เศรษฐกิจ
เมื่อเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุอะไรก็ตาม รัฐบาลตามอำนาจหน้าที่ในการบริหารจัดการประเทศจะต้องคิดหาทางช่วยเหลือ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในการใช้ชีวิตของประชาชน จากนั้นสิ่งที่ตามมาคือ การใช้งบประมาณเดินหน้าตามแนวคิดหรือมาตรการต่างๆ ที่จะออกมา และสิ่งที่ได้ยินตามมาแบบติดๆ คือ ความจำกัดของงบประมาณ
งบประมาณของประเทศไทยมาจากรายได้ในการจัดเก็บภาษีจากประชาชนในประเทศอีกที โดยข้อมูลของกรมบัญชีกลาง ณ สิ้นสุดไตรมาส 2/2569 รัฐบาลได้เบิกจ่ายงบประมาณไปแล้วทั้งสิ้น 2,095,295.19 ล้านบาท คิดเป็น 55.42% ของวงเงินทั้งหมด และมีงบประมาณคงเหลือที่ยังไม่ได้เบิกจ่ายอีกประมาณ 1,685,304.81 ล้านบาท หรือตัวเลขกลมๆ ประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท เทียบกับงบประมาณรวมที่เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณปี 2569 โดยมีวงเงินรวมทั้งสิ้น 3.7 ล้านล้านบาท
จำนวนเงินกว่าล้านล้านบาทที่ยังไม่ได้เบิกจ่ายไปนั้น ดูเหมือนเป็นเม็ดเงินที่เยอะมาก หากแต่พิจารณาลงลึกจะพบว่า งบประมาณเหล่านี้แทบจะไม่เหลือให้ใช้อย่างที่คิดไว้ เพราะหลายสาเหตุ
อาทิ เป็นงบประมาณผูกพันไว้หมดแล้ว (ไม่มีเงินเหลือจริง) หรือเป็นงบประมาณแบบขาดดุลตั้งแต่แรก หรือมีข้อจำกัดด้านเวลาและขั้นตอนกฎหมาย รวมถึงมีความจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจและรับมือวิกฤตพยุงกำลังซื้อเร่งด่วน
ในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว ค่าครองชีพพุ่งสูง หรือมีวิกฤตพลังงานโลก รัฐบาลจำเป็นต้องมีเงินก้อนใหม่เข้ามาอัดฉีดระบบเศรษฐกิจ พยุงการจ้างงาน และช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางไร้ที่พึ่ง เพื่อไม่ให้เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจหยุดชะงักลง โดยมีการออก พ.ร.ก.กู้เงินจำนวน 4 แสนล้านบาท แบ่งใช้ในการช่วยเหลือและเยียวยาค่าครองชีพประชาชน วงเงิน 200,000 ล้านบาท และอีกส่วนวางแผนใช้ปรับโครงสร้างและเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอีก 200,000 ล้านบาท
เพื่อไม่ให้ทุกครั้งที่เกิดวิกฤตขึ้น รัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินมาเพื่อช่วยเหลือเยียวยาประชาชนผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนอยู่ร่ำไป แต่รัฐบาลควรมีความสามารถในการจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือเยียวยาประชาชนได้อย่างเป็นระบบแบบแผนมากขึ้น
จึงได้เตรียมดำเนินการทบทวนโครงสร้างสวัสดิการจากรัฐบาลที่เชื่อว่ามีความแม่นยำ และตรงจุดมากขึ้น
ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า กระทรวงการคลังได้เตรียมจัดระเบียบสวัสดิการภาครัฐใหม่ทั้งระบบ โดยเตรียมผลักดันระบบภาษีติดลบ หรือ Negative Income Tax (NIT) มาใช้ให้เกิดขึ้นจริงภายใน 2 ปี เพื่อแก้ปัญหาสวัสดิการซ้ำซ้อน และใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยยึดหลักการรายได้ถึงเกณฑ์เสียภาษี รายได้ไม่ถึงเกณฑ์รับสวัสดิการ โดยการคัดกรองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่นี้ ที่มีการตรวจสอบลิงก์ข้อมูลกับฐานภาษีบุตรเพื่อดูการอุปการะบุพการี ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดระบบข้อมูลเพื่อก้าวไปสู่ระบบ NIT ที่สมบูรณ์แบบในอนาคต
สำหรับระบบ NIT คือการเปลี่ยนผ่านจากการให้เงินช่วยเหลือแบบครอบจักรวาล หรือการจ่ายเท่ากันทุกคน อาทิ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่จ่ายตามขั้นบันไดอายุ 600-1,000 บาท ไปสู่การให้ความช่วยเหลือแบบพุ่งเป้า (Targeted) ตามโปรไฟล์ความเดือดร้อนของแต่ละบุคคล โดยระบบใหม่นี้จะช่วยให้รัฐบาลรู้จักตัวตนของคนไทยทุกคนอย่างละเอียดผ่านฐานข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อวิเคราะห์ว่าประชาชนแต่ละคนมีความต้องการสวัสดิการที่แตกต่างกันอย่างไร
“หลักการสำคัญคือ รัฐบาลต้องการเน้นช่วยเหลือกลุ่มคนที่เดือดร้อนมากที่สุด และมีฐานะยากจนจริงๆ แต่ไม่มีลูกหลานคอยดูแล เนื่องจากเงินที่รัฐบาลนำมาใช้แก้ปัญหาวิกฤตพลังงานนั้นมีจำกัด จึงต้องใช้จ่ายแบบพุ่งเป้า (Targeted) และมีประสิทธิภาพ โดยการเปลี่ยนหลักเกณฑ์ในการคัดกรองสิทธิ์ของผู้ถือบัตรคนจน จากเดิมใช้เกณฑ์ครอบครัว เปลี่ยนมาเป็นการพิจารณาเป็นรายบุคคลในรอบนี้ ข้อมูลที่ได้จะนำไปใช้ประโยชน์ในการต่อยอดนโยบาย Negative Income Tax ในอนาคตต่อไป” ลวรณเน้นย้ำ
มุมมองนักวิชาการ นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ระบุว่า แนวคิดของรัฐบาลเรื่องนี้ถือว่ามาถูกทางแล้วภายใต้ทรัพยากรจำกัด ถือเป็นทิศทางที่ถูกต้องในการรับมือกับปัญหาสังคมสูงวัย และปัญหาโครงสร้างงบประมาณ แม้ในรายละเอียดเชิงลึก อาทิ สูตรการคำนวณเงินช่วยเหลือหรือการบริหารจัดการระบบลงทะเบียนจะยังเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อ แต่ธีมหลักที่เปลี่ยนจากการให้แบบเหมาเข่งมาเป็นการให้ตามระดับรายได้จริง จะช่วยให้ระบบสวัสดิการไทยมีความยั่งยืนและก้าวผ่านวิกฤตเศรษฐกิจในระยะยาวได้
จุดเด่นสำคัญของนโยบายนี้คือ การทำ Targeting หรือการช่วยเหลือแบบตรงกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งจะช่วยลดความซ้ำซ้อนในการจ่ายสวัสดิการ อาทิ ผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยยังชีพอยู่แล้ว แม้รายได้จะยังไม่พ้นเส้นความยากจน แต่เมื่อมีรายได้จากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่ศูนย์บาท รัฐก็สามารถลดสัดส่วนการช่วยเหลือลงได้ ขณะที่การเปลี่ยนจากระบบที่ต้องโถมงบประมาณให้คนจำนวน 13-14 ล้านคนเท่าๆ กันของบัตรสวัสดิการฯ มาเป็นการช่วยเหลือตามสัดส่วนรายได้จริง จะทำให้รัฐสามารถสโคปงบประมาณได้ชัดเจนขึ้น และอาจนำงบประมาณที่ประหยัดได้ไปเพิ่มความช่วยเหลือให้ผู้ที่อยู่ใกล้เส้นความยากจนได้มากขึ้นกว่าเดิม
แนวทางของรัฐบาลในตอนนี้ ถือเป็นการปรับโครงสร้างจากการช่วยเหลือแบบ Universal (ถ้วนหน้าแต่จำกัดสิทธิ์) มาเป็นแบบ Targeting หรือการมุ่งเป้า ซึ่งเหมาะสมกับสถานการณ์ที่รัฐมีศักยภาพทางการคลังจำกัดลงเรื่อยๆ โดยความท้าทายของระบบภาษีติดลบนี้คือ ด้วยความที่เป็นเรื่องใหม่ และเกี่ยวข้องกับระบบการทำงานของรัฐบาลภายใต้กรมสรรพากรโดยตรง ที่ต้องมีภาระงานเพิ่มขึ้นประมาณ 5 เท่า และการดึงคนเข้าสู่ระบบภาษี
โดยเงื่อนไขหลักที่จะต้องทำให้ได้หากต้องการใช้ระบบภาษีติดลบให้เห็นผลเชิงบวกจริงคือ รัฐบาลต้องทำให้ทุกคนยื่นภาษีให้ได้ เพื่อให้รัฐทราบรายได้ที่แท้จริง
ข้อมูลสำคัญของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ มีส่วนที่เกี่ยวข้องกับแนวทางนี้ของรัฐบาลคือ ในประเทศกำลังพัฒนา แรงงานในระบบที่รัฐสามารถตรวจสอบรายได้คิดเป็นสัดส่วนน้อย ในกรณีของไทย แรงงานในระบบคิดเป็นเพียงประมาณ 1 ใน 3 ของแรงงานรวม และยังมีแรงงานนอกระบบที่เหลืออีก 2 ใน 3 ของแรงงานรวมที่รัฐอาจไม่สามารถรู้รายได้ที่แท้จริง ซึ่งทำให้กลไกการทำงานของ NIT และ EITC จะต่างออกไป
ความสามารถในการซ่อนรายได้ของแรงงานนอกระบบ ทำให้การตอบสนองต่อนโยบายการคิดภาษีแตกต่างกันออกไป นอกจากเลือกว่าจะทำงานหรือไม่ จะปรับชั่วโมงการทำงานอย่างไร ยังสามารถเลือกได้ว่าจะรายงานรายได้ให้กับภาครัฐอย่างไร ระบบการคิดภาษีจึงอาจสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนให้ข้อมูลที่เป็นเท็จเกี่ยวกับรายได้ของตนเองที่อยู่นอกระบบ เพื่อให้ได้ผลประโยชน์สูงสุด
หากจะปรับใช้แนวคิดภาษีติดลบจริง รัฐจำเป็นต้องหาวิธีตรวจสอบรายได้ที่แท้จริงของแรงงานนอกระบบให้ได้ และระบบนี้จะต้องเข้ามาแทนที่โครงการสวัสดิการทั้งหมด รวมถึงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
อย่างไรก็ดี ระบบที่สมบูรณ์แบบดังกล่าวน่าจะเกิดขึ้นได้ยากในระยะเวลาอันสั้น โดยกลุ่มที่รัฐน่าจะสามารถตรวจสอบรายได้ที่แท้จริงและดึงเข้าระบบได้ก่อน น่าจะเป็นกลุ่มแรงงานที่มีนายจ้างในระบบแต่ตนเองยังไม่ได้อยู่ในระบบภาษี อาทิ กลุ่มที่รับงานผ่านแพลตฟอร์มอย่างผู้ขับรถรับจ้าง ขายของออนไลน์ และกลุ่มที่เป็นพนักงานตัวแทนเฉพาะในระยะยาว แนวโน้มที่ประชาชนและธุรกิจมีการใช้จ่ายออนไลน์เป็นสื่อการชำระเงินมากขึ้นและลดการใช้เงินสดลง
น่าจะเป็นการสร้าง digital footprint ให้รัฐเริ่มตรวจสอบรายได้ที่แท้จริงของแรงงานนอกระบบเหล่านี้ได้มากขึ้น
