‘อิ๊งค์’ สานฝันวัยสร้างตัว แจ้งเกิด ‘บ้านเพื่อคนไทย’ ผ่อน 4,000 อยู่ยาว 99 ปี

จาก 5 นโยบายเรือธง ที่ “รัฐบาลอิ๊งค์” ประกาศแคมเปญ “2568 โอกาสไทย ทำได้จริง” เรียกว่ามีเสียงตอบรับจากภาคธุรกิจค่อนข้างมาก
โดยเฉพาะมาตรการแก้หนี้บ้าน รถยนต์ และกลุ่มเอสเอ็มอี ที่ค้างชำระเกิน 30 วัน แต่ไม่เกิน 1 ปี ภายใต้โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ที่จัดแกรนด์เซลส์ครั้งใหญ่ พักดอกเบี้ย 3 ปี จ่ายเฉพาะเงินต้น ค่างวดปีแรก 50% ปีที่สอง 70% และปีที่สาม 90%
แม้จะมีดราม่าอยากให้ช่วยลดดอกเบี้ยให้ “ลูกหนี้ดี” แต่ภาคธุรกิจมองว่าการที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปลดแอก “หนี้เสีย” ก็เพื่อดับไฟไม่ให้ลุกลามบั่นทอนเศรษฐกิจ ถ้าหากปล่อยไปเรื่อยๆ แบบนี้ จะยิ่งทรุดหนัก
อีกโครงการไฮไลต์ “บ้านเพื่อคนไทย” ที่มีเสียงตบมือรัวๆ เพราะหากทำได้จริง ช่วยสานฝันผู้มีรายได้น้อยมีบ้านหลังแรก ใกล้เมือง ใกล้รถไฟฟ้า ยิ่งได้ “รถไฟฟ้า 20 ตลอดสาย” มาเสริม จะยิ่งได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้น
สําหรับโมเดล “บ้านเพื่อคนไทย” เวอร์ชั่นรัฐบาลเพื่อไทย ในวันเปิดนโยบาย “แพทองธาร ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี โชว์ไอเดียเป็นการแก้ปัญหาบ้านหลังแรกของคนไทย โดยเฉพาะในเมืองที่ไม่มีที่อยู่อาศัย ที่ไม่สามารถซื้อบ้านได้ เพราะไม่มีเงินดาวน์ ไม่ได้อนุมัติสินเชื่อ
ขณะที่บ้านและคอนโดมิเนียมคุณภาพในกรุงเทพฯ หรือหัวเมืองใหญ่ ราคาไม่ต่ำกว่า 3 ล้านบาท กลายเป็นเรื่องยากลำบากมากสำหรับคนไทย หรือถ้าซื้อได้ก็ต้องไปอยู่ทำเลไกลเมือง ใช้เวลาเดินทางไปและกลับที่ทำงานหลายชั่วโมง
จึงเป็นที่มา “บ้านเพื่อคนไทย” สานฝันคนอยากมีบ้าน ไม่ต้องมีเงินดาวน์ ผ่อนเริ่มต้น 4,000 บาทต่อเดือน โดยใช้พื้นที่รัฐที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ทำเลดี เดินทางสะดวก ใกล้รถไฟฟ้า ใกล้ตัวเมือง มาพัฒนาโครงการ เริ่มต้นด้วยที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทยในกรุงเทพฯ สร้างเป็นคอนโดฯ พร้อมเฟอร์นิเจอร์พร้อมอยู่ เริ่มต้น 30 ตารางเมตร
“บ้านเพื่อคนไทย จะให้เฉพาะคนไทยเท่านั้น ไม่ต้องมีเงินดาวน์ ผ่อนเดือนละ 4,000 บาท ไม่เกิน 30 ปี มีสิทธิอยู่ได้ 99 ปี เราให้สิทธิกับคนที่ยังไม่มีบ้านก่อน ทำให้ผู้จบปริญญาตรีที่ฝันอยากมีบ้าน มีเงินเดือนเดือนแรกก็สามารถมีบ้านได้เลย ปีหน้าจะมีบ้านตัวอย่างให้ดู มอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและกระทรวงคมนาคมเป็นเจ้าภาพ”
จากโจทย์ “นายกฯ แพทองธาร” กระทรวงคมนาคม โดยบริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด (SRTA) บริษัทลูกของการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้เปิดโมเดลก่อนโชว์ห้องตัวอย่างในวันที่ 20 มกราคม 2568 ที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ หลังจากนั้นถึงจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนจองได้ โดยมีเงื่อนไขเป็นการซื้อบ้านหลังแรก ต้องอยู่อาศัยอย่างน้อย 5 ปี ก่อนจะโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้อื่นอาศัยต่อได้
รูปแบบโครงการมีทั้งคอนโดฯ และบ้านเดี่ยวชั้นเดียว ตั้งเป้าผลิต 1 แสนยูนิต นำร่องก่อน 4 ทำเล รัศมีไม่ไกลสถานีรถไฟ
ได้แก่ บางซื่อย่าน กม.11 ซึ่งบริเวณนี้มีเนื้อที่กว่า 300 ไร่ ก่อนหน้านี้การรถไฟแห่งประเทศไทยศึกษาจะพัฒนามิกซ์ยูสขนาดใหญ่ โดยจะนำที่ดินกว่า 15 ไร่ อยู่หลังสำนักงานใหญ่ ปตท. มาพัฒนาเป็นคอนโดฯ 8 ชั้น 3 อาคาร รวม 1,232 ยูนิต มีห้องขนาด 30 ตารางเมตร ขนาด 40 ตารางเมตร ขนาด 45 ตารางเมตร และขนาด 50 ตารางเมตร
ส่วนอีก 3 ทำเลอยู่ที่เชียงราก ธนบุรี และเชียงใหม่ โดยที่เชียงใหม่มีเนื้อที่ 7 ไร่ พัฒนาเป็นบ้านเดี่ยวชั้นเดียว ขนาด 50 ตารางวา จำนวน 35 หลัง เป็นบ้านขนาด 2 ห้องนอน 1 ห้องนั่งเล่น ห้องน้ำ พื้นที่ซักล้าง และลานจอดรถ
อย่างไรก็ตาม SRTA ได้สำรวจพื้นที่มีศักยภาพ 112 พื้นที่ แต่มีศักยภาพสูง 25 พื้นที่ รวมกว่า 700 ไร่ ที่จะศึกษาความเหมาะสมพัฒนาบ้านเพื่อคนไทย แบ่งเป็น 3 ระยะ โดยระยะเร่งด่วนปี 2567-2568 สำหรับโครงการนำร่อง โดยระยะที่ 1 เป็นคอนโดฯ 3 พื้นที่ มีเชียงใหม่ เชียงราก บางซื่อ กม.11 ส่วนระยะที่ 2 บ้านเดี่ยว 3 พื้นที่ มีเชียงใหม่ กาญจนบุรี นครราชสีมา
ขณะที่ระยะสั้นในปี 2569 -2571 มี 22 โครงการ และระยะกลาง ปี 2572-2576 จำนวน 87 โครงการ
“อิสระ บุญยัง” นายกกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร สะท้อนมุมมองว่า บ้านเพื่อคนไทยเป็นนโยบายที่ดี มีผลทางตรงต่อผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง ที่ยังไม่มีบ้านหลังแรกได้อยู่ใกล้เมือง โดยเชื่อว่าจะสามารถดำเนินการได้ เนื่องจากพัฒนาบนที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย ไม่มีต้นทุนราคาที่ดิน มีตัวแปรเฉพาะอัตราดอกเบี้ยและค่าก่อสร้าง
นอกจากนี้ มองว่าการพัฒนาโครงการ เพื่อให้สามารถผ่อนได้ 4,000 บาท ต้องตั้งราคาให้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาท และมีสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำไม่เกิน 3-5% ให้ ส่วนผลทางอ้อมจะสนับสนุนคนใช้ระบบราง และทำให้เกิดการพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานี (TOD) เช่น ศูนย์การค้า โรงแรม เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ขณะที่การรถไฟแห่งประเทศไทยจะมีรายได้การพัฒนาพื้นที่ตามมา โดยเฉพาะทำเลย่านบางซื่อ น่าจะได้รับความสนใจจากภาคเอกชน หากเปิดให้ลงทุนพัฒนาโครงการได้
จากไอเดียของ “รัฐบาลแพทองธาร” เริ่มมีเอกชนสนใจจะร่วมพัฒนาโครงการ หนึ่งในนี้มีเจ้าพ่อคอนโดบีโอไอ “นิรัตน์ อยู่ภักดี” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท รีเจ้นท์ กรีน เพาเวอร์ จำกัด ผู้พัฒนาคอนโดมิเนียมรีเจ้นท์ ออกมาระบุว่า เตรียมโมเดลบ้านเพื่อคนไทยเพื่อให้กรมธนารักษ์พิจารณา
โดยบริษัทมีที่ดินพร้อมดำเนินการแล้วกว่า 10 ไร่ อยู่ห้าแยกปากเกร็ด ห่างรถไฟฟ้าสายสีชมพูประมาณ 200 เมตร เป็นที่ดินเดิมเตรียมไว้พัฒนาคอนโดฯ 30 ชั้น 2 อาคาร กว่า 3,000 ยูนิต ขนาด 30 ตารางเมตร ราคา 1.2 ล้านบาท
แต่หากนำมาเข้าโครงการสามารถพัฒนาได้ในราคา 900,000 บาทต่อยูนิต เพื่อให้ผ่อนได้เดือนละ 4,000 บาท ภายใต้เงื่อนไขกรมธนารักษ์ต้องหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำไม่เกิน 3% ให้บริษัทเพื่อเดินหน้าก่อสร้างโครงการ
หากกรมธนารักษ์รับแนวคิด ต้องทำบันทึกข้อตกลงร่วมกัน จากนั้นบริษัทจะเปิดจองโครงการ หากลูกค้าแสดงความสนใจ 80-90% ของโครงการ จะเดินหน้าก่อสร้างในทันที เพราะโครงการนี้ผ่านการอนุมัติรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว เมื่อสร้างเสร็จจะโอนโครงการให้เป็นทรัพย์สินกรมธนารักษ์ เพื่อบริหารการเช่าระยะยาวต่อไป โดยกรมธนารักษ์อาจดำเนินการผ่านบริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด (ธพส.) บริษัทลูกก็ได้
เป็นโมเดลที่ภาครัฐและเอกชนหงายไพ่ออกมา
ส่วนจะแจ้งเกิดสำเร็จได้มากน้อยขนาดไหน คงต้องลุ้นกันต่อในปี 2568
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
