ยุทธการ 22 สิงหา ประทับจิต ฝังใจจำ ‘อภิสิทธิ์’ ตรึงแน่น ต่อสมเด็จฯ ฮุน เซน

สาระนิยาย Psy ฟุ้ง
ยุทธการ 22 สิงหา
ประทับจิต ฝังใจจำ ‘อภิสิทธิ์’
ตรึงแน่น ต่อสมเด็จฯ ฮุน เซน
หากมองผ่าน “มติชน” บันทึกประเทศไทยต่อเหตุการณ์ในสถานการณ์ของวันที่ 10-12 เมษายน 2552 จากด้านของรัฐบาล จากด้านของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถือว่าหนักหนาสาหัส
โดยเฉพาะสถานการณ์ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน โดยเฉพาะสภาพอันเกิดขึ้นที่โรงแรมรอยัล คลีฟ บีช รีสอร์ท พัทยา
เนื่องจากเป็นการประชุมที่เกี่ยวข้องภายใต้กรอบอาเซียน+3 ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ และอาเซียน+6 ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย ครั้งที่ 14 ที่ผู้นำรวม 15 ประเทศ
และ นายบัน คีมุน เลขาธิการสหประชาชาติ มาร่วมประชุม
หารือกันมีทั้งประเด็นการค้า การลงทุน ความร่วมมือทางเศรษฐกิจต่างๆ และการรับมือกับเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
คือหน้าตาของประเทศ คือ ความรับผิดชอบของรัฐบาล
บันทึกและความเห็นของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผ่านหนังสือ “ความจริงไม่มีสี” ให้ภาพที่เกิดขึ้นในสายตาของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกมาอย่างควรอ่านในเชิงเทียบเปรียบกับข้อมูลด้านอื่นๆ ประสานเข้าด้วยกัน
ในฐานะ “เจ้าภาพการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน”
ก่อนการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่พัทยา 1 วันมีงานเลี้ยงเป็น Working Dinner ตั้งแต่รถเข้าโรงแรมไปผมก็เห็นคนเสื้อแดงนั่งอยู่ที่สนามแล้ว
วันนั้นมีข่าวว่าเริ่มมีปัญหากันบ้างเพราะมีคนบางกลุ่มที่ไม่พอใจเสื้อแดง มีการพูดว่ามีกลุ่มคนเสื้อสีน้ำเงิน
ผมทำงานอยู่ในตัวโรงแรมพยายามสอบถามว่าข้างนอกมีอะไรรุนแรงบ้างไหม
แต่งานช่วงค่ำเป็นช่วงที่ผู้นำประเทศต่างๆ เข้ามาร่วมงาน Working Dinner ก็เป็นไปตามกำหนดการ การดำเนินการต่างๆ เรียบร้อย จำได้ว่าในคืนนั้นนายกฯ ฮุน เซน ของประเทศกัมพูชายังเดินเข้ามาบอกกับผมด้วยตัวเองว่า
“ดีมากที่ไม่ประกาศภาวะฉุกเฉิน”
คล้ายกับว่าภาพลักษณ์จะเสียหาย การประชุมจะดูไม่ดี ตอนนั้นผมยังคิดว่า ท่านเป็นคนที่สนใจปัญหาความขัดแย้งในบ้านเรามาก มีข้อมูลเกี่ยวกับการเมืองของประเทศไทยค่อนข้างจะใกล้ชิด
แต่ถ้ามองย้อนหลังกลับไป ใครอาจคิดเป็นอื่นไปก็ได้
คืนแรกที่โรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท พัทยา ผ่านไปได้ด้วยดี ประเทศไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนและประเทศมหาอำนาจคู่เจรจา
ที่จะเปิดฉากอย่างเป็นทางการในวันรุ่งขึ้น
ปัญหาใหญ่สำหรับการประชุมในวันที่ 11 เมษายน คือ เป็นการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน+3 และ +6 ซึ่งจะมีผู้นำประเทศอื่นๆ เช่น จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ฯลฯ เข้ามาร่วมประชุมด้วย
แต่ท่านเหล่านั้นไม่ได้พักที่โรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท พัทยา สถานที่จัดการประชุม จะต้องมีการเดินทางมายังโรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท พัทยา ที่ตั้งอยู่บนเขา ความยากของการทำงานคือ จะต้องหาทางไม่ให้มวลชนเสื้อแดงขึ้นมาล้มการประชุมบนเขา
ในขณะเดียวกัน ก็ต้องหาทางให้ผู้นำประเทศเหล่านั้นสามารถขึ้นมาร่วมการประชุมบนเขาได้ด้วย
เช้าตรู่วันประชุม ปรากฏว่าโรงแรมที่ผู้นำประเทศเหล่านี้พักอยู่ได้มีคนเสื้อแดงไปล้อมไว้แล้ว มีทั้งแท็กซี่ มีรถขนคนล้อมไว้แล้วเพื่อไม่ให้เดินทางมาร่วมประชุม เป็นอุปสรรคต่อการเข้ามาร่วมประชุมของผู้นำชาติต่างๆ อย่างมาก
เพราะเขาทั้งลำบาก ทั้งสุ่มเสี่ยง ซึ่งเราก็เกรงใจเขามาก ต้องหาทางเคลียร์เส้นทางเพื่อรับรองการเดินทางให้ปลอดภัยที่สุด
เวลาที่เสียไปในตอนเช้าส่วนใหญ่ก็คือเรื่องนี้
ระหว่างนั้นผมก็อยู่ที่โรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท พัทยา ติดตามสถานการณ์โดยเฉพาะการเคลียร์เส้นทางที่ถูกปิดล้อมของผู้นำประเทศต่างๆ สุดท้ายเริ่มชัดเจนว่าเดินทางมาไม่ได้
เช่น ผู้นำประเทศญี่ปุ่นยังติดอยู่ที่โรงแรมไม่สามารถเดินทางออกมาร่วมประชุมได้ เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังมีนายกรัฐมนตรีประเทศออสเตรเลียอยู่ระหว่างเดินทางด้วยเครื่องบินลอยอยู่กลางอากาศ ซึ่งเมื่อมีการติดต่อไปทราบว่าท่านก็เข้าใจ รวมถึงผู้นำประเทศนิวซีแลนด์เพิ่งเดินทางมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิก็ต้องกลับไป เป็นต้น
เมื่อแจ้งท่านเหล่านั้นว่าคงประชุมไม่ได้แล้วก็ต้องตกลงกับเจ้าหน้าที่ว่าจะต้องดำเนินการในการส่งผู้นำประเทศต่างๆ เดินทางกลับ
ตอนนั้นเวลาใกล้เที่ยงแล้วก็เตรียมจะได้มีการรับประทานอาหารกลางวันร่วมกันกับผู้นำประเทศต่างๆ ที่พำนักอยู่ในโรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท พัทยา อยู่แล้วก่อนที่ท่านเหล่านั้นจะเดินทางกลับ
ผมยังจำได้ดีว่า นายกฯ ฮุน เซน ของกัมพูชานั่นเองที่ออกปากด้วยตนเองว่าให้รีบแยกย้ายกันกลับเลยดีกว่า ไม่ต้องทานข้าวกลางวันด้วยกันหรอก
หากมองย้อนหลัง บางคนก็อาจสงสัยว่าท่านทราบการข่าวเชิงลึกว่าจะเกิดเหตุหรืออย่างไร แต่ตอนนั้นทุกท่านก็ตกลงกันว่าไม่ทานก็ไม่ทาน เตรียมเดินทางกลับ หลังจากนั้นไม่นาน ปรากฏว่ามีการบุกเข้ามาในโรงแรม
มีการทุบกระจกไล่ตามหาตัวผมก่อนจะแถลงข่าวล้มการประชุมอาเซียน ประกาศชัยชนะบนความเสียหายของประเทศชาติ
ช่วงเวลาคาบเกี่ยวไล่เลี่ยกันนั้นผมแถลงข่าวเลื่อนการประชุมแล้วก็จำเป็นต้องประกาศภาวะฉุกเฉินในพื้นที่เมืองพัทยาและชลบุรี เพื่อดำเนินการอำนวยความสะดวกให้ผู้นำประเทศต่างๆ เดินทางกลับ
มีการเตรียมเฮลิคอปเตอร์เพื่อจะไปส่งผู้นำที่สนามบินอู่ตะเภา
ขณะนั้นผมบอกว่าจะอยู่ส่งผู้นำทุกประเทศก่อน แต่สุดท้ายเจ้าหน้าที่ยืนกรานว่าไม่ได้ ท่านอยู่ไม่ได้ ท่านไปก่อน ถ้าท่านไปคนอื่นจะเบา การดูแลเรื่องอื่นจะเบาลง เพราะว่าเป้าหมายอยู่ที่ท่านเป็นหลัก
เขาบอกให้ผมไปส่งที่อู่ตะเภา ไปรอที่อู่ตะเภา พอผู้นำไปค่อยไปรับเขาแล้วก็ส่งขึ้นเครื่องต่อ ผมตกลงขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปที่อู่ตะเภา
ผู้นำประเทศส่วนใหญ่ก็ไปเฮลิคอปเตอร์ มี คุณกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางไปทางเรือ ผมมาทราบภายหลังว่าไม่ได้เป็นไปตามแผน เพราะเขาเตรียมให้ขึ้นเฮลิคอปเตอร์แต่ท่านติดขัดมาไม่ทัน
ตามไปเจอที่อู่ตะเภา
เสร็จจากการส่งผู้นำประเทศที่อู่ตะเภาทราบว่านายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นยังอยู่โรงแรมที่พักผมจึงตัดสินใจเดินทางไปพบท่านที่โรงแรม คิดว่าเป็นมารยาทที่ต้องเข้าไปขอโทษด้วยตัวเอง
จากนั้นผมเดินทางกลับไปที่โรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท พัทยา ไปดูความเสียหาย ขอบคุณคนที่พยายามจะทำงานเพื่อประเทศชาติ
ซึ่งเวลานั้นม็อบคนเสื้อแดงถอนตัวกลับมาฉลองชัยชนะที่กรุงเทพฯ แล้ว
หากติดตาม “บันทึกจากใจ ไม่เคยเปลี่ยนแปลง” ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผ่านหนังสือ “ความจริงไม่มีสี”
ก็จะสัมผัสได้ใน “ความละเอียดอ่อน”
เป็นความละเอียดอ่อนที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รู้สึกอย่างเป็นพิเศษต่อแต่ละท่าทีของ นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ฮุน เซน
ไม่ว่าจะการเน้นต่อประโยคที่ว่า “ดีมากที่ไม่ประกาศภาวะฉุกเฉิน”
ไม่ว่าจะที่ออกปากด้วยตนเองว่า ให้รีบแยกย้ายกันกลับเลยดีกว่า ไม่ต้องทานข้าวกลางวันด้วยกันหรอก
เป็นการเน้นพร้อมกับข้อสังเกต “หากมองย้อนหลัง”
ก็นำไปสู่บทสรุปที่ว่า “ใครอาจคิดเป็นอื่นไปก็ได้” รวมถึง “บางคนก็อาจสงสัยว่าท่านทราบการข่าวเชิงลึกว่าจะเกิดเหตุหรืออย่างไร”
เป็นความฝังใจต่อนายกรัฐมนตรีฮุน เซน แห่งกัมพูชา
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
