bg-single

แม่หยัวศรีสุดาจันทร์ : ‘แม่หยัวเมือง’ ผู้ก้าวมาจากพระสนมเอก 4 ท้าว

05.11.2024

ท้าวศรีสุดาจันทร์ ที่คนไทยโดยทั่วไปมักจะรู้จักกันนั้น หมายถึง พระชายาองค์หนี่งในพระไชยราชาธิราช แห่งกรุงศรีอยุธยา (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.2077-2089)

และก็เป็นที่รู้กันดีว่า “ท้าวศรีสุดาจันทร์” องค์นี้ ยังเป็น “แม่หยัวเมือง” โดยชื่อตำแหน่งนี้เป็นคำที่กร่อนมาจาก “แม่อยู่หัวเมือง” หรือที่บางท่านเช่น สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงระบุว่าเพี้ยนมาจากคำว่า “แม่อยู่เมือง” (เสียงสระอู เพี้ยนเป็นเสียงสระอัวได้ เช่น ผู้-ผัว) ซึ่งก็คือ หญิงผู้มีอำนาจ “อยู่หัว” ของ “เมือง” ในทำนองเดียวกันกับคำว่า “พระเจ้าอยู่หัว” เพราะเป็นพระราชมารดาของยุวกษัตริย์ผู้สืบทอดราชบัลลังก์จากพระไชยราชา คือ “พระยอดฟ้า” (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.2089-2091)

โดยข้อความบางตอนในกฎมณเทียรบาล ซึ่งตราขึ้นเมื่อ พ.ศ.1903 ในรัชสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 หรือที่มักจะเรียกกันว่า พระเจ้าอู่ทอง โดยมีข้อความระบุเอาไว้ว่า

“(พระราชกุมาร) อันเกิดด้วยแม่หยัวเมือง เปนพระมหาอุปราช” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

ดังนั้น พระยอดฟ้าจึงได้เสด็จขึ้นครองราชย์หลังจากพระไชยราชาสวรรคต และแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ตำแหน่งแม่หยัวเมือง (บางทีในกฎมณเทียรบาลจะเรียกตำแหน่งนี้ว่า แม่หยัวเจ้าเมือง) ของท้าวศรีสุดาจันทร์นี้ใหญ่โตถึงเพียงไหน?

โดยหากจะดูตามลำดับศักดิ์ของพระชายาที่ระบุอยู่ในกฎมณเทียรบาลแล้ว ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นตำแหน่งของพระชายาที่เป็นรองเพียงแค่พระอัครมเหสี และพระอัครชายาเท่านั้น โดยเป็นใหญ่กว่าพระสนมทั้งหมด

 

แต่สิ่งที่คนทั่วไปจดจำเกี่ยวกับ “แม่หยัวศรีสุดาจันทร์” องค์นี้มากที่สุด น่าจะเป็นกรณีที่ถูกกล่าวหาว่า “คบชู้” กับขุนชินราช (เดิมคือ พันบุตรศรีเทพ) ผู้ที่ถูกแต่งตั้งให้เป็นทำนองผู้สำเร็จราชการแทน ยุวกษัตริย์ผู้เสด็จขึ้นครองราชย์ด้วยพระชันษาเพียง 11 ปี แถมต่อมายังได้เสด็จสวรรคตอย่างน่าสงสัย

พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาได้ระบุต่อไปว่า จากนั้นขุนชินราชได้กระทำพระราชพิธีราชาภิเษกขึ้นครองราชย์ที่กรุงศรีอยุธยา ในพระนาม “ขุนวรวงศาธิราช” (ครองราชย์ พ.ศ.2091) อยู่ 42 วัน ก่อนจะถูกรัฐประหาร โดยมีขุนพิเรนทรเทพ (ต่อมาจะเสด็จครองราชย์เป็นพระมหาธรรมราชาธิราช หรือสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 1 แห่งกรุงศรีอยุธยา โดยครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.2112-2133) เป็นหัวหอกสำคัญ แล้วแผ่นดินจึงค่อยไปตกอยู่กับพระเทียรราชา ซึ่งได้เสด็จขึ้นครองราชย์ในนามของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.2091-2111)

ที่ผมต้องระบุถึงชื่อ “ศรีสุดาจันทร์” นี้อย่างละเอียดเป็นเพราะว่า ชื่อที่ว่านี้ไม่ใช่ชื่อตัวหรอกนะครับ แต่เป็นชื่อตำแหน่งของพระสนมสำคัญในสมัยกรุงศรีอยุธยาต่างหาก

ดังนั้น ในรัชสมัยอื่นๆ ก็อาจจะมีผู้ครองตำแหน่งท้าวศรีสุดาจันทร์ด้วยเหมือนกัน เพียงแต่ไม่ได้ถูกจดบันทึกเอาไว้ในพระราชพงศาวดารของกรุงศรีอยุธยา (ซึ่งก็ไม่แปลกอะไรนัก เพราะพงศาวดารของไทยมักที่จะพูดถึงกษัตริย์ที่เป็นผู้ชาย มากกว่าที่จะพูดถึงใครคนอื่นอยู่แล้ว)

 

ตําแหน่งท้าวศรีสุดาจันทร์นี้ มีระบุอยู่ใน “พระไอยการนาพลเรือน” ซึ่งตราขึ้นเมื่อ พ.ศ.1998 อันเป็นช่วงที่ห่างจากยุคที่แม่หยัวท้าวศรีสุดาจันทร์มีชีวิตอยู่ไม่ถึง 100 ปีดีนัก โดยปรากฏร่วมอยู่กับตำแหน่งพระสนมอื่นๆ อีก 3 ตำแหน่งซึ่งควรจะมีศักดิ์ศรีเสมอกัน ดังข้อความที่ว่า

“ท้าววรจันที่สมเด็จพระพี่เลี้ยง นา 1000 แม่เจ้า แม่นาง แลนางท้าวพระสนมเอกทั้ง 4 คือ อินทรสุเรนทร 1 ศรีสุดาจัน 1 อินทรเทวี 1 ศรีจุลาลักษ 1 นาคละ 1000” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

ข้อความข้างต้นระบุว่า “ท้าวศรีสุดาจันทร์” นั้น เป็นหนึ่งในพระสนมเอกทั้ง 4 ท้าว ซึ่งต่างก็มีมีศักดินา 1,000 เท่ากันกับกับ ท้าววรจันที่สมเด็จพระพี่เลี้ยง ซึ่งมากกว่า “นางพระสนมสัตรีกำนัล” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ) ทั้งหลาย ที่ในพระไอยการนาพลเรือนเล่มเดิม ระบุว่ามีศักดินา 800 โดยเขียนเป็นข้อความอยู่ต่อจากที่ระบุถึง พระสนมเอกทั้ง 4 ท้าว

ผู้เชี่ยวชาญเรื่องอิลามศึกษา ควบตำแหน่งผู้สนใจศึกษาคำในภาษาไทย ที่ยืมมาจากภภาษาอาหรับ และภาษาเปอร์เชีย อย่าง คุณดิเรก กุลสิริสวัสดิ์ ได้เคยอธิบายถึงที่มา และความหมายของอะไรที่เรียกว่า “สนม” ในโลกภาษาไทย เอาไว้ในหนังสือที่มีชื่อว่า “ความสัมพันธ์ของมุสลิม ทางประวัติศาสตร์ และวรรณคดีไทย” เอาไว้ว่า

“สนม จากศัพท์เปอร์เซีย ซัน -Zun- แปลว่า ผู้หญิง ซะนานะฮฺ -Zananah- แปลว่า อย่างผู้หญิง เทียบกับคำไทยก็ตรงกับ ‘ฝ่ายใน’ ที่เรียกในกฎมณเทียรบาลว่า ‘ประเทียบ’ ในทำเนียบศักดินาสมัยพระบรมไตรโลกนาถมีกรมหนึ่งเรียกว่า ‘กรมสนมพลเรือน’ อยู่ในพวกราชสำนัก (กระทรวงวัง) มีตำแหน่งสมุห์บัญชีเป็นที่ ‘หมื่นฉะนานัน’ ถือศักดินา 600 คำ ‘ฉะนานัน’ น่าจะเป็นคำเดียวกับ ซะนานะฮฺ’ คำเปอร์เซีย”

หมายความว่า ทั้งท้าววรจันที่สมเด็จพระพี่เลี้ยง และพระสนมเอกทั้ง 4 ท้าว จึงควรจะเป็นหัวหน้าของพระสนมทั้งหลาย ที่มีศักดินาต่ำกว่านั่นแหละครับ

จากข้อความในพระไอยการนาพลเรือน จะเห็นได้ว่า ตำแหน่ง “ท้าวศรีสุดาจันทร์” นี้ควรจะมีฐานันดรศักดิ์ต่ำกว่าตำแหน่ง “แม่หยัว” ซึ่งในกฎมณเทียรบาลให้ความสำคัญมากกว่าบรรดาพระสนมทั้งหลาย โดยเป็นรองเพียงแค่พระอัครมเหสี และพระอัครชายา เท่านั้น

ดังนั้น ท้าวศรีสุดาจันทร์ในสมัยพระไชยราชาธิราชนั้น จึงควรจะดำรงตำแหน่งเป็นหนึ่งในสนมเอกทั้ง 4 ท้าวมาก่อน จนเมื่อประสูติพระโอรสคือ พระยอดฟ้า จึงได้พระราชทานตำแหน่งที่ใหญ่โตขึ้น คือให้เป็น “แม่หยัวเมือง” ตามที่ในกฎมณเทียรบาลระบุไว้ว่า คือตำแหน่งมารดาของพระมหาอุปราช นั่นเอง

 

แต่ก็ไม่ใช่ว่า ตำแหน่ง “ท้าวศรีสุดาจันทร์” จะไม่สำคัญหรอกนะครับ เพราะถึงอย่างไรก็เป็นตำแหน่งหนึ่งในสนมเอกทั้ง 4 ของกรุงศรีอยุธยาเลยทีเดียว

ตามปรัมปราคติในศาสนาพุทธ โดยเฉพาะพุทธศาสนาแบบเถรวาทนั้น มีความเชื่อว่า “พระอินทร์” ผู้เป็นราชเหนือทวยเทพทั้งหลายบนสวรรค์ มีพระชายาอยู่ 4 องค์ ได้แก่ นางสุธรรมา, นางสุชาดา, นางสุนันทา และนางสุจิตรา ดังปรากฏความอยู่ใน “มฆมาณพชาดก” อันเป็นชาดกเรื่องหนึ่งในนิบาตชาดก หรือที่มักจะเรียกกันว่า พระเจ้า 500 ชาติ

ชนชาวกรุงศรีอยุธยาเรื่อยมาจนถึงผู้คนในยุคต้นกรุงเทพฯ เอง ก็ดูจะรู้จักชาดกเรื่องนี้ (หรืออาจจะรู้เพียงว่า พระอินทร์มีชายา 4 องค์ก็ได้) พอสมควรเลยทีเดียว ดังปรากฏมีกลอนเกี่ยวกับเรื่องนี้บทหนึ่งรวมอยู่ใน “จินดารมย์คำกลอน” อันเป็นหนังสือที่รวบรวมกลอนเก่า ที่น่าเชื่อว่า บทกลอนทั้งหลายในหนังสือเล่มนี้ต่างก็ประพันธ์ขึ้นในช่วงปลายกรุงศรีอยุธยา-ต้นกรุงเทพฯ ดังมีคำกลอนบทหนึ่งว่า

“อมรินทร์ปิ่นดาวดึงสา เป็นจอมโจกเทวาทุกราศี

เถลิงอาสน์บัณฑุเรืองรุจี ชายามีสี่จอมถนอมเธอ”

ที่สำคัญคือ ยังมีภาพเขียนเรื่อง “มฆมาณพชาดก” อยู่ในหอไตรฯ ที่วัดระฆังโฆษิตาราม กรุงเทพมหานคร ที่มีประวัติอ้างว่า หอไตรฯ หลังนี้ เป็นเรือนพักเก่าของรัชกาลที่ 1 เมื่อครั้งแผ่นดินพระเจ้าตากสิน ก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์

การที่ภายในหอไตรฯ หลังนี้เขียนภาพเล่าเรื่องของมฆมาณพ อันเป็นเรื่องราวที่ว่าด้วย เศรษฐีผู้มีภรรยา 4 คน ได้บำเพ็ญบารมีจากการสร้างสาธารณูปโภค เช่น ศาลาที่พักต่างๆ จนกระทั่งได้เสวยชาติเป็นพระอินทร์ และชายาทั้ง 4 หลังจากที่เสียชีวิตไป จึงมีนัยยะทางพิธีกรรม และความเชื่ออย่างน่าสนใจ

โดยเฉพาะเมื่อปรัมปราคติเรื่องพระอินทร์มีชายา 4 องค์ ดูจะไม่เป็นที่แพร่หลายนักในอินเดีย หรือในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู (ซึ่งเชื่อว่า ชายาของพระอินทร์คือ นางศจี หรืออินทราณี) แต่กลับเป็นที่นิยมในกรุงศรีอยุธยา และกรุงรัตนโกสินทร์เป็นพิเศษ

ดังนั้น จึงชวนให้คิดไปได้เช่นกันว่า ความนิยมเรื่องพระอินทร์มีชายา 4 องค์ในสยามนั้น เป็นผลสะท้อนมาจากธรรมเนียมในการอภิเษกชายา หรือพระสนม 4 คน ที่เกี่ยวข้องกับการบรมราชาภิเษก หรือความเป็นจักรพรรดิราช (คือเปรียบเทียบกับการเป็นราชาเหนือหมู่เทพทั้งหลาย เหมือนกับพระอินทร์)

ตำแหน่งพระสนมเอก 4 ท้าว จึงมีบทบาทสำคัญอย่างน้อยก็ในแง่ของอุดมคติ และความเชื่อ ซึ่งจะมีอิทธิพลเป็นอย่างยิ่งในเชิงพิธีกรรมต่างๆ ดังนั้น ถึงแม้ว่าตำแหน่ง “ท้าวศรีสุดาจันทร์” จะเป็นตำแหน่งที่เล็กกว่า “แม่หยัวเมือง” แต่ก็เป็นตำแหน่งสำคัญตามพิธีการความเชื่อของกรุงศรีอยุธยา โดยเฉพาะในช่วงก่อนการเสียกรุง ครั้งที่ 1 (มีต่อ) •

 

 

 

 

 

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เรื่องต้องรู้ของฟุตบอลโลก 2026 ศึกเวิลด์คัพฉบับ ‘มหึมา’
ฉบับประจำวันที่ 12-18 มิ.ย. 2569 ฉบับที่ 2391
E-DUANG | ปรากฎการณ์ แบงค์ ศุภณัฐ ต่อเนื่อง มายัง โจ เบอร์สิบ
กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี