MatiTalk รศ.ดร.มนตรี โสคติยานุรักษ์ มองเศรษฐกิจไทยจะไปทางไหน-อะไรน่าห่วง พายุหมุนเกิดขึ้นหรือยัง

รายงานพิเศษ | พิชญ์เดช แสงแก่นเพ็ชร์
MatiTalk รศ.ดร.มนตรี โสคติยานุรักษ์
มองเศรษฐกิจไทยจะไปทางไหน-อะไรน่าห่วง
พายุหมุนเกิดขึ้นหรือยัง
“เศรษฐกิจของไทยเติบโตต่ำกว่าศักยภาพที่มี มีวิธีเดียวคือ ต้องทำให้คนมีรายได้สูงขึ้น โดยต้องเพิ่มทักษะ เพราะความสามารถจะนำไปสู่รายได้ การลงทุนในทุนมนุษย์ (Human Capital Investment) คือการศึกษา จากวิจัยและข้อมูลที่สำรวจพบว่า ไม่มีประเทศไหนในโลกนี้ที่การศึกษาต่ำแล้วรายได้สูง ทุกประเทศที่รายได้สูง การศึกษาสูงด้วย เพราะการศึกษาเป็นที่มาของความสามารถ และความสามารถมาเป็นที่มาของรายได้” รศ.ดร.มนตรี โสคติยานุรักษ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ชี้ทางออกปัญหาเศรษฐกิจไทย
รศ.ดร.มนตรีมองว่าโครงสร้างเศรษฐกิจของไทย ต้องพึ่งพาต่างประเทศค่อนข้างเยอะประมาณ 72% ผ่านการส่งออก การท่องเที่ยว การลงทุน
พึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศแค่ 28% ด้วยความที่กำลังซื้อในประเทศไม่เพียงพอ รายได้ของคนไทยก็ไม่สูง คิดเป็นตัวเลขประมาณ 7,000 เหรียญ หรือ 250,000 บาทต่อคนต่อปี เฉลี่ยต่อเดือนประมาณ 21,000 บาท มีเงินเหลือที่จะไปขับเคลื่อนเรื่องต่างๆ อย่างจำกัด
เมื่อเราพึ่งพาเศรษฐกิจจากภายนอกทำให้เกิดความเสี่ยงที่เราไม่สามารถควบคุมได้ ดังนั้น ระยะยาวเราต้องแก้ปัญหาโดยลดการพึ่งพาต่างประเทศ เราต้องทำให้คนไทยมีรายได้สูงขึ้น
หากมาดูในประเทศภาพใหญ่ปัญหาหลักๆ คือ โครงสร้างประชากรเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ หมายถึงว่ามีประชากรที่อายุเกิน 60 มากกว่า 20% ของประชากรแสดงว่าเข้าเกณฑ์สังคมผู้สูงอายุเต็ม 100% ซึ่งประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา จุดนี้เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่เราต้องดูแล เพราะว่าผู้สูงอายุไม่ได้ทำงาน กำลังซื้อจะมีหรือไม่?
ทุกวันนี้เรามีกลไกเบี้ยคนชราช่วยเดือนละประมาณ 600-700 บาท แล้วเขาจะมีเงินเหลือไปขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างไร
เป็นอีกปัญหาใหญ่ที่เราต้องแก้ไข สร้างกลไกบางอย่างในเชิงของสวัสดิการหรือระบบการออม

: Digital wallet สร้างพายุหมุนหรือไม่
แนวคิดของ Digital wallet เดิม คือ ช่วยเศรษฐกิจโดยการจ่ายเงินด้วยกลไกบางอย่าง แต่ผมว่าภายหลังที่มีการปรับเป็นการแจกเงินทั่วๆ ไป ผมว่าอันนี้ก็จะตอบโจทย์ที่เน้นกลุ่มเปราะบาง
แต่เดิมดิจิทัลวอลเล็ตจะใช้วิธีการกู้ยืมเงิน แต่มีข้อจำกัด ปกติการกู้ยืมเงินของรัฐบาลจะทำได้โดยใช้ข้อกฎหมายวิธีที่ 1 ก็คือ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี วิธีที่ 2 ถ้าจะต้องการกู้เพิ่มจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีแล้วก็สามารถกู้ได้โดยใช้กลไกก็คือพระราชบัญญัติกู้ยืมเงินเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งจะทำได้กรณีเดียวก็คือกรณีที่ประเทศมีความจำเป็นเร่งด่วนทางเศรษฐกิจที่จะต้องแก้ไข
การที่ใช้เงินแจกเงิน มีหลักทางวิชาการว่า ปกติเงินที่ได้มาเราตีความว่าเป็นเงินที่มีต้นทุน เงินที่กู้มามีภาระต้องคืนเขา เพราะฉะนั้น การที่กู้มาแล้วต้องหวังผลให้เกิดผลทางเศรษฐกิจ ยิ่งมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น
การเกิดผลทางเศรษฐกิจก็มีหลายวิธี การให้เงินกับประชาชนก็เป็นหนึ่งวิธี เพียงแต่ว่าเรากำกับประชาชนไม่ได้ว่าไปใช้จ่ายอะไรอย่างไร บางทีมันก็ควบคุมทิศทางและเป้าหมายและความคาดหวังลำบาก
ประการต่อมา การที่ให้ไปซื้ออะไร ที่ไหนก็ได้ ก็มีปัญหาทางเทคนิค ถ้าไปซื้อร้านของชำเงินก็จะหมุนรอบเร็ว แต่ถ้าไปซื้อของในห้างขนาดใหญ่ อำนาจต่อรองกับเจ้าของสินค้าจะเยอะ เพราะฉะนั้น เราไปซื้อของเราจ่ายเงินสดไป 10,000 บาท แต่ 10,000 กว่าจะไปถึงผู้ผลิต อาจจะใช้เวลา 2-3 เดือน ทำให้เงินหมุนช้ากว่า
อีกประเด็นคือ เมื่อเงินมีต้นทุน เราจะทำยังไงให้เกิดประโยชน์มากสุด เมื่อมีการแจกเงินแบบนี้ เปรียบเหมือนการที่เราให้ปลา ถ้ากินปลาหมดเราก็ต้องให้ใหม่ เป็นไปได้หรือไม่ ถ้าเราให้ปลาพร้อมเครื่องมือจับปลา เช่น เราให้เงิน 10,000 บาท แล้วก็ให้เขาไปพัฒนาทักษะ ประชาชนได้ความรู้ ได้เงินด้วย เมื่อมีทักษะเพิ่มขึ้น ก็จะมีงานทำ นำไปสู่รายได้ที่สูงขึ้น
ประการสุดท้าย ถ้าไม่ให้เงินประชาชน เราสามารถเอาเงินก้อนนี้ไปทำอย่างอื่น เช่น ไปสร้างถนน สร้างโครงสร้างพื้นฐาน แต่ต้องมาดูว่าอะไรคุ้มค่ามากกว่ากัน เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็มีหลายวิธี ในทางวิชาการมองว่าเงินก้อนเดียวกันถ้าไปทำโครงการ A กับ B โครงการไหนผลตอบแทนสูงกว่าย่อมจะดีกว่า แต่ด้วยความที่ได้แถลงนโยบายไว้ อาจจะมีเงื่อนไข มีความจำเป็นจะต้องทำ
อย่างไรก็ตาม ก็อยากให้ใช้เงินให้คุ้มที่สุด เพราะเงินเหล่านี้ก็ต้องใช้คืน ในงบประมาณรายจ่ายเราไปกู้เงินมาจะกลายเป็นหนี้ของประเทศ ผู้ที่รับผิดชอบก็คือประชาชนทุกคน
การที่บอกว่า พายุหมุน หากนึกภาพเราจำเป็นต้องหมุนแบบนั้นไหม ถ้าพายุหมุนแรงๆ เข้านี่บ้านเรือนเสียหาย ถ้าเปรียบง่ายๆ ผมว่าก็ไม่ต้องถึงกับพายุหมุนแบบไต้ฝุ่น เอาแบบดีเปรสชั่น ไม่ต้องแรงมาก แต่นานๆ ดีกว่า เพราะถ้ามาแรงๆ ใส่เงินก้อนใหญ่เข้าไปอาจจะมีปัญหา เมื่อเรามีเงินไปซื้อของ แต่ของผลิตไม่ทัน สุดท้ายอาจเกิดปัญหาแย่งกันซื้อทำให้ของแพงขึ้น
: การบ้านสำหรับรัฐบาลในการทำให้เศรษฐกิจโตคืออะไร
การเติบโตเศรษฐกิจเราจะทำได้ไหม คนไทยจะมีรายได้สูงขึ้นได้ไหม การเติบโตทางเศรษฐกิจจะทำอย่างไร เป็นเป้าหมายในการบริหารเศรษฐกิจของประเทศ ต้องทำให้ประชาชนมีงานทำและมีรายได้ เศรษฐกิจต้องมีกิจกรรม มีการลงทุนทั้งจากคนไทยและต่างชาติ ถ้าคนไทยมีความรู้ มีทักษะสูง รายได้ก็เพิ่มขึ้น เป็นภารกิจรัฐบาลจะทำให้เศรษฐกิจโตมากสุดเท่าที่จะมากได้
ประการที่ 2 ที่ต้องคำนึงถึงคือ นอกจากทำให้เศรษฐกิจโตแล้วต้องทำให้ทั่วถึงทั้งประเทศด้วย ไม่ใช่กระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ อยู่ในบางพื้นที่ ไม่อย่างนั้นจะเกิดความเหลื่อมล้ำ
ตัวอย่าง จังหวัดระยอง รายได้ต่อหัวประมาณ 1 ล้านบาทต่อคนต่อปี หนองบัวลำภู 50,000 บาทต่อคนต่อปี ห่างกัน 20 เท่า ทำอย่างไรให้ทุกคนได้รับผลจากการเติบโตอย่างทั่วถึงเท่าเทียมทั้งประเทศ
ประการที่ 3 เรื่องศักยภาพเศรษฐกิจมี 2 ส่วน ส่วนแรกเงินเฟ้อต่ำ ส่วนถัดมา ค่าเงินต้องไม่ผันผวนมาก เพราะส่งผลต่อผู้นำเข้า-ส่งออก
โดยภารกิจทั้ง 3 ประการมีการแบ่งกัน 2 ภารกิจแรก เป็นภารกิจของรัฐบาล ภารกิจที่ 3 เป็นของแบงก์ชาติ เป็นที่มาของการบริหารด้านการเงินกับการคลัง โดยมีเส้นบางๆ แบ่งว่าควรเป็นอิสระจากกัน
: ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับแบงก์ชาติ จะหาทางออกอย่างไร
เราต้องยึดกติกา ประเทศเราไม่ได้เป็นระบบปิด เราต้องพึ่งพาต่างประเทศ เม็ดเงินจะมาลงทุน เราก็ต้องยอมรับกลไกสากลด้วย หากกลไกนี้ไม่สมบูรณ์เหมือนสากลเขาอาจจะไม่มั่นใจ
เมื่อกติกาเป็นสากลแบบนี้ต้องคาดการณ์ว่าเมื่อไหร่แบงก์ชาติจะปรับขึ้น-ลงดอกเบี้ย สามารถอธิบายทางวิชาการได้ว่า แบงก์ชาติของทุกประเทศจะมีคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ FOMC (Federal Open Market Committee) ทุกประเทศในโลกนี้ก็จะล้อแบบกติกาของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา โดยจะมีการประชุมทุกๆ 6 สัปดาห์ต่อ 1 การปรับขึ้น-ลงดอกเบี้ย มีฐานการปรับ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของเงินเฟ้อ
ภาพความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับแบงก์ชาติในช่วงที่ผ่านมา หากดูสหรัฐอเมริกาเราจะไม่เห็นประธานธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาไปที่ทำเนียบขาวหรือประธานาธิบดีไปที่ธนาคารกลาง อันนี้ก็เป็นกติกา
วิธีการทุกปีก็จะมีการหารือกรอบเงินเฟ้อ เพราะฉะนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทรวงการคลัง สภาพัฒน์ แบงก์ชาติ ตกลงกันเรียบร้อย ถ้าเงินเฟ้อสูงแบงก์ชาติก็จะควบคุม ส่วนรัฐบาลก็ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเติบโตสิ่งที่ตามมาเงินเฟ้อมักจะสูงตามมาด้วย
เพราะฉะนั้น ตรงนี้เป็นกลไกที่ถ่วงดุลกันระหว่างนโยบายการคลังกับนโยบายการเงิน
: ข้อถกเถียงเรื่อง “คนชั้นกลาง-บนจ่ายภาษี” แต่เป็นผู้ที่ไม่มีสวัสดิการอะไรเลย มองอย่างไร
ผมมองว่าเป็นกลไกที่ภาครัฐจะต้องออกแบบขึ้นมา ซึ่งโครงสร้างประชากรไทยเราเป็นพีระมิดมีฐานกว้างคือ ผู้มีรายได้น้อย ปานกลางและรายได้สูงยอดแหลม รายได้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีผู้ที่ยื่นแบบฟอร์มภาษี ประมาณ 14 ล้านคน และหักผู้ที่ยื่นลดหย่อนจะเหลือผู้เสียภาษีจริงๆ เหลือประมาณ 3.5 ล้านคน จะเห็นว่าประชากร 67 ล้านคนเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประมาณ 3.5 ล้านคน
อันนี้คือปัญหาเราจะทำอย่างไรในเมื่อโครงสร้างเป็นแบบนี้เราจะเก็บเพิ่มคนข้างบนเพื่อมาดูแลคนข้างล่างคนข้างบนบอกมันก็เยอะแล้วนะ ตอนนี้อัตราก้าวหน้าเพดานอยู่ที่ 35% ข้างล่างศูนย์ แล้วจะทำอย่างไรต้องปรับโครงสร้างต้องเพิ่มรายได้ให้สูงขึ้น เพราะฉะนั้น ถ้าแก้ปัญหาให้คนไทยมีงานทำ มีรายได้ยิ่งมากเท่าไหร่ตรงนี้ก็จะเบาขึ้นเท่านั้น
ตัวอย่างของสหรัฐอเมริกาโครงสร้างจะคล้ายๆ รูปลักษณะของถังเบียร์ คือมันป่องตรงกลางข้างบน 10% รวยมากๆ ข้างล่างจนมากๆ 10% ตรงกลางชนชั้นกลาง 80% ประชากรสหรัฐอเมริกา 330 ล้าน ข้างล่างจนมากๆ 10% แต่เขาอยู่ได้ เพราะคนข้างบนดูแล 80+10 มาดูแล 10 ยังไงก็ไหว
ชมคลิป
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
