bg-single

สมองยุคหิน ไม่ชินกับโลกยุคใหม่

16.12.2024

ฉันคิดว่าคนจำนวนมากในยุคนี้ประสบปัญหาแบบเดียวกันและอาจจะเคยบ่นกันมาบ้างแล้วอย่างน้อยคนละครั้ง นั่นก็คือปัญหาของการที่เราไม่สามารถมีสมาธิจดจ่ออยู่กับอะไรนานๆ ได้อีกต่อไป

ตัวฉันเองจากที่เคยนั่งอ่านหนังสือได้ยาวๆ ตอนนี้พลิกไปได้ไม่กี่หน้าก็รู้สึกว้าวุ่น อยากจะจับโทรศัพท์มือถือบ้าง หรืออยากคว้ารีโมตมาเปิดทีวีดูบ้าง

ถ้าจะเหลือเวลาที่อ่านหนังสือได้ยาวหน่อยก็จะเป็นตอนอยู่บนเครื่องบินที่โทรศัพท์ไม่ได้เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต

มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนว่าคนยุคนี้มี attention span หรือช่วงระยะเวลาที่จะสนใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่สั้นลงจริงๆ

ซึ่งก็เป็นผลข้างเคียงมาจากบรรดาหน้าจอหลากหลายที่ล้อมรอบตัวเรานั่นเอง

 

Richard E. Cytowic ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Your Stone Age Brain in the Screen Age : Coping with Digital Distraction and Sensory Overload บอกว่าสาเหตุมาจากการที่สมองของมนุษย์ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงเลยนับตั้งแต่ยุคหินเป็นต้นมา ดังนั้น เมื่อเจอกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ทุกอย่างเคลื่อนไหวปรู๊ดปร๊าด สมองเราจึงปรับตามไม่ทัน

สมองมีพลังงานอยู่จำกัดในการที่จะแบ่งว่าคนคนหนึ่งจะสามารถทำงานได้แค่ไหนในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เมื่อมีอะไรให้ประมวลผลเยอะเกินไปก็จะทำให้โอเวอร์โหลด นำไปสู่ความเครียดและสมาธิที่วอกแวก

การได้รับข้อมูลเยอะเกินไปจนโอเวอร์โหลดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว ตั้งแต่การมาถึงของสมาร์ตโฟนเสียอีก

หนึ่งในข้อมูลที่น่าสนใจที่เขาระบุไว้ก็คือการที่เราโอเวอร์โหลดจากภาพที่เรามองเห็นนั้นเป็นปัญหาจากการโอเวอร์โหลดทางเสียงหรือการฟังเสียอีก ซึ่งผู้เขียนหนังสือได้เล่าให้ฟังว่าแต่ดั้งเดิมนั้นบรรพบุรุษของเราต้องพึ่งพาการฟังมากกว่าการมอง เมื่อเวลาผ่านไป การมองภาพทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ

หากเปรียบเทียบกัน เวลาคลื่นเสียงกระทบกับแก้วหูของเราจะมีช่วงเวลาดีเลย์ก่อนที่สมองจะเข้าใจว่าเสียงที่ได้ยินไปนั้นเป็นเสียงอะไร ในขณะที่สมองใช้เวลาเพียงแค่ 1 ส่วน 10 วินาทีเท่านั้นในการประมวลผลสิ่งที่ตาเห็น

เหตุผลทางด้านกายศาสตร์ สรีรศาสตร์ และวิวัฒนาการนี่แหละที่อธิบายว่าทำไมสมาร์ตโฟนถึงได้ชนะโทรศัพท์ดั้งเดิมแบบไร้หน้าจอไปได้อย่างง่ายดาย

ผู้เขียนเปรียบเทียบว่าสมาร์ตโฟนหรือคอมพิวเตอร์สักเครื่องหนึ่งสามารถบรรจุข้อมูลได้เป็นหลายร้อยกิกกะไบต์ไปจนถึงเทราไบต์ ยังไม่นับรวมปริมาณข้อมูลที่สร้างขึ้นมาในแต่ละวันที่แทบจะไม่สามารถจินตนาการภาพได้ด้วยซ้ำว่าเยอะขนาดไหน ในขณะที่สมองของมนุษย์เรายังเป็นสมองเดียวกันกับที่บรรพบุรุษใช้ในยุคหินอยู่เลย

ถึงแม้ว่าร่างกายมนุษย์จะปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงมาแล้วมากมายและเราก็พิชิตครอบครองแทบจะทุกหย่อมหญ้าบนโลกใบนี้ แต่สมองเราก็ยังไม่สามารถตามทันความเร็วของเทคโนโลยีสมัยใหม่ วัฒนธรรม และสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วได้

 

มีการศึกษาหนึ่งที่จัดทำขึ้นโดย Microsoft Research Canada ที่อ้างว่าทุกวันนี้ช่วงระยะความสนใจของมนุษย์เราหดลงเหลือเพียงแค่ 8 วินาทีเท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าปลาทองที่เรามักจะชอบหยิบยกขึ้นมาแซวกันเล่นเสียอีก

แม้การศึกษาครั้งนั้นอาจจะยังมีช่องโหว่อยู่บ้าง แต่ก็มีผลการศึกษาอื่นๆ ที่ให้ผลลัพธ์คล้ายคลึงกัน อย่างเช่นในปี 2004 ก็มีข้อมูลที่ระบุว่าความสนใจของคนเฉลี่ยอยู่ที่ 150 วินาที แต่ภายในปี 2012 ตัวเลขนี้กลับตกลงไปอยู่ที่ 47 วินาทีเท่านั้น

อาจจะมีคนเถียงว่าถึงจะพูดว่าความสนใจของเราหดสั้นนิดเดียวแต่ก็ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับทุกคนนะ เพราะก็ยังมีคนที่ใช้สมองแบบดั้งเดิมจากบรรพบุรุษนี่แหละทำหลายสิ่งหลายอย่างที่ยากและซับซ้อนได้สำเร็จกันทุกวัน ทั้งการแก้โจทย์คณิตศาสตร์ยากๆ การตรวจดูข้อมูลจากเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ หรือการประพันธ์งานเพลงชั้นเยี่ยม

จากความเข้าใจของฉันคือเราทุกคนน่าจะเจอสถานการณ์ข้อมูลโอเวอร์โหลดและความสนใจหดสั้นลงเหมือนๆ กัน

แต่ความสามารถในการรับมือกับความเครียดที่เกิดขึ้นนี่แหละที่สร้างความแตกต่างได้

 

เราสามารถแบ่งสมาธิออกได้เป็น 3 รูปแบบ คือ สมาธิต่อเนื่อง สมาธิแบบเลือก และสมาธิแบบสลับสับเปลี่ยน

สมาธิแบบแรกคือความสามารถในการโฟกัสที่อะไรสักอย่างเป็นช่วงระยะเวลาติดต่อกัน

สมาธิแบบที่สองคือการกรองสิ่งที่ทำให้เราวอกแวกออกเพื่อที่เราจะได้ยึดมั่นอยู่กับการทำภารกิจตรงหน้า

ส่วนสมาธิแบบที่สามคือความสามารถที่จะสลับจากภารกิจหนึ่งไปสู่อีกภารกิจหนึ่งและสลับกลับมาอีกทีเพื่อทำสิ่งที่ค้างไว้ต่อ

หากดูจากพลังงานที่ต้องใช้ในการสลับสมาธิไปมาในวันหนึ่งๆ แล้ว ผู้เขียนก็บอกว่าเขาคิดว่าตอนนี้เราน่าจะใช้พลังงานกันไปเกินขอบเขตจำกัดของสมองยุคหินเรียบร้อยแล้ว

การใช้พลังงานเกินลิมิตแบบนี้จะก่อให้เกิดผลที่ตามมาคือสมองล้า โฟกัสแย่ลง ความคิดตีบตัน และความจำหาย

อุปกรณ์สมาร์ตๆ ทั้งหลายถูกออกแบบมาให้สามารถเรียกร้องความสนใจของเราได้ทันทีในชั่วขณะนั้นๆ ข้อความที่จำเป็นต้องตอบทันที คำแจ้งเตือนที่ต้องรู้ หรือโทรศัพท์และวิดีโอคอลล์ที่ต้องรับ

เมื่อเราพอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมช่วงระยะเวลาความสนใจของเราถึงสั้นลง คำถามที่ตามมาก็คือแล้วจะทำอย่างไรในเมื่อไลฟ์สไตล์เราถูกปรับให้ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีเหล่านี้อย่างขาดไม่ได้ สำหรับหลายๆ คนหน้าที่การงานอาจจะขึ้นอยู่กับการต้องตอบสิ่งที่เด้งมาบนหน้าจอสมาร์ตโฟนทันทีด้วยซ้ำ

คงไม่มีคำตอบแบบสำเร็จรูปที่ให้ไปแล้วจะแก้ปัญหาได้ทันที แต่มีสิ่งที่เราพอจะทำได้เล็กๆ น้อยๆ เพื่อลดความเหนื่อยล้าที่เกิดขึ้น อย่างการตั้งเวลาเพื่อพักเบรกคอยู่เรื่อยๆ หรือพยายามลดช่วงเวลาการมองจอให้น้อยลง

พร้อมทำใจว่านี่แหละคือราคาที่มนุษย์เราต้องจ่ายเพื่อแลกกับเทคโนโลยีทันสมัย

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ชลบุรีเร่งยกระดับสู่เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ รับโอกาสจากพฤติกรรมนักเดินทางยุคใหม่
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 5) : เรื่อง บรรทัดฐานคำตัดสินศาลโลก | สุรชาติ บำรุงสุข
อะธีนา พระแม่ผู้เป็นเทพีประจำเมืองเอเธนส์ ของชาวกรีกโบราณ
‘ลำไส้ ลำแสง’ นิทรรศการที่ถ่ายทอดภาพ ที่ถูกขับออกมาจากภายในร่างกาย อย่างตรงไปตรงมา โดย ณัฐพล สวัสดี
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (180)
มองข้ามช็อต ศึก 3 เส้า ทะเลจีนใต้เดือด กลางเวทีแชงกรีล่า ทำไมไทยควรใส่ใจจริงๆ
ANTA แบรนด์กีฬาจีน ท้าชน NIKE ADIDAS
E-DUANG | ทำไม กรณี เจาะลึกทั่วไทย จึงเป็น เผือกร้อน ต่อรัฐบาล
2 คู่รักคนดังวิวาห์ชื่นมื่น ‘ณเดชน์-ญาญ่า’ 15 ปีที่รอคอย ‘พระพาย-หนุน’ เริ่มต้นชีวิตคู่
โศกนาฏกรรมบ้านทิโคร่ง จาก 7 ขวบหายตัวปริศนา สู่เหตุฆาตกรรม ‘น้ององุ่น’ คดีรันทดผืนป่าตะวันตก
ครูสอบตก ‘ลูกจ้างชั่วคราว’ โจทย์ใหญ่ ‘สพฐ.’ เกาไม่ถูกที่คัน
‘REMARKABLY BRIGHT CREATURES’ | ‘หมึกยักษ์สีสดใส’