
ฝนไม่ถึงดิน | ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
สปสช.อลเวง
: วิกฤตงบประมาณ
หรือวิกฤตการบริหาร
ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ต้องเผชิญกับวิกฤตความเชื่อมั่นครั้งสำคัญ จากปัญหาความสับสนของโครงการมะเร็งรักษาทุกที่ และจำนวนคลินิกชุมชนที่ลาออกไม่ต่อสัญญาหลายแห่งทั่วประเทศ
สะท้อนให้เห็นถึงความบกพร่องในการบริหารจัดการนโยบายสาธารณสุขที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง
ปัญหาเริ่มปะทุขึ้นจากกรณีโครงการจ่ายยาฟรีจากร้านยาใกล้บ้าน ที่แม้จะเป็นนโยบายที่ใช้งบประมาณเพียง 500 ล้านบาทต่อปี และมีศักยภาพในการลดความแออัดของโรงพยาบาลได้ถึง 30%
แต่กลับถูกแพทยสภาฟ้องร้องว่าเกินขอบเขตอำนาจของเภสัชกร
สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งระหว่างวิชาชีพในระบบสาธารณสุข ปัญหาเชิงนโยบายที่สำคัญมาจากช่องว่างระหว่างการกำหนดนโยบายของฝ่ายการเมืองกับความเป็นจริงในภาคปฏิบัติ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโครงการ “มะเร็งรักษาทุกที่” ที่ประกาศใช้โดยปราศจากการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งปัจจุบันก็ยังมี การขาดแคลนบุคลากรนี้ยิ่งทวีความรุนแรงในโรงพยาบาลชุมชน ที่มีอัตราการลาออกของแพทย์สูงถึง 20% ต่อปี
วิกฤตความเชื่อมั่นยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อคลินิกที่เข้าร่วมโครงการกับ สปสช. ทยอยถอนตัว โดยพบว่า คลินิกที่ถอนตัวจำนวนมากอ้างเหตุผลเรื่องความล่าช้าในการเบิกจ่าย และอัตราค่าบริการที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง
ความไม่ชัดเจนของนโยบายรัฐบาลยิ่งซ้ำเติมปัญหา เมื่อมีการจัดสรรให้กระทรวงสาธารณสุขได้รับการจัดสรรเป็นลำดับที่ 6 ของประเทศน้อยกว่ากลาโหม และกระทรวงมหาดไทย
แต่กลับมีการผลักดันนโยบายเฉพาะหน้าอื่นๆ เช่น การแจกเงินดิจิทัล ที่ใช้งบประมาณสูงถึง 5 แสนล้านบาท เพื่อกู้เงินนอกงบประมาณ
ขณะที่นโยบายสาธารณสุขซึ่งเป็นเรือธงของรัฐบาลเพื่อไทยมาอย่างยาวนานกลับถูกดำเนินนโยบายอย่างไร้ทิศทาง
รากเหง้าของปัญหาทั้งหมดนี้ มาจากการที่นโยบายหลายส่วนถูกนำเสนออย่างแยกส่วน และการขาดการบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงสาธารณสุข สำนักงบประมาณ และสภาวิชาชีพต่างๆ
การแก้ปัญหาแบบเฉพาะหน้าและการผลักภาระความรับผิดชอบ ส่งผลให้ระบบสาธารณสุขของไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่รุนแรงที่สุดในรอบ 20 ปี
งบประมาณเหมาจ่ายรายหัวที่ สปสช. ได้รับจัดสรรอยู่ที่เพียง 3,897.44 บาทต่อคนต่อปี ในขณะที่ต้นทุนการรักษาพยาบาลที่แท้จริงอยู่ที่ 5,200-5,400 บาทต่อคนต่อปี
ส่วนต่างประมาณ 1,300-1,500 บาทต่อคนต่อปี เมื่อคูณด้วยจำนวนผู้ใช้สิทธิ 47.5 ล้านคน คิดเป็นภาระที่ระบบสาธารณสุขต้องแบกรับหลักหมื่นล้านบาทต่อปี
หมายความว่าทุกนโยบายที่เพิ่มเติมขึ้นมา อาจไม่ได้งบประมาณที่สมส่วน และทำให้หน้างานทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายปฏิบัติงานแบกรับภาระส่วนนี้โดยตรง จนกว่าระบบต่างๆ จะมีความชัดเจน
และผู้ที่รับผลความอลเวงตรงนี้ก็คือประชาชนเอง รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ และผู้บริหารที่รับผิดชอบหน้างานตั้งแต่ผู้บริหารนโยบาย ไล่มาจนถึงคลินิกคู่สัญญา
การแก้ไขปัญหาของ สปสช. จำเป็นต้องเริ่มจากการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการกำหนดนโยบาย โดยต้องมีการวางแผนอย่างบูรณาการ ทั้งในด้านงบประมาณ บุคลากร และระบบสนับสนุน
นอกจากนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องทบทวนการจัดลำดับความสำคัญของนโยบายต่างๆ โดยให้ความสำคัญกับระบบสาธารณสุขซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ
บทเรียนจากต่างประเทศชี้ให้เห็นว่า การแก้ไขปัญหาระบบสาธารณสุขสามารถทำได้หากมีการวางแผนอย่างเป็นระบบ
ไต้หวันเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ระบบข้อมูลสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อมโยงข้อมูลทั้งประเทศ ทำให้สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายและป้องกันการเบิกจ่ายซ้ำซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะที่เกาหลีใต้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบข้อมูลสุขภาพแห่งชาติ ที่เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างโรงพยาบาล คลินิก และหน่วยงานประกันสุขภาพเข้าด้วยกัน ช่วยให้การบริหารจัดการทรัพยากรและการเบิกจ่ายมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ขณะที่สวีเดนการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นรวมถึงการเก็บภาษีเฉพาะด้านสุขภาพในระดับท้องถิ่นก็ช่วยทำให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย
สิ่งสำคัญที่สุดคือ การตระหนักว่าระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติไม่ใช่เพียงนโยบายระยะสั้นฉาบฉวย แต่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนที่ต้องได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ทั้งในด้านงบประมาณและการพัฒนาระบบ
มิเช่นนั้น วิกฤตความเชื่อมั่นที่กำลังเกิดขึ้นอาจนำไปสู่วิกฤตศรัทธาของระบบหลักประกันสุขภาพที่เป็นความภาคภูมิใจของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
