bg-single

การหายไปของปุ่มกด บนรถสมัยใหม่

24.12.2024

Cool Tech | จิตต์สุภา ฉิน

ใครที่ถอยรถคันใหม่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาอาจจะได้เจอกับหนึ่งในหลากหลายความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในรถมาแล้ว

นั่นก็คือการที่เราเริ่มเห็นปุ่มกด ปุ่มหมุน ปุ่มบิด หรือปุ่มใดๆ ก็ตามที่เราใช้มือปรับได้เลยลดน้อยลงและถูกย้ายไปเป็นปุ่มให้กดบนหน้าจอแทน

เราทุกคนต่างก็เคยชินกับปุ่มที่สัมผัสได้มาตลอดประสบการณ์การขับรถ

อย่างตัวฉันเองก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าปุ่มที่คุ้นเคยอยากปุ่มเปิดปิดแอร์ หรือการปรับทิศทางลมแอร์ที่ปกติเราใช้มือปัดได้เลยว่าอยากให้ลมเป่าไปทางไหนจะถูกย้ายไปเป็นการปรับผ่านทางหน้าจอแทน

ปุ่มการปรับโหมดการขับขี่ ปรับระดับเสียงลำโพง เลือกคลื่นวิทยุ ปรับตำแหน่งกระจกมองข้าง แม้กระทั่งการจะเปิดลิ้นชักเก็บของหน้ารถก็ถูกย้ายไปอยู่บนหน้าจอสัมผัสแทน

รถบางคันแม้จะยังคงปุ่มสำคัญๆ อย่างปุ่มไฟฉุกเฉินเอาไว้ แต่ก็ปรับให้เป็นปุ่มแตะที่กดให้ยุบลงไปไม่ได้

แม้กระทั่งเกียร์รถ แตร หรือไฟเลี้ยวก็ยังถูกปรับเปลี่ยนให้เราต้องทำความคุ้นเคยกันใหม่หมด แทนที่จะใช้มือดันเกียร์ได้ตามปกติก็ต้องไปใช้นิ้วเลื่อนเปลี่ยนเกียร์บนจอแทน หรือก้านไฟเลี้ยวที่เราเคยตบขึ้นตบลงได้ก็กลายเป็นปุ่มให้กดบนพวงมาลัย

หลากหลายอย่างที่ต่อให้ขับรถมาทั้งชีวิตก็ต้องอาศัยเวลาระยะหนึ่งในการทำความคุ้นเคยกันใหม่

ส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบนี้ขึ้นคือเทรนด์ของการออกแบบสมัยใหม่ที่ต้องการความมินิมอล ความคลีน ดูแล้วสะอาดตาเรียบหรู

ในขณะที่บางค่ายก็อาจจะทำเพื่อประหยัดต้นทุน ย้ายทุกอย่างไปอยู่บนจอเพื่อประหยัดต้นทุนการผลิต

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้หลายๆ คนรู้สึกไม่คุ้นเคย แม้แต่ตัวฉันเองบางครั้งก็ยอมไม่ปรับแอร์บนรถเพราะขี้เกียจจะกดหาเมนูปรับแอร์บนจอ แต่ความสะดวกที่ลดน้อยลงไม่ใช่ปัญหาเดียวที่เกิดขึ้น

เพราะในตอนนี้ก็มีการตั้งคำถามว่าปุ่มที่หายไปเหล่านี้ทำให้ความปลอดภัยถูกลดทอนลงหรือไม่

หน่วยงาน European New Car Assessment Programme (Euro NCAP) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ให้คะแนนมาตรฐานความปลอดภัยของรถกำลังจะเริ่มใช้เกณฑ์การให้คะแนนใหม่นับตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป โดยได้ระบุว่ารถที่จะได้รับคะแนนความปลอดภัยจะต้องมีปุ่มแตร ที่ปัดน้ำฝน ไฟเลี้ยว ไฟฉุกเฉิน หรือปุ่มฟีเจอร์ SOS มาในแบบที่เป็นปุ่มหรือสวิตช์แบบกายภาพ คือเป็นปุ่มที่เรากดหรือปรับเปลี่ยนได้ด้วยมือเลยเท่านั้น

รถที่อยากจะได้มาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาวก็จะต้องยอมทำตามเกณฑ์แบบใหม่นี้ ซึ่งแม้ว่าจะไม่ใช่สิ่งที่บังคับให้ค่ายรถต้องทำกับรถทุกคัน แต่ก็เชื่อว่าค่ายรถจะให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีเพราะนี่เป็นมาตรฐานที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญสูง

เหตุผลที่มีการออกเกณฑ์ใหม่นี้ขึ้นมาก็เพราะทาง Euro NCAP มองว่าการใช้งานหน้าจอจะทำให้คนขับรถวอกแวกได้มากกว่าการใช้ปุ่มกายภาพ

ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาเชิงกลยุทธ์ของ Euro NCAP บอกว่ามีการเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งขึ้นโดยส่วนหนึ่งมาจากการขาดสมาธิ โดยหน้าจอสัมผัสและจอแสดงผลอาจจะทำให้คนขับละสายตาจากถนนตรงหน้าได้ตั้งแต่ 5 วินาทีไปจนถึง 40 วินาทีเลยทีเดียว และอาจจะนำไปสู่การประสบอุบัติเหตุร้ายแรงได้

ยิ่งไปกว่านั้นถ้าหากปุ่มบนจอไม่ได้ให้การตอบรับการกด อย่างการสั่นเบาๆ หรือมีเสียงซาวด์เอฟเฟ็กต์ตอบรับ คนขับก็อาจจะไม่แน่ใจว่ากดปุ่มติดแล้วหรือยัง ก็ยิ่งทำให้พะวงจนเสียสมาธิมากขึ้นไปอีก

ปัญหาอีกอย่างก็คือรถยนต์สมัยใหม่ทวีความไฮเทคขึ้นเรื่อยๆ จากเดิมที่แค่เราก้าวขึ้นไปบนรถก็จะรู้ได้ทันทีด้วยประสบการณ์ว่าอะไรอยู่ตรงไหนและขับออกไปได้เลย ก็กลายเป็นจะต้องหันซ้าย หันขวา ทำความเข้าใจใหม่หมดว่าปุ่มปรับอะไรอยู่ตรงไหนบ้าง ทำให้การก้าวขึ้นไปบนรถแต่ละรุ่นก็เหมือนต้องเริ่มต้นทุกอย่างใหม่หมดทุกครั้ง

อีกผลกระทบหนึ่งจากการพึ่งพาจอมากขึ้นก็คือเวลาขับรถตอนกลางคืนแสงสว่างจากจออาจจะไปลดประสิทธิภาพการมองถนนได้ ตามปกติแล้วรูม่านตาของเราจะปรับได้เมื่อภายในตัวรถมีแสงสว่าง แต่จอสัมผัสหรือแผงหน้าปัดจะปล่อยแสงออกมามากขึ้นกว่าเดิมจนทำให้ทัศนวิสัยถนนในช่วงกลางคืนย่ำแย่ลง

ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ประกอบกับฟีดแบ็กจากผู้บริโภคที่สะท้อนมาให้ได้ยินเรื่อยๆ จึงทำให้ Euro NCAP เห็นสมควรว่าจะต้องเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นเพื่อเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนน ซึ่งเรื่องนี้ค่ายรถยนต์บางค่ายก็เริ่มให้การตอบรับแล้ว อย่างเช่น Volkswagen ก็เริ่มลดการใช้หน้าจอสัมผัสลง

น่าสนใจว่าค่ายรถยนต์หลายๆ ค่ายที่ตัดปุ่มกายภาพออกจนเกือบหมดแล้วจะยอมกลับลำหันมาทำตามมาตรฐานใหม่นี้หรือเปล่า เพราะความไร้ปุ่มก็ได้กลายเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ไปแล้ว และถ้าจะปรับก็อาจจะต้องลงทุนเพื่อออกแบบภายในใหม่หมดด้วย

อย่างไรก็ตาม ก็ต้องไม่ลืมว่าหน้าจอรถไม่ใช่ตัวร้ายหรือตัวการสำคัญที่ทำให้คนขับรถเสียสมาธิ เพราะมีตัวร้ายที่แย่กว่านั้น นั่นก็คือหน้าจอสมาร์ตโฟน

ทุกวันนี้เราเห็นคนขับรถแบบที่ตามองหน้าจอสมาร์ตโฟนไปด้วยจนแทบจะกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว ซึ่งถ้าจะบอกว่าหน้าจอของรถทำให้เสียสมาธิ วอกแวก หรือทำให้ม่านตาเราปรับแสงไม่ทัน จอสมาร์ตโฟนนี่แหละที่น่าจะร้ายแรงกว่า ทั้งคอนเทนต์หลากหลายที่พร้อมจะดึงดูดความสนใจเราออกจากถนนได้ทุกเมื่อ และความสว่างของจอที่ทำให้ตาพร่าได้ง่ายกว่า

คงไม่ใช่ทุกคนที่คิดว่าการย้ายปุ่มไปอยู่บนจอสัมผัสบนรถเป็นเรื่องที่แย่ เพราะบางคนก็อาจจะเรียนรู้ได้เร็ว ทำความคุ้นเคยได้ง่าย และไม่รู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นอุปสรรคเลย ซึ่งก็น่าจะขึ้นอยู่กับประสบการณ์ที่แตกต่างกันไปในแต่ละคน ฉันเองก็คิดว่าปุ่มบางปุ่มสามารถย้ายไปอยู่บนจอได้แบบไม่มีปัญหาอะไร ต้องปรับตัวนิดๆ หน่อยๆ ก็โอเค

ในขณะที่บางปุ่มอย่างปุ่มไฟฉุกเฉินควรจะอยู่ในที่ๆ ไม่ต้องกวาดสายตาหรือก้มหา และต้องเป็นปุ่มจริงๆ ที่ใช้มือตบได้แบบในเวลากระชั้นชิด

ให้สมกับชื่อปุ่มฉุกเฉินนั่นแหละ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน