเพียงพรรคประชาธิปัตย์พรรคเดียว ตรงกันข้าม ได้มีองค์ประกอบใหม่จากกลุ่มที่เรียกตนเองว่า “เพื่อนเนวิน” เข้าไป

ขณะเดียวกัน ที่เป็นหลังพิงอย่างสำคัญยังเป็นกำลังสนับสนุนจากโครงสร้างแห่งระบบราชการที่มีลักษณะรวมศูนย์

โดยอยู่ที่กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย

โดยพรรคประชาธิปัตย์คุมงานความมั่นคงผ่าน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี แต่ก็แบ่งกระทรวงมหาดไทยให้กับ “กลุ่มเพื่อนเนวิน” ขณะที่กระทรวงกลาโหมอยู่ในมือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

บทบาทของพรรคประชาธิปัตย์และ “กลุ่มเพื่อนเนวิน” จึงประสานและกลมกลืนกับกลุ่มกุมอำนาจทางทหารที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นผู้นำ

ทางด้านพรรคพลังประชาชนภายหลังจากถูกยุบเมื่อเดือนธันวาคม 2551 ก็มีการจัดตั้งพรรคเพื่อไทยขึ้น แต่กำลังพื้นฐานยังเป็นกำลังของ ส.ส.ประสานเข้ากับกำลังของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)

หากมองจากสภาพการณ์ภายหลังการเลือกตั้งเมื่อเดือนธันวาคม 2550 มายังภายหลังคำวินิจฉัยยุบพรรคพลังประชาชนเมื่อเดือนธันวาคม 2551 ก็เกิดอาการพลิกกลับของกำลังในทางการเมือง

นั่นก็คือ พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล นั่นก็คือพรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้าน

นั่นก็คือ กำลังของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ประสานเข้ากับ “กลุ่มเพื่อนเนวิน” โดยมีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นแนวร่วม โดยมีการหนุนช่วยจากภายในโครงสร้างแห่งกลไกอำนาจรัฐ

ขณะที่พรรคเพื่อไทยอยู่ในสถานะ “ฝ่ายค้าน” โดยมีแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เป็นพันธมิตร

รูปการเคลื่อนไหวในเดือนธันวาคม 2551 จึงเท่ากับถอดพิมพ์เขียวออกมา

 

วันที่ 29-30 ธันวาคม กำหนดเป็นวันประชุมรัฐสภาเพื่อแถลงนโยบายของรัฐบาลตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

ทุกอย่างเริ่มต้นตั้งแต่คืนวันที่ 28 ธันวาคม

เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมในสังกัด”แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ”(นปช.)ในชุด”เสื้อแดง”มาตั้งม็อบปิดล้อมทางเข้า-ออกรัฐสภาโดยเปิดช่องทางให้เข้าเพียง 2 เมตร

ที่สำคัญ คือ ให้เดินเท้าเข้าไป

พรรคประชาธิปัตย์ปักหลักเฝ้าดูสถานการณ์อยู่ ณ ที่ทำการของพรรคในย่านสถานีรถไฟสามเสน แกนนำพรรคประชาธิปัตย์พยายามเจรจาต่อรองกับตัวแทนผู้ชุมนุมอยู่หลายรอบ

แต่ไม่เกิดผล

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ในวันแรกวันที่ 29 ธันวาคม ออกไปถึง 3 รอบ เนื่องจาก ส.ส.และส.ว.ส่วนใหญ่ไม่แน่ใจในความปลอดภัยจึงไม่กล้าเดินเข้าไปในอาคารรัฐสภา

สุดท้ายต้องเลื่อนการประชุมเพื่อแถลงนโยบายเป็นวันรุ่งขึ้น

 

รุ่งเช้าของวันที่ 30 ธันวาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดประตูปราสาทเทวฤทธิ์จากภายในเพื่อเปิดทางให้ส.ส.และส.ว.เข้าร่วมประชุม และใช้โล่ผลักดันให้ผู้ชุมนุมออกไปถึง 5 ครั้ง

แต่ไม่เป็นผล

ขณะที่ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์รวมพลและนั่งรถตู้ของตำรวจไปรับประทานอาหารเช้าที่สโมสรกองทัพบก เทเวศร์ จนเวลา 09.20 น.ขบวนรถก็แล่นไปยังกระทรวงการต่างประเทศ ถนนศรีอยุธยา

โดยไม่ไปรัฐสภาเพราะไม่ต้องการให้เกิดการปะทะกับผู้ชุมนุม

จากนั้น ประสานงานไปยังพรรคร่วมรัฐบาลให้มาประชุม ขณะที่ส.ส.พรรคเพื่อไทยและพรรคเพื่อแผ่นดินประกาศบอยคอตไม่เข้าร่วมประชุม

เห็นเช่นนั้น ผู้ชุมนุมของ”คนเสื้อแดง”ก็เคลื่อนขบวนตามไปยังกระทรวงการต่างประเทศ ถนนศรีอยุธยา แต่ถูกกำลังตำรวจสกัดเป็นระยะๆทำให้ไม่สามารถปิดล้อมได้อย่างทันท่วงที

กระนั้น ส.ส.และรัฐมนตรีบางรายก็เดินทางมาไม่ทันและไม่สามารถตีฝ่าวงปิดล้อมของ”คนเสื้อแดง”เข้าไปได้ต้องไปที่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลแล้วปิดรั้วเข้าไปในกระทรวงการต่างประเทศ

การแถลงนโยบายของรัฐบาลใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง

ปรากฏว่า มีส.ว.เข้าร่วม 103 คน ส.ส. 227 คน รวมเป็น 300 คน ถือว่าเกินกึ่งหนึ่งที่ 292 คน

ถือเป็นครั้งแรกที่มีการประชุมรัฐสภาและแถลงนโยบายนอกพื้นที่อาคารรัฐสภา

หลังจากนั้น ส.ส.พรรคเพื่อไทย แถลงถึงเหตุผลที่ไม่เข้าร่วมประชุมโดยอ้างว่า การไม่ใช้อาคารรัฐสภาเป็นที่ประชุมเป็นการผิดข้อบังคับและจะยื่นเรื่องให้คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตีความในลำดับต่อไป

ขณะเดียวกัน ทางด้านของ”คนเสื้อแดง”ก็มีการเคลื่อนไหว

โดยถอนตัวจากกระทรวงการต่างประเทศ กลับไปยังบริเวณหน้าอาคารรัฐสภา แล้วไปชุมนุมกันต่อที่ท้องสนามหลวง จากนั้นก็ประกาศสลายการชุมนุมและนัดหมายจะกลับมาเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาลใหม่ในเดือนมกราคม 2552

นี่คือการประสานบทบาทและประสานพลังระหว่างพรรคเพื่อไทยกับแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)

นี่คือบาทก้าวที่คึกคักของ”คนเสื้อแดง”ในการต่อต้าน”รัฐบาล”

 

หนังสือ”19-19 ภาพชีวิตและการต่อสู้ของคนเสื้อแดง จาก 19 กันยา 49 ถึง 19 พฤษภา 53″ ที่มี อุเชนทร์ เชียงแสน เป็นบรรณาธิการ ชัยธวัช ตุลาธน เป็นผู้ช่วยบรรณาธิการ

ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ในเดือนมิถุนายน 2554 ระบุเหตุการณ์ในวันที่ 28 ธันวาคม 2551 ว่า

ครอบครัว”ความจริงวันนี้” จัดชุมนุมสัญจรครั้งที่ 4 ที่สนามหลวง

แล้วเคลื่อนไปปิดล้อมรัฐสภาในตอนดึกเพื่อขัดขวางการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ(นายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่ได้รับเลือกจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 15 ธันวาคม 2551)

จนในวันที่ 30 ธันวาคม 2551 จึงมีการเปลี่ยนสถานที่แถลงไปที่กระทรวงการต่างประเทศ

เป็นการรุกไล่ ปิดล้อมจาก”คนเสื้อแดง”ต่อ รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

 

เพียงเห็นปฏิบัติการจากกลางดึกของคืนวันที่ 28 ธันวาคม 2551 จากท้องสนามหลวงไปยังหน้าอาคารรัฐสภา ไปยังหน้ากระทรวงการต่างประเทศ

ก็เท่ากับเป็นการส่ง”สัญญาณ”ทางการเมืองอย่างเด่นชัด

การต่อสู้ในลักษณะ 2 แนวรบ 2 แนวการเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านและขับไล่รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะต้องปะทุขึ้นอย่างแน่นอน

แนวหนึ่ง เป็นพรรคเพื่อไทย แนวหนึ่ง เป็นนปช.

บทบาทของนปช.หรือคนเสื้อแดงจะเป็น”กองหน้า” บทบาทของพรรคเพื่อไทยจะเป็น”กองหลัง”

ความร้อนแรง แหลมคม ทางการเมืองในปี 2552 ชัดเจน

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร