bg-single

คริสต์มาสปีนี้ไม่รื่นเริงใจ! สงครามยูเครนก่อนสิ้นปี 2024

01.01.2025

“หากมองในมุมหนึ่ง ยูเครนน่าจะยังพอรับมือได้ รัสเซียเริ่มต้นทำสงครามกับยูเครนในดอนบาสตั้งแต่ปี 2014 ก่อนที่การรุกรานใหญ่จะเกิดในปี 2022 แต่รัสเซียในปัจจุบันก็ควบคุมพื้นที่ของยูเครนได้แค่ราว 20% เท่านั้น หากมองอีกมุมหนึ่ง สถานการณ์ไม่ได้ดีสำหรับคีฟเลย รัสเซียในปีนี้ยึดพื้นที่ทางภาคตะวันออกของยูเครนได้มากขึ้น”
Fareed Zakaria ใน Global Briefing (November 21, 2024)

 

สถานการณ์สงครามในยูเครนดูจะมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2024 เมื่อประธานาธิบดีไบเดน (หลังจากประกาศผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกันแล้ว) ได้อนุมัติให้ยูเครนใช้ “จรวดระยะไกลกว่า” (longer-range missiles) ในการโจมตีเป้าหมายที่อยู่ลึกตอนในของรัสเซีย ซึ่งแต่เดิมนั้นรัฐบาลตะวันตกจะไม่อนุญาตต่อคำขอของยูเครนเช่นนี้เป็นอันขาด

การไม่อนุญาตเช่นนี้มีเหตุผลสำคัญมาจากคำอธิบายว่า การใช้อาวุธโจมตีเป้าหมายที่อยู่ในดินแดนของรัสเซีย จะทำให้เกิด “การยกระดับของสงคราม” (the escalation of war) โดยตรง และจะกลายเป็น “การยั่วยุ” (provocative acts) ให้รัสเซียใช้อาวุธหนักโจมตียูเครนมากขึ้น หรืออาจนำไปสู่การขยายสงครามยูเครนได้อีกด้วย ซึ่งผู้นำรัฐตะวันตกไม่ต้องการเช่นนั้น เพราะความกังวลต่อปัญหาสงครามใหญ่ที่อาจเป็นผลสืบเนื่องตามมา

แต่แล้วในที่สุด รัฐบาลไบเดนก็ตัดสินใจอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด แม้ทำเนียบขาวก่อนหน้านี้ไม่ยอมเด็ดขาดที่จะอนุญาตให้ยูเครนใช้อาวุธของสหรัฐ โจมตีพื้นที่เป้าหมายที่อยู่เข้าไปในดินแดนของรัสเซีย หรือที่บางคนวิจารณ์ว่า ครั้งนี้เป็นการตัดสินใจแบบ “ทิ้งทวน” ก่อนที่โดนัลด์ ทรัมป์ จะเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 มกราคม 2025

 

สถานการณ์ใหม่!

ในสถานการณ์ทางยุทธศาสตร์ก่อนสิ้นปี 2024 นั้น ปัจจัยสำคัญที่มีผลอย่างมากให้ทำเนียบขาวต้องเปลี่ยนการตัดสินใจในการอนุญาตให้ยูเครนใช้อาวุธอเมริกันในการโจมตีระยะไกลกับเป้าหมายในรัสเซีย เนื่องจากการปรากฏตัวอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดของกำลังพลเกาหลีเหนือ เพราะถ้าพิจารณาจากเงื่อนไขของสงครามเย็นในแบบเดิมแล้ว แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ที่ทหารเกาหลีเหนือจะเดินทางเข้าสู่สนามรบในยุโรป

ประกอบกับในช่วงที่ผ่านมา การรุกกลับของกองทัพยูเครน (counteroffensive) ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก แต่กลับเห็นถึงการรุกของกองทัพรัสเซียมากขึ้น อันมีนัยว่าก่อนที่จะเปลี่ยนอำนาจที่ทำเนียบขาวจากไบเดนไปสู่ทรัมป์ กองทัพยูเครนดูจะเป็นฝ่ายที่ถูกบีบคั้นมากขึ้น

การตัดสินใจดังกล่าวอาจจะเปรียบเหมือนกับการประคับประคองสถานการณ์สงคราม ไม่ให้ยูเครนตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบมากนักในสนามรบ

 

อาวุธของอเมริกันที่ยูเครนนำมาใช้ในการโจมตีครั้งนี้คือ “ระบบอาวุธปล่อยทางยุทธวิธีของกองทัพบก” (The Army Tactical Missile System หรือ ATACMS) อาวุธปล่อยชนิดนี้ (หรือที่เรียกด้วยภาษาทั่วไปว่า “จรวด”) เป็น “ขีปนาวุธระยะใกล้” (a short-range ballistic missile) แต่ก็มีสมรรถนะในการเดินทางเร็วกว่าจรวดแบบอื่นๆ ที่ยูเครนมีใช้ในประจำการ

อย่างไรก็ตาม โดยข้อมูลทางทหารแล้ว เทคโนโลยีของ ATACMS นั้นไม่ใช่ระบบอาวุธรุ่นล่าสุด เพราะการจัดวางแนวคิด (concept) ของอาวุธประเภทนี้ จนนำไปสู่การออกแบบเกิดขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1970 จนถึงต้น 1980 และระบบอาวุธนี้เข้าสู่สายการผลิตครั้งแรกในสมัยของประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ในปี 1986 จนกระทั่งในช่วงกลางทศวรรษ 1990 ระบบอาวุธดังกล่าวจึงเข้าประจำการในกองทัพสหรัฐ และถูกใช้จริงกับสนามรบที่คูเวตใน “ปฏิบัติการพายุทะเลทราย” (Operation Desert Storm) ในปี 1991

ระบบอาวุธ ATACMS มีพิสัยการโจมตีประมาณ 190 ไมล์ ซึ่งเป็นระยะยิงที่ไกลกว่าระบบอาวุธของอังกฤษที่ส่งมอบให้กับยูเครนคือ “Storm Shadow” หรือของฝรั่งเศสแบบ “Scalp” ซึ่งระบบอาวุธทั้งสองมีพิสัยทำการราว 155 ไมล์ นอกจากนี้ ระบบอาวุธของอเมริกันเดินทางด้วยความเร็ว 3 เท่าเสียง จึงยากในการตรวจจับ

การโจมตีด้วยอาวุธยิงระยะไกลเช่นนี้ ย่อมสร้างความเสียหายให้กับกองทัพรัสเซียอย่างแน่นอน ดังเช่นที่กองทหารรัสเซียในช่วงที่ผ่านมาต้องเผชิญกับการโจมตีด้วยจรวดหลายลำกล้องแบบ HIMARS ของสหรัฐ ที่มีพิสัยการโจมตีไกลมากกว่าปืนใหญ่ตามปกติ อันมีผลอย่างมากต่อการกำหนดเส้นแนวออกตีของกองทัพรัสเซีย หรือทำให้ความปลอดภัยในแนวรบ ทั้งของกำลังพลและคลังกระสุน ตกอยู่ในระยะการโจมตีของอาวุธดังกล่าวได้

อีกทั้งการโจมตีด้วย ATACMS สามารถกระทำกับเป้าหมายที่ลึกเข้าไปในดินแดนของรัสเซีย ต่างจากการใช้ HIMARS ซึ่งเป็นระยะปฏิบัติการในพื้นที่สนามรบเป็นหลัก

 

ปัจจัยบังคับ

ดังนั้น หากพิจารณาเงื่อนไขของสถานการณ์สงครามแล้ว จะเห็นชัดว่าการตัดสินใจอย่างมีนัยสำคัญต่อคำขอของยูเครน อาจมาจากปัจจัยเฉพาะหน้า 2 ประการ คือ

1) กองทัพรัสเซียประสบความสำเร็จในการรุก และสามารถยึดพื้นที่ของยูเครนได้มากขึ้น จนเป็นเสมือนกับภาพสะท้อนว่า “รัสเซียกำลังชนะศึก” ในสงครามยูเครน เพราะกองทัพยูเครนประสบความสูญเสียและมีการถอยร่น เนื่องจากรับมือการเข้าตีของกองทัพรัสเซียไม่ไหว อันเป็นผลโดยตรงส่วนหนึ่งจากความขาดแคลนอาวุธที่เกิดขึ้น และทั้งยังเกิดปัญหาความขาดแคลนกำลังพลอย่างมากด้วย

แม้รัฐบาลยูเครนจะไม่เปิดเผยตัวเลขความสูญเสียของกองทัพยูเครน (ตาย พิการ บาดเจ็บ ถูกจับเป็นเชลย และหนีทหาร) แต่คาดการณ์ได้ว่า กองทัพยูเครนน่าจะประสบความสูญเสียอย่างหนัก แม้อาจจะอยู่ในระดับต่ำกว่ากองทัพรัสเซีย หากแต่รัสเซียยังดำรงขีดความสามารถในการทำสงครามได้มากกว่ายูเครน เพราะศักยภาพของประเทศ และความสนับสนุนของพันธมิตรที่ใกล้ชิด

2) การสร้างพันธมิตรทางทหารระหว่างรัสเซียและเกาหลีเหนือ ยกระดับไปมากกว่าการส่งอาวุธและเครื่องกระสุนของเกาหลีเหนือให้กองทัพรัสเซียใช้ในการรบที่ยูเครน มีการยกระดับความร่วมมืออย่างไม่คาดคิดมาก่อน ด้วยการนำเอากำลังพลของเกาหลีเหนือราว 10,000 นาย เข้าสู่สนามรบที่คูสก์ (Krusk) และมีรายงานปรากฏในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาถึง การปะทะระหว่างทหารยูเครนกับทหารเกาหลีเหนือแล้ว สภาวะเช่นนี้ย่อมมีนัยโดยตรงถึงการเชื่อมต่อปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างยุโรปกับเอเชีย

แต่นัยในสนามรบจากการนี้คือ กองทัพรัสเซียไม่เพียงมีอาวุธจากการสนับสนุนของพันธมิตรเท่านั้น หากยังมีกำลังพลเพิ่มขึ้นจากพันธมิตรที่ใกล้ชิดอย่างเกาหลีเหนืออีกด้วย และทำให้รัสเซียรบได้นานขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงข้อจำกัดด้านยุทโธปกรณ์และกำลังพล อย่างที่หลายฝ่ายคาดในช่วงที่ผ่านมา

 

การตอบโต้ของรัสเซีย

การโจมตีด้วยอาวุธยิงระยะไกลของสหรัฐ ทำให้รัสเซียนำมาใช้เป็นข้ออ้างด้วยการใช้ขีปนาวุธพิสัยกลางแบบโอเรชนิก (Oreshnik) ซึ่งมีขีดความสามารถในการติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ โดยโจมตีต่อเป้าหมายในยูเครนที่เมืองดนิโปร (Dnipro) ในวันพฤหัสบดีที่ 21 พฤศจิกายนที่ผ่านมา แต่การโจมตีครั้งนี้ใช้หัวรบตามปกติ ที่ไม่ใช่ระเบิดนิวเคลียร์ และมีความเร็วของหัวรบอยู่ที่ประมาณ 10 เท่าเสียง คือเป็นระบบอาวุธความเร็วสูง (hypersonic weapons) ที่กำลังเป็นหัวข้อสำคัญของการพัฒนาระบบอาวุธโจมตีในยุคปัจจุบัน

การโจมตีดังกล่าวต้องถือเป็นประเด็นใหญ่และมีนัยสำคัญต่อการยกระดับสงคราม เพราะรัสเซียไม่เคยใช้ขีปนาวุธในระดับนี้โจมตีเป้าหมายในยูเครนมาก่อน ซึ่งในด้านหนึ่งเป็นดัง “คำขู่” ของประธานาธิบดีปูติน เนื่องจากเป็นขีปนาวุธพิสัยกลางที่ติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ได้ เสมือนกับการบอกว่า รัสเซียพร้อมที่จะโจมตียูเครนด้วยอาวุธนิวเคลียร์ หรือรัสเซียพร้อมที่จะใช้อาวุธโจมตีที่หนักขึ้นต่อยูเครน แม้จะไม่ใช่อาวุธนิวเคลียร์ก็ตาม

ในอีกส่วนหนึ่งของการโจมตีของรัสเซียในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนนั้น เป็นการโจมตีอย่างหนักด้วยโดรน ซึ่งการโจมตีด้วยโดรนได้กลายเป็นแบบแผนมาตรฐานของการโจมตีทางอากาศต่อยูเครน เพราะสามารถลดความเสี่ยงต่อการใช้อากาศยานโจมตี เนื่องจากอาจถูกต่อต้านและ/หรือทำลายด้วยระบบป้องกันทางอากาศ ที่ยูเครนได้รับการสนับสนุนจากตะวันตก ดังจะเห็นได้ว่าในช่วงสัปดาห์กลางเดือนดังกล่าว รัสเซียใช้โดรนราว 500 ลำ ร่วมกับการโจมตีด้วยจรวดอีก 20 ลูก

การโจมตีทางอากาศของรัสเซียเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ด้วยการใช้โดรนที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน แม้อิหร่านจะปฏิเสธในการส่งอาวุธดังกล่าวให้แก่รัสเซีย แต่หลักฐานจากภาพถ่ายของชิ้นส่วนของโดรน และสัญลักษณ์ที่ติดอยู่กับโดรนนั้นมีความชัดเจนว่าเป็น “โดรนอิหร่าน” ซึ่งไม่ต่างจากการสนับสนุนด้านอาวุธของเกาหลีเหนือ และความสัมพันธ์ชุดนี้ขยายตัวไปสู่การจัดตั้งโรงงานผลิตโดรนของอิหร่านจำนวน 2 แห่งในรัสเซีย เพื่อทำการผลิตโดรนปีกสามเหลี่ยมแบบ “ชาเฮด-136” (Shahed-136) หรือที่มีชื่อเรียกกันว่า “โดรนกามิกาเซ” ซึ่งเป็นอาวุธที่มีประสิทธิภาพในการโจมตีทางอากาศของรัสเซีย

ผลของการใช้โดรนเป็นอาวุธหลักของการโจมตีทางอากาศอย่างกว้างขวางของรัสเซียนั้น จึงเป็นสัญญาณความเปลี่ยนแปลงของการสงครามทางอากาศ ที่ไม่ได้ยึดติดกับอากาศยานรบแบบเดิม ที่ต้องมีนักบินอีกต่อไป หากสงครามทางอากาศมีนัยอย่างมากที่หมายถึง “สงครามโดรน” (Drone Warfare)

 

งานฉลองคริสต์มาสที่ไม่สดใส

สถานการณ์สงครามช่วงปลายปี 2024 ดูจะไม่เป็นบวกกับรัฐบาลยูเครนเท่าใดนัก อีกทั้งปัจจัยสำคัญที่หลายฝ่ายดูจะมีความวิตกกังวลอย่างมากก็คือ การหวนคืนสู่ทำเนียบขาวของอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ ผลจากชัยชนะในการเลือกตั้งในวันที่ 5 พฤศจิกายนนั้น ทรัมป์ชนะอย่างเด็ดขาดทั้งส่วนของคะแนนเสียงจากประชาชน (popular votes) และเสียงจากคณะผู้เลือกตั้ง (electoral college)

ประธานาธิบดีทรัมป์มีทัศนคติที่ต้องการยุติการสนับสนุนสงครามยูเครนของรัฐบาลอเมริกัน และในอีกทางเขาดูจะ “นิยมชมชอบ” ประธานาธิบดีปูตินอย่างมาก อีกทั้งการคัดเลือกบุคคลที่ลงตำแหน่งสำคัญด้านความมั่นคงนั้น ล้วนเป็นคนที่มีทัศนะในแบบดังกล่าว จนทำให้เกิดความกังวลอย่างมากว่า หลังจากสาบานตัวเข้ารับตำแหน่งในทำเนียบขาวแล้ว ทรัมป์จะเปลี่ยน “นโยบายยูเครน” อย่างแน่นอน

สำหรับปี 2024 ที่กำลังจะสิ้นสุดลงนั้น ดูจะเป็นช่วงเวลาที่ไม่สดใสสำหรับรัฐบาลที่คีฟ และอาจจะทำให้งานคริสต์มาสสำหรับชาวยูเครนปีนี้ไม่รื่นเริงใจนัก… ต่างจากคริสต์มาสปี 2022 ที่เห็นถึงความสำเร็จของการรุกตอบโต้ของกองทัพยูเครน คริสต์มาสปีนั้นจึงดูสดใสยิ่ง เพราะมีความหวังถึงชัยชนะที่รออยู่เบื้องหน้า!

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เรื่องต้องรู้ของฟุตบอลโลก 2026 ศึกเวิลด์คัพฉบับ ‘มหึมา’
ฉบับประจำวันที่ 12-18 มิ.ย. 2569 ฉบับที่ 2391
E-DUANG | ปรากฎการณ์ แบงค์ ศุภณัฐ ต่อเนื่อง มายัง โจ เบอร์สิบ
กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี