
เมื่อดูเนื้อหารัฐธรรมนูญ 2560 ปฏิเสธไม่ได้ว่า นักการเมืองเป็น ‘target’ หลักที่เหล่าสถาปนิกผู้ออกแบบต้องการควบคุมให้กระดิกไม่ได้
ยิ่งเมื่ออ่านบันทึกประชุมกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ยิ่งชัดแจ้ง พวกเขาดูจะปวดหัวกันมากที่ประชาชนยังคงเลือกนักการเมืองที่ ‘ใจไม่ซื่อ’ แถม ‘มือไม่สะอาด’ เข้าสู่อำนาจบริหาร
สมมุติฐานที่มีส่วนจริงอยู่คือ มักมีการทุจริตคอร์รัปชั่นในระบบการบริหารประเทศเสมอ ตรงนั้น ตรงนี้ ตรงนู้น
แต่ปัญหาที่สำคัญกว่าการทุจริตก็คือ ‘ต้นทุนในการปราบทุจริต’ ที่สูงลิบ ทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ กระทั่งวัฒนธรรม
อันตรายกว่านั้นคือ ‘ความหวังดี’ ของผู้ไม่เคยผ่านการบริหารจริง ทำให้ความรับรู้แบนราบ อาจทราบเฉพาะด้านลบ และขาดความเข้าใจมุมมองอื่นอย่างสำคัญ
ในการยกเครื่องรัฐธรรมนูญครั้งหลังสุด วิธีการสกัดนักการเมืองของพวกเขาล้ำหน้าไปกว่าการยกร่างครั้งใดๆ ซึ่งจะขอยกตัวอย่างสัก 2-3 เรื่อง
‘ประหารนักการเมือง’
เมื่อการถอดถอน ‘นักการเมืองเลว’ ไม่เคยเกิดขึ้นได้จริง ผู้ร่างจึงเอาอำนาจถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองออกจากมือ ส.ว. แล้วย้ายไปอยู่ในมือศาล คือ
1. ศาลฎีกา (ป.ป.ช.ชงเรื่อง กรณีฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง)
2. ศาลรัฐธรรมนูญ (สมาชิกสภาร้องประธานให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญ กรณีขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม)
[ไม่นับกรณีกรณีทุจริตต่อหน้าที่ซึ่งเป็นคดีอาญา ป.ป.ช.จะส่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง]
แม้ไม่มีการถอดถอนตามกระบวนการเดิมๆ แต่เพียงเขียนกำหนดคุณสมบัติบางอย่างของ ส.ส.และรัฐมนตรี ก็ส่งผลให้พ้นจากตำแหน่งและตัดสิทธิรับสมัครเลือกตั้งได้ทันที ครอบคลุมไล่ตั้งแต่ ส.ส.-รัฐมนตรี-นายกฯ เรียกว่า เอาออกจากการเมืองได้แบบถาวร และอย่างแยบยล
คีย์เวิร์ดคือ ‘จริยธรรม’ คำซึ่งอยู่ในทางปรัชญา ศาสนา สังคมศาสตร์ บัดนี้กลายเป็นกระบี่เงาวับอยู่ในกฎหมาย
เรื่องนี้ดูเหมือนประธานมีชัย ฤชุพันธุ์ จะเป็นผู้นำการออกแบบเอง โดยบัญญัติโยงกันไว้ในหลายมาตรา ไขว้กันไปมาแบบสลับซับซ้อน
หลักใหญ่ใจความคือ กำหนด ‘ห้ามฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง’ เอาไว้ในคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของรัฐมนตรี ถ้าใครโดนร้อง เรื่องจะถูกส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ หากชี้ว่าผิดจะมีผลให้พ้นตำแหน่งทันที และพ่วงด้วยการกลับเข้ามารับตำแหน่งอีกไม่ได้โดยอัตโนมัติ เพราะเข้าลักษณะต้องห้ามเสียแล้ว
ส่วนอีกกรณีคือ การกำราบ ส.ส. ด้วยการกำหนดให้ ส.ส ส.ว. อยู่ภายใต้มาตรฐานจริยธรรมของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระด้วย เมื่อมีการร้องเรียน หาก ป.ป.ช.ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแล้วตัดสินว่าผิด ส.ส.หรือ ส.ว.ก็จะสิ้นสมาชิกสภาพ และถูกตัดสิทธิ ‘รับสมัครเลือกตั้งตลอดชีวิต’ เรียกว่า จบชีวิตทางการเมืองโดยบริบูรณ์
โทษเช่นนี้หนักกว่ารัฐธรรมนูญ 2550 ที่กำหนดการฝ่าฝืนจริยธรรมเพียงให้โดนถอดถอน และมีกรอบเวลา 5 ปีจึงจะเข้าสู่การเมืองได้อีกหน
แล้ว ‘มาตรฐานจริยธรรม’ อันเสมือนดาบคมกริบนี้มาจากไหน
ตอนร่างรัฐธรรมนูญ คณะผู้ร่างหารือกันได้ข้อสรุปว่า ให้ศาลรัฐธรรมนูญกับองค์กรอิสระทั้งหมดนั่นแหละไปร่วมกันยกร่าง ‘คู่มือ’ ขึ้น ด้วยเหตุผลว่าเมื่อให้อำนาจทั้งสองส่วนนั้นมากขึ้นก็ต้องมีจริยธรรมที่เข้มข้นขึ้น
นอกจากนี้ ทั้งสองส่วนยังดูเป็นองค์กรที่ ‘ไว้ใจได้มากที่สุด’
ขอเล่าเป็นเกร็ดว่า ในการประชุมเกี่ยวกับหมวดองค์กรอิสระ ผู้ยกร่างถกเถียงกันหนักว่า ‘จริยธรรม’ คืออะไร แม้ทุกคนจะมี mind set เดียวกันในการขจัด ‘คนชั่ว’ ก็ตาม กรรมการหญิงคนหนึ่งเสนอว่า แม้แต่การเล่นการพนัน การมีบ้านเล็กบ้านน้อย ก็ล้วนผิดจริยธรรมทั้งสิ้น “เหมือนที่พวกนักการเมืองชอบทำกัน”
รายละเอียดดูจะเริ่มยิบย่อยมากขึ้นเรื่อยๆ จนกรรมการชายบางคนถึงกับออกปากว่า เช่นนั้นแล้วคงหาคนมาเป็นองค์กรอิสระไม่ได้ คงมีแต่เทวดาที่เป็นได้
การถกเถียงแลกเปลี่ยนเป็นไปอย่างเผ็ดร้อน แล้วก็จบที่ให้ศาลรัฐธรรมนูญกับองค์กรอิสระทั้งหมดไปยกร่าง
แต่แล้วจู่ๆ ประธานมีชัยก็ปิ๊งไอเดียว่า ทำไมไม่ทำให้มาตรฐานนี้ครอบคลุมไปยังฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติด้วยเล่า
เสียงส่วนใหญ่ขานรับทันที บางคนอยากให้ ‘พ้นจากตำแหน่ง’ แม้เพียงฝ่าฝืนจริยธรรมทั่วไป ไม่ต้อง ‘ร้ายแรง’ ด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ดี มีกรรมการคนหนึ่งท้วงติงว่า หน่วยงานต่างๆ มีจริยธรรมของตนเองตามวงงาน การเอามาตรฐานสูงของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระไปใช้กับ ส.ส.และรัฐมนตรีนั้นจะถูกตั้งคำถามหรือไม่
กรรมการอีกคนหนึ่งบอกสั้นๆ ว่ามาตรานี้ดูท่าจะ ‘เรียกแขก’
ประธานมีชัยดูไม่ยี่หระพร้อมประเมินว่า มาตรานี้จะไม่เรียกแขก (จริงดังว่า ตอนนั้นยังไม่มีใครวิจารณ์มากนัก) ผู้ร่างไม่ได้ห้ามรัฐสภาหรือ ครม.ทำคู่มือของตัวเอง เพียงแต่อย่าทำให้น้อยกว่าของศาลเท่านั้นเอง
อีกทั้งคู่มือนี้องค์กรอิสระก็ใช้เองด้วยเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าเขียนมาใช้กับนักการเมืองอย่างเดียวเสียเมื่อไร
ทิศทางนี้จะส่งผลให้ภาพรวมจริยธรรมทางการเมืองสูงขึ้น และมั่นใจว่าด้วยวิธีเขียนกฎหมายแบบเขาจะทำให้เรื่องนี้ใช้ได้จริง!
ปัจจุบันมีนักการเมืองถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิตเพราะผิดจริยธรรมร้ายแรงแล้ว 5 คน คือ
1) ปารีณา ไกรคุปต์ อดีต ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ
2) กนกวรรณ วิลาวัลย์ อดีต รมช.กระทรวงศึกษาธิการ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย
3) ธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ อดีต ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ
4) อนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ อดีต ส.ส.มุกดาหาร พรรคเพื่อไทย
5) พรรณิการ์ วานิช อดีต ส.ส.พรรคก้าวไกล
ล่าสุดยังมีนายกรัฐมนตรี 1 คน – เศรษฐา ทวีสิน ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้พ้นจากตำแหน่งเพราะผิดจริยธรรมร้ายแรง เนื่องจากแต่งตั้ง ครม.บางคนที่ ‘มีตำหนิ’
กรณีของเศรษฐาสร้างมาตรฐานอันน่าหวาดหวั่น ชนิดเบอร์ 1 หลุดจากเก้าอี้ได้ด้วยเรื่องอันแสนสามัญ หลังจากนั้น ครม.แพทองธาร ชินวัตร ก็ต้องส่งรายชื่อว่าที่รัฐมนตรีทุกคนตรวจละเอียด โดยผู้ที่จะชี้ขาดได้ว่าใครไม่เหมาะก็วนกลับไปอยู่ในมือกฤษฎีกาในท้ายที่สุด ซึ่ง ‘ประธานมีชัย’ และคณะเป็นเสาหลักอยู่ที่นั่น
นับเป็นการ ‘ยกระดับจริยธรรม’ อย่างมีนัยสำคัญ
บางคนอาจตบเข่าฉาด ในที่สุดก็ทำสำเร็จ ไม่เสียของ!
บางคนอาจส่ายหัวกับระบบการเมืองที่รังแต่จะอ่อนแอลงเรื่อยๆ เพราะฝ่ายบริหารพร้อมพังได้ตลอดเวลา
ส่วนการกีดกันนักการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งบางจำพวกก็ดูจะไม่ได้ผล
เพราะพวกเขายังคงส่ง ‘ตัวแทน’ เข้าสู่ตำแหน่งได้ตามวิถีอันปกติของการเมือง เพียงแต่ประสิทธิภาพในการบริหารอาจลดลงเรื่อยๆ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ถูกคิดคำนวณในการเขียนรัฐธรรมนูญ
ตอนหน้าจะว่าด้วยเรื่องการสกัดกั้น ‘นโยบายประชานิยม’
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
