bg-single

The Post-American NATO? สหรัฐกับความมั่นคงยุโรป

20.11.2024

“ข้าพเจ้าจะยุติสงคราม [ยูเครนให้ได้] ภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากได้รับเลือกตั้ง”
คำประกาศในการหาเสียงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของโดนัลด์ ทรัมป์

 

เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยากเลยว่า ทำไมผู้นำของประเทศในยุโรปจึงให้ความสนใจอย่างมากกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในปี 2024 เพราะการเลือกตั้งอเมริกันครั้งนี้จะส่งผลโดยตรงต่อความร่วมมือด้านความมั่นคง โดยเฉพาะในกรณีขององค์กรนาโต ขณะเดียวกันผู้นำคนใหม่ที่ทำเนียบขาวจะส่งผลโดยตรงต่อสถานะของสงครามยูเครนในปี 2025 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วย

ดังนั้น คงต้องใช้คำบรรยายว่าผู้นำยุโรปเฝ้ามองการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างใจจดใจจ่อ เพราะทุกคนตระหนักดีว่าชัยชนะของทรัมป์ในปี 2024 อาจจะเปลี่ยนโฉมหน้าของภูมิทัศน์ความมั่นคงของยุโรป พร้อมๆ กับเปลี่ยนเงื่อนไขทางภูมิรัฐศาสตร์ของสงครามยูเครน

 

ทำไมต้องกังวลกับทรัมป์

ความกังวลถึงการเข้าสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีของทรัมป์นั้น เป็นเพราะผู้นำยุโรปทุกคนได้เห็นมาแล้วว่า นโยบายต่างประเทศและความมั่นคงของสหรัฐในช่วงปี 2017-2020 เป็นอย่างไร ปัญหาความกังวลเช่นนี้จึงไม่ใช่เรื่องที่ไม่มีเหตุผลรองรับแต่อย่างใด ดังที่ทรัมป์ได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนต่อระบบพันธมิตรนาโตว่า สหรัฐจะไม่ป้องกันชาติสมาชิกนาโต ที่ไม่สามารถจัดงบประมาณทางทหารให้เป็นไปตามเป้า ซึ่งกำหนดไว้ที่ร้อยละ 2 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายใน (GDP) และเขาได้กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “ถ้าพวกเขาไม่ยอมจ่าย เรา [สหรัฐ] ก็จะไม่ปกป้อง”

แน่นอนว่าท่าทีของผู้นำสหรัฐในลักษณะเช่นนี้ บ่งบอกชัดเจนว่าเขาไม่ได้สนใจกับเรื่องของการรักษาระบบพันธมิตร ซึ่งเป็นนโยบายพื้นฐานของสหรัฐมาตั้งแต่ยุคสงครามเย็น และระบบพันธมิตรเช่นนี้ มีส่วนอย่างสำคัญในการรองรับยุทธศาสตร์ของสหรัฐในยุโรป เพราะลำพังแต่เพียงสหรัฐประเทศเดียว ย่อมไม่สามารถสร้างอำนาจทางทหารเพื่อดำเนิน “นโยบายปิดล้อม” (Containment Policy) ต่อการขยายอิทธิพลของสหภาพโซเวียตในยุคสงครามเย็นได้เลย และนโยบายปิดล้อมในบริบทของเอเชีย ก็พึ่งพาระบบพันธมิตรของอเมริกันในภูมิภาคไม่แตกต่างกัน

เงื่อนไขเช่นนี้กล่าวได้ว่า การสร้างระบบพันธมิตรเป็นรากฐานของนโยบายยุทธศาสตร์ของสหรัฐ ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของความสำเร็จทางนโยบายตลอดช่วงของสงครามเย็น และสหรัฐจะไม่มีทางประสบความสำเร็จในสถานะของการเป็น “ผู้ชนะ” ในสงครามเย็นได้เลย โดยปราศจากการสร้างระบบพันธมิตรที่เข้มแข็ง

สำหรับผู้นำอย่างทรัมป์ ระบบพันธมิตรถูกตีความเป็นเรื่องทางเศรษฐกิจ หรือกล่าวในเชิงเปรียบเทียบได้ว่า “ใครจะเป็นพันธมิตรสหรัฐ ต้องจ่าย!” แต่ในยุคสงครามเย็นที่สหรัฐต้องการขยายระบบพันธมิตรแล้ว เงื่อนไขแตกต่างออกไป กล่าวคือ “ใครจะเป็นพันธมิตร สหรัฐก็จ่าย!” เนื่องจากด้วยสถานะของความเป็นรัฐมหาอำนาจใหญ่ ที่เป็นผู้นำของโลกตะวันตกนั้น สหรัฐพร้อมที่จะแบกพันธะด้านความมั่นคงแทนชาติพันธมิตร ขอเพียงให้ชาติเหล่านั้นเข้าร่วมอยู่ภายใต้ “ร่มอเมริกัน” และดำเนินนโยบายต่อต้านคอมมิวนิสต์ร่วมกัน

ดังนั้น ในสถานการณ์ยุคสงครามเย็น จึงไม่มีอะไรที่จะมีความสำคัญมากเท่ากับความมั่นคงของยุโรป โดยมีแกนสำคัญคือ ระบบพันธมิตรนาโตที่จะภาพสะท้อนถึงอำนาจที่จะใช้ยับยั้ง หากผู้นำสหภาพโซเวียตตัดสินใจที่จะใช้สงครามเป็นเครื่องมือ ด้วยการเปิดการโจมตียุโรป ซึ่งมีนัยโดยตรงถึง “สงครามโลกครั้งที่ 3” ดังนั้น การกระชับความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงของระบบพันธมิตร “ข้ามแอตแลนติก” (Trans-Atlantic Alliance) จึงเป็นหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์อเมริกัน

 

ปัญหาสงครามยูเครน

แต่ในมุมมองของทรัมป์นั้น แตกต่างอย่างสิ้นเชิง ดังได้กล่าวแล้วว่าเขาไม่เน้นถึงความสำคัญของระบบพันธมิตรอย่างนาโต เน้นแต่เพียงจะต้องทำงบประมาณให้ได้ตามเกณฑ์ เพื่อที่สหรัฐจะแบกภาระน้อยลง ซึ่งทัศนะเช่นนี้ย่อมกระทบกับอนาคตของสงครามยูเครนโดยตรง เพราะเป็นที่รับทราบกันดีว่า แนวคิดแบบประชานิยมปีกขวา (Right-Wing Populism) ไม่ตอบรับกับการขยายบทบาทของรัฐบาลอเมริกันต่อโลกภายนอก และสนับสนุนแนวคิดแบบโดดเดี่ยวนิยม (Isolationism) ที่ต้องการยุติบทบาทของสหรัฐในสงครามยูเครน โดยเฉพาะต้องการยุติการให้ความช่วยเหลือทางทหารของสหรัฐต่อยูเครน

แม้ทรัมป์จะประกาศว่าเขาจะยุติสงครามยูเครนให้ได้ภายใน 24 ชั่วโมง หลังจากได้รับตำแหน่ง แต่ก็ไม่มีความชัดเจนว่าเขามีแนวคิดเช่นไรที่จะยุติสงครามนี้ เขาเพียงแต่ตอบว่า “เร็วเกินไปที่จะกล่าวถึงในรายละเอียด” ซึ่งหลายฝ่ายมองว่า ในความเป็นจริงแล้ว เขายังไม่มีแผนการที่เป็นรูปธรรม จึงไม่สามารถนำเสนอเค้าโครงของแผนสันติภาพนี้ได้ แม้ในอีกด้าน เขาอาจจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้นำรัสเซีย คือประธานาธิบดีปูติน แต่สิ่งนี้ก็ไม่ใช่ปัจจัยหลักประการเดียวที่ยุติสงครามได้จริง

หากจะใช้วิธีกดดันยูเครนด้วยการยุติการให้ความช่วยเหลือจากสหรัฐ ก็ใช่ว่าสหภาพยุโรปจะยอมรับทิศทางเช่นนั้น เนื่องจากผู้นำยุโรปในปัจจุบัน มีทัศนะที่ชัดเจนที่เห็นว่ารัสเซียเป็นภัยคุกคามทางทหารเฉพาะหน้าที่สำคัญ (immediate threat) และกังวลว่าชัยชนะของรัสเซียในยูเครนจะเป็นขั้นตอนในลำดับถัดมาของการบุกยุโรป ประกอบกับผู้นำยูเครนเองแสดงออกอย่างชัดเจนที่จะไม่ยอมรับเงื่อนไขการยุติสงครามในแบบที่เสียเปรียบ หรือเป็นสันติภาพที่ยูเครนต้องเป็นผู้จ่ายฝ่ายเดียว

ในอีกด้านที่ทำให้ผู้นำยุโรปต้องเป็นกังวล เพราะทรัมป์แสดงออกอย่างไม่ปกปิดถึงการตอบรับอย่างดีกับผู้นำเผด็จการ เช่น รัสเซียและเกาหลีเหนือ แต่ไม่ตอบรับเท่าใดนักกับผู้นำยูเครน ซึ่งทรัมป์อาจมีความเชื่อส่วนตัวว่า ประธานาธิบดีเซเลนสกี้ มีทัศนะในแบบ “นิยมพรรคเดโมแครต” ซึ่งน่าสนใจว่า เขาจะยังคงความนิยมผู้นำเผด็จการเช่นนี้อีกต่อไปเพียงใด

 

ความมั่นคงยุโรป

ในสภาวะเช่นนี้จึงมีปัญหา 4 ประเด็นสำคัญคู่ขนานกันที่อาจจะยังตอบไม่ได้ คือ

1) ทรัมป์จะตัดสินใจพาสหรัฐออกจากเนโต้หรือไม่

2) ถ้าการตัดสินใจออกจากนาโตเกิดจริง จะเกิดขึ้นเมื่อใด

3) ถ้าสหรัฐถอยออกจากยุโรปแล้ว รัฐยุโรปใด (นัยคือผู้นำคนใด) จะเข้ามาแบกรับความเป็น “รัฐนำ” ในการรักษาความมั่นคงของยุโรป

และ 4) ภูมิทัศน์การเมือง-ความมั่นคงของยุโรป จะเปลี่ยนไปอย่างไร

หากการออกจากนาโตของสหรัฐเกิดขึ้นจริงแล้ว ยุโรปจะเข้าสู่สภาวะ “The Post-American NATO” หรืออาจต้องเรียกว่า “นาโตยุคหลังอเมริกัน” ซึ่งจะมีคำถามในข้อ 3 และ 4 ในข้างต้น ตามมาอย่างแน่นอน โดยเฉพาะคำถามสำคัญคือ ประเทศไหนจะเข้ามารับบทบาทแทนที่สหรัฐ

หากมองในรายละเอียด สมมติสหรัฐตัดสินใจทิ้งเนโต้ไปจริง แต่ทิ้งไม่หมด กล่าวคือ สหรัฐจะยังให้ความคุ้มครองด้านอาวุธนิวเคลียร์ต่อไป แต่จะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับกำลังรบตามแบบ เช่น สหรัฐจะปลดความรับผิดชอบในส่วนของกำลังทหารราบ ยานเกราะ ปืนใหญ่ และระบบส่งกำลังบำรุง เป็นต้น

โดยสหรัฐจะปลดภาระเหล่านี้ให้เป็นเรื่องของชาติพันธมิตรในยุโรป กล่าวคือสหรัฐจะลดสถานะของตัวเองที่จะไม่ทำหน้าที่เป็น “ผู้จัดกำลังรบหลัก” ของยุโรปอีกต่อไป และอาจจะเล่นบทในฐานะของการเป็น “ผู้สนับสนุนรายหนึ่ง” ให้แก่ยุโรปในภาวะที่มีวิกฤตเท่านั้น ซึ่งสหรัฐจะไม่เล่นบทเป็น “ตัวแสดงหลัก” กับความมั่นคงของยุโรปอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม ความวุ่นวายในทางการเมืองและความมั่นคงจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน โดยเฉพาะหากการถอนตัวของสหรัฐออดจากนาโตเกิดขึ้นอย่าง “ครึ่งๆ กลางๆ” หรือเป็นสภาวะ “incomplete withdrawal” และสิ่งที่เป็นผลกระทบอย่างสำคัญ คือการลดทอนความเข้มแข็งของระบบพันธมิตรแอตแลนติก ที่ผู้นำสหรัฐได้เพียรพยายามสร้างมาอย่างยาวนานตลอดช่วงสงครามเย็น

ในทางกลับกัน ก็น่าสนใจอย่างมากว่า หากสหรัฐถอยออกไปจากระบบพันธมิตรแอตแลนติกแล้ว รัสเซียจะเปิดสงครามกับยุโรป ในความหมายของสงครามกับเนโต้หรือไม่ เพราะการถอนตัวของสหรัฐย่อมมีนัยโดยตรงต่อพลังอำนาจทางทหารของนาโต หากการถอนตัวของสหรัฐ ทำให้ผู้นำรัสเซียมีมุมมองว่า นาโตอ่อนแอลงมากแล้ว

และเป็น “เวลาที่เหมาะสม” กับการเปิดการโจมตี ก็จะมีความหมายว่าการออกจากนาโตของสหรัฐจะส่งผลโดยตรงต่อสถานะด้านความมั่นคงของยุโรป

 

ธนาคารนาโต

สําหรับการวางแผนทางทหารของยุโรปแล้ว หากมีการถอนตัวของสหรัฐเกิดขึ้นจริง ก็อาจต้องตั้ง “ธนาคารนาโต” (NATO Bank) เพื่อ “ป้องกันแรงกระแทกของทรัมป์” (Trump-proof) โดยธนาคารจะทำหน้าที่ให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่รัฐที่ต้องการ เพราะมีการประมาณการว่า สิ่งแรกที่ทรัมป์จะทำคือการลดทอนค่าใช้จ่ายทางทหารของตนที่ให้การสนับสนุนแก่นาโต (ข้อเสนอนี้มาจาก Think Tanks ของอังกฤษและเยอรมนี)

ดังนั้น ธนาคารนี้จึงเป็นเหมือน “สถาบันระหว่างประเทศแบบพหุภาคีในการให้ยืมอาวุธ” ซึ่งจะเป็นองค์กรสำคัญในการให้ความช่วยเหลือด้านยุทโธปกรณ์ โดยรัฐที่ต้องการไม่จำเป็นต้องซื้ออาวุธทันที แต่สามารถจ่ายดอกเบี้ยต่ำในการยืมอาวุธออกจากธนาคาร พร้อมกับสร้างการผ่อนจ่ายระยะยาว และธนาคารนี้จะเริ่มด้วยเงินลงทุนจากชาติสมาชิกนาโต การดำเนินการเช่นนี้จะช่วยสร้างระบบ “สต๊อกอาวุธ” เพื่อเตรียมรับสถานการณ์สงครามในอนาคต

พร้อมกันนี้ก็เชื่อว่าทรัมป์อาจจะบีบให้ยูเครนต้องยอมรับสันติภาพ ด้วยการยกดินแดนให้กับรัสเซีย ซึ่งหากเป็นเช่นนี้แล้ว ทางออกสำหรับนาโตจึงต้องเร่งให้ความสนับสนุนด้านการทหารกับยูเครน พร้อมกับเร่งเสริมสร้างความพร้อมทางทหารของตนให้ได้

โดยเฉพาะการเร่งสร้างความร่วมมือทางทหารระหว่างประเทศระหว่างอังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส และสหภาพยุโรป เพื่อพัฒนาระบบอาวุธสมรรถนะสูงในรูปแบบต่างๆ รวมถึงขีดความสามารถทางด้านไซเบอร์

 

นัยในอนาคต

แนวความคิดของทรัมป์มีนัยสำคัญต่อปัญหาความมั่นคงยุโรปเป็นอย่างยิ่ง ชัยชนะของทรัมป์อาจจะทำให้ภูมิทัศน์การเมืองและความมั่นคงของยุโรปเปลี่ยนไปหมดจากยุคสงครามเย็น ทั้งยังส่งผลต่อสงครามในยูเครน ตลอดรวมถึงความสัมพันธ์สหรัฐ-รัสเซียที่อาจเปลี่ยนไปจากเดิม เพราะความชื่นชมระบอบอำนาจนิยมของทรัมป์

ดังนั้น หากเกิดสภาวะ “นาโตในยุคไร้อเมริกัน” จริงแล้ว ไม่เพียงแต่ภูมิทัศน์ความมั่นคงยุโรปจะเปลี่ยนไปเท่านั้น หากยังมีนัยต่อภูมิทัศน์ความมั่นคงโลกโดยตรงอีกด้วย!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร
พระแม่โพสพ และนิทานเกี่ยวกับผีแม่ข้าวในอุษาคเนย์
‘ทิชชู่เปียก’ อันตราย! ทำร้ายโลก!
เมื่อโลกเปลี่ยน และวอชิงตันต้องปรับตัว
MoU & UNCLOS สงครามการทูตในทะเล
พฤษภาเลือด สไนเปอร์ ‘กระสุนจริง’ จากตึกสูง
E-DUANG | ฐานที่มา แห่ง ระบอบ”อากง” โจทย์ ในมือ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
แกะรอย ประวัติศาสตร์แห่ง ‘อาทิตย์ 3 ดวง’ หรือ ‘Sundogs’ (2)
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 3) เรื่อง ปัญหาบางประการในความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ธำรงศักดิ์โพล เปิดผลสำรวจ ร้อยละ 62.18 ชี้ควรมีการเลือกตั้งผู้ว่าจังหวัดทุกจังหวัดได้แล้ว
“เผ่าภูมิ” ยินดี คลังสานต่อ “Negative Income Tax” ยุคเพื่อไทย พุ่งเป้าช่วยคนจน เสนอเกณฑ์รายได้ต่ำกว่า 6 หมื่น/ปี รับสูงสุด 12,000 บาท/ปี