
“หากมองในมุมหนึ่ง ยูเครนน่าจะยังพอรับมือได้ รัสเซียเริ่มต้นทำสงครามกับยูเครนในดอนบาสตั้งแต่ปี 2014 ก่อนที่การรุกรานใหญ่จะเกิดในปี 2022 แต่รัสเซียในปัจจุบันก็ควบคุมพื้นที่ของยูเครนได้แค่ราว 20% เท่านั้น หากมองอีกมุมหนึ่ง สถานการณ์ไม่ได้ดีสำหรับคีฟเลย รัสเซียในปีนี้ยึดพื้นที่ทางภาคตะวันออกของยูเครนได้มากขึ้น”
Fareed Zakaria ใน Global Briefing (November 21, 2024)
สถานการณ์สงครามในยูเครนดูจะมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2024 เมื่อประธานาธิบดีไบเดน (หลังจากประกาศผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกันแล้ว) ได้อนุมัติให้ยูเครนใช้ “จรวดระยะไกลกว่า” (longer-range missiles) ในการโจมตีเป้าหมายที่อยู่ลึกตอนในของรัสเซีย ซึ่งแต่เดิมนั้นรัฐบาลตะวันตกจะไม่อนุญาตต่อคำขอของยูเครนเช่นนี้เป็นอันขาด
การไม่อนุญาตเช่นนี้มีเหตุผลสำคัญมาจากคำอธิบายว่า การใช้อาวุธโจมตีเป้าหมายที่อยู่ในดินแดนของรัสเซีย จะทำให้เกิด “การยกระดับของสงคราม” (the escalation of war) โดยตรง และจะกลายเป็น “การยั่วยุ” (provocative acts) ให้รัสเซียใช้อาวุธหนักโจมตียูเครนมากขึ้น หรืออาจนำไปสู่การขยายสงครามยูเครนได้อีกด้วย ซึ่งผู้นำรัฐตะวันตกไม่ต้องการเช่นนั้น เพราะความกังวลต่อปัญหาสงครามใหญ่ที่อาจเป็นผลสืบเนื่องตามมา
แต่แล้วในที่สุด รัฐบาลไบเดนก็ตัดสินใจอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด แม้ทำเนียบขาวก่อนหน้านี้ไม่ยอมเด็ดขาดที่จะอนุญาตให้ยูเครนใช้อาวุธของสหรัฐ โจมตีพื้นที่เป้าหมายที่อยู่เข้าไปในดินแดนของรัสเซีย หรือที่บางคนวิจารณ์ว่า ครั้งนี้เป็นการตัดสินใจแบบ “ทิ้งทวน” ก่อนที่โดนัลด์ ทรัมป์ จะเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 มกราคม 2025
สถานการณ์ใหม่!
ในสถานการณ์ทางยุทธศาสตร์ก่อนสิ้นปี 2024 นั้น ปัจจัยสำคัญที่มีผลอย่างมากให้ทำเนียบขาวต้องเปลี่ยนการตัดสินใจในการอนุญาตให้ยูเครนใช้อาวุธอเมริกันในการโจมตีระยะไกลกับเป้าหมายในรัสเซีย เนื่องจากการปรากฏตัวอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดของกำลังพลเกาหลีเหนือ เพราะถ้าพิจารณาจากเงื่อนไขของสงครามเย็นในแบบเดิมแล้ว แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ที่ทหารเกาหลีเหนือจะเดินทางเข้าสู่สนามรบในยุโรป
ประกอบกับในช่วงที่ผ่านมา การรุกกลับของกองทัพยูเครน (counteroffensive) ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก แต่กลับเห็นถึงการรุกของกองทัพรัสเซียมากขึ้น อันมีนัยว่าก่อนที่จะเปลี่ยนอำนาจที่ทำเนียบขาวจากไบเดนไปสู่ทรัมป์ กองทัพยูเครนดูจะเป็นฝ่ายที่ถูกบีบคั้นมากขึ้น
การตัดสินใจดังกล่าวอาจจะเปรียบเหมือนกับการประคับประคองสถานการณ์สงคราม ไม่ให้ยูเครนตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบมากนักในสนามรบ
อาวุธของอเมริกันที่ยูเครนนำมาใช้ในการโจมตีครั้งนี้คือ “ระบบอาวุธปล่อยทางยุทธวิธีของกองทัพบก” (The Army Tactical Missile System หรือ ATACMS) อาวุธปล่อยชนิดนี้ (หรือที่เรียกด้วยภาษาทั่วไปว่า “จรวด”) เป็น “ขีปนาวุธระยะใกล้” (a short-range ballistic missile) แต่ก็มีสมรรถนะในการเดินทางเร็วกว่าจรวดแบบอื่นๆ ที่ยูเครนมีใช้ในประจำการ
อย่างไรก็ตาม โดยข้อมูลทางทหารแล้ว เทคโนโลยีของ ATACMS นั้นไม่ใช่ระบบอาวุธรุ่นล่าสุด เพราะการจัดวางแนวคิด (concept) ของอาวุธประเภทนี้ จนนำไปสู่การออกแบบเกิดขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1970 จนถึงต้น 1980 และระบบอาวุธนี้เข้าสู่สายการผลิตครั้งแรกในสมัยของประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ในปี 1986 จนกระทั่งในช่วงกลางทศวรรษ 1990 ระบบอาวุธดังกล่าวจึงเข้าประจำการในกองทัพสหรัฐ และถูกใช้จริงกับสนามรบที่คูเวตใน “ปฏิบัติการพายุทะเลทราย” (Operation Desert Storm) ในปี 1991
ระบบอาวุธ ATACMS มีพิสัยการโจมตีประมาณ 190 ไมล์ ซึ่งเป็นระยะยิงที่ไกลกว่าระบบอาวุธของอังกฤษที่ส่งมอบให้กับยูเครนคือ “Storm Shadow” หรือของฝรั่งเศสแบบ “Scalp” ซึ่งระบบอาวุธทั้งสองมีพิสัยทำการราว 155 ไมล์ นอกจากนี้ ระบบอาวุธของอเมริกันเดินทางด้วยความเร็ว 3 เท่าเสียง จึงยากในการตรวจจับ
การโจมตีด้วยอาวุธยิงระยะไกลเช่นนี้ ย่อมสร้างความเสียหายให้กับกองทัพรัสเซียอย่างแน่นอน ดังเช่นที่กองทหารรัสเซียในช่วงที่ผ่านมาต้องเผชิญกับการโจมตีด้วยจรวดหลายลำกล้องแบบ HIMARS ของสหรัฐ ที่มีพิสัยการโจมตีไกลมากกว่าปืนใหญ่ตามปกติ อันมีผลอย่างมากต่อการกำหนดเส้นแนวออกตีของกองทัพรัสเซีย หรือทำให้ความปลอดภัยในแนวรบ ทั้งของกำลังพลและคลังกระสุน ตกอยู่ในระยะการโจมตีของอาวุธดังกล่าวได้
อีกทั้งการโจมตีด้วย ATACMS สามารถกระทำกับเป้าหมายที่ลึกเข้าไปในดินแดนของรัสเซีย ต่างจากการใช้ HIMARS ซึ่งเป็นระยะปฏิบัติการในพื้นที่สนามรบเป็นหลัก
ปัจจัยบังคับ
ดังนั้น หากพิจารณาเงื่อนไขของสถานการณ์สงครามแล้ว จะเห็นชัดว่าการตัดสินใจอย่างมีนัยสำคัญต่อคำขอของยูเครน อาจมาจากปัจจัยเฉพาะหน้า 2 ประการ คือ
1) กองทัพรัสเซียประสบความสำเร็จในการรุก และสามารถยึดพื้นที่ของยูเครนได้มากขึ้น จนเป็นเสมือนกับภาพสะท้อนว่า “รัสเซียกำลังชนะศึก” ในสงครามยูเครน เพราะกองทัพยูเครนประสบความสูญเสียและมีการถอยร่น เนื่องจากรับมือการเข้าตีของกองทัพรัสเซียไม่ไหว อันเป็นผลโดยตรงส่วนหนึ่งจากความขาดแคลนอาวุธที่เกิดขึ้น และทั้งยังเกิดปัญหาความขาดแคลนกำลังพลอย่างมากด้วย
แม้รัฐบาลยูเครนจะไม่เปิดเผยตัวเลขความสูญเสียของกองทัพยูเครน (ตาย พิการ บาดเจ็บ ถูกจับเป็นเชลย และหนีทหาร) แต่คาดการณ์ได้ว่า กองทัพยูเครนน่าจะประสบความสูญเสียอย่างหนัก แม้อาจจะอยู่ในระดับต่ำกว่ากองทัพรัสเซีย หากแต่รัสเซียยังดำรงขีดความสามารถในการทำสงครามได้มากกว่ายูเครน เพราะศักยภาพของประเทศ และความสนับสนุนของพันธมิตรที่ใกล้ชิด
2) การสร้างพันธมิตรทางทหารระหว่างรัสเซียและเกาหลีเหนือ ยกระดับไปมากกว่าการส่งอาวุธและเครื่องกระสุนของเกาหลีเหนือให้กองทัพรัสเซียใช้ในการรบที่ยูเครน มีการยกระดับความร่วมมืออย่างไม่คาดคิดมาก่อน ด้วยการนำเอากำลังพลของเกาหลีเหนือราว 10,000 นาย เข้าสู่สนามรบที่คูสก์ (Krusk) และมีรายงานปรากฏในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาถึง การปะทะระหว่างทหารยูเครนกับทหารเกาหลีเหนือแล้ว สภาวะเช่นนี้ย่อมมีนัยโดยตรงถึงการเชื่อมต่อปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างยุโรปกับเอเชีย
แต่นัยในสนามรบจากการนี้คือ กองทัพรัสเซียไม่เพียงมีอาวุธจากการสนับสนุนของพันธมิตรเท่านั้น หากยังมีกำลังพลเพิ่มขึ้นจากพันธมิตรที่ใกล้ชิดอย่างเกาหลีเหนืออีกด้วย และทำให้รัสเซียรบได้นานขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงข้อจำกัดด้านยุทโธปกรณ์และกำลังพล อย่างที่หลายฝ่ายคาดในช่วงที่ผ่านมา
การตอบโต้ของรัสเซีย
การโจมตีด้วยอาวุธยิงระยะไกลของสหรัฐ ทำให้รัสเซียนำมาใช้เป็นข้ออ้างด้วยการใช้ขีปนาวุธพิสัยกลางแบบโอเรชนิก (Oreshnik) ซึ่งมีขีดความสามารถในการติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ โดยโจมตีต่อเป้าหมายในยูเครนที่เมืองดนิโปร (Dnipro) ในวันพฤหัสบดีที่ 21 พฤศจิกายนที่ผ่านมา แต่การโจมตีครั้งนี้ใช้หัวรบตามปกติ ที่ไม่ใช่ระเบิดนิวเคลียร์ และมีความเร็วของหัวรบอยู่ที่ประมาณ 10 เท่าเสียง คือเป็นระบบอาวุธความเร็วสูง (hypersonic weapons) ที่กำลังเป็นหัวข้อสำคัญของการพัฒนาระบบอาวุธโจมตีในยุคปัจจุบัน
การโจมตีดังกล่าวต้องถือเป็นประเด็นใหญ่และมีนัยสำคัญต่อการยกระดับสงคราม เพราะรัสเซียไม่เคยใช้ขีปนาวุธในระดับนี้โจมตีเป้าหมายในยูเครนมาก่อน ซึ่งในด้านหนึ่งเป็นดัง “คำขู่” ของประธานาธิบดีปูติน เนื่องจากเป็นขีปนาวุธพิสัยกลางที่ติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ได้ เสมือนกับการบอกว่า รัสเซียพร้อมที่จะโจมตียูเครนด้วยอาวุธนิวเคลียร์ หรือรัสเซียพร้อมที่จะใช้อาวุธโจมตีที่หนักขึ้นต่อยูเครน แม้จะไม่ใช่อาวุธนิวเคลียร์ก็ตาม
ในอีกส่วนหนึ่งของการโจมตีของรัสเซียในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนนั้น เป็นการโจมตีอย่างหนักด้วยโดรน ซึ่งการโจมตีด้วยโดรนได้กลายเป็นแบบแผนมาตรฐานของการโจมตีทางอากาศต่อยูเครน เพราะสามารถลดความเสี่ยงต่อการใช้อากาศยานโจมตี เนื่องจากอาจถูกต่อต้านและ/หรือทำลายด้วยระบบป้องกันทางอากาศ ที่ยูเครนได้รับการสนับสนุนจากตะวันตก ดังจะเห็นได้ว่าในช่วงสัปดาห์กลางเดือนดังกล่าว รัสเซียใช้โดรนราว 500 ลำ ร่วมกับการโจมตีด้วยจรวดอีก 20 ลูก
การโจมตีทางอากาศของรัสเซียเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ด้วยการใช้โดรนที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน แม้อิหร่านจะปฏิเสธในการส่งอาวุธดังกล่าวให้แก่รัสเซีย แต่หลักฐานจากภาพถ่ายของชิ้นส่วนของโดรน และสัญลักษณ์ที่ติดอยู่กับโดรนนั้นมีความชัดเจนว่าเป็น “โดรนอิหร่าน” ซึ่งไม่ต่างจากการสนับสนุนด้านอาวุธของเกาหลีเหนือ และความสัมพันธ์ชุดนี้ขยายตัวไปสู่การจัดตั้งโรงงานผลิตโดรนของอิหร่านจำนวน 2 แห่งในรัสเซีย เพื่อทำการผลิตโดรนปีกสามเหลี่ยมแบบ “ชาเฮด-136” (Shahed-136) หรือที่มีชื่อเรียกกันว่า “โดรนกามิกาเซ” ซึ่งเป็นอาวุธที่มีประสิทธิภาพในการโจมตีทางอากาศของรัสเซีย
ผลของการใช้โดรนเป็นอาวุธหลักของการโจมตีทางอากาศอย่างกว้างขวางของรัสเซียนั้น จึงเป็นสัญญาณความเปลี่ยนแปลงของการสงครามทางอากาศ ที่ไม่ได้ยึดติดกับอากาศยานรบแบบเดิม ที่ต้องมีนักบินอีกต่อไป หากสงครามทางอากาศมีนัยอย่างมากที่หมายถึง “สงครามโดรน” (Drone Warfare)
งานฉลองคริสต์มาสที่ไม่สดใส
สถานการณ์สงครามช่วงปลายปี 2024 ดูจะไม่เป็นบวกกับรัฐบาลยูเครนเท่าใดนัก อีกทั้งปัจจัยสำคัญที่หลายฝ่ายดูจะมีความวิตกกังวลอย่างมากก็คือ การหวนคืนสู่ทำเนียบขาวของอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ ผลจากชัยชนะในการเลือกตั้งในวันที่ 5 พฤศจิกายนนั้น ทรัมป์ชนะอย่างเด็ดขาดทั้งส่วนของคะแนนเสียงจากประชาชน (popular votes) และเสียงจากคณะผู้เลือกตั้ง (electoral college)
ประธานาธิบดีทรัมป์มีทัศนคติที่ต้องการยุติการสนับสนุนสงครามยูเครนของรัฐบาลอเมริกัน และในอีกทางเขาดูจะ “นิยมชมชอบ” ประธานาธิบดีปูตินอย่างมาก อีกทั้งการคัดเลือกบุคคลที่ลงตำแหน่งสำคัญด้านความมั่นคงนั้น ล้วนเป็นคนที่มีทัศนะในแบบดังกล่าว จนทำให้เกิดความกังวลอย่างมากว่า หลังจากสาบานตัวเข้ารับตำแหน่งในทำเนียบขาวแล้ว ทรัมป์จะเปลี่ยน “นโยบายยูเครน” อย่างแน่นอน
สำหรับปี 2024 ที่กำลังจะสิ้นสุดลงนั้น ดูจะเป็นช่วงเวลาที่ไม่สดใสสำหรับรัฐบาลที่คีฟ และอาจจะทำให้งานคริสต์มาสสำหรับชาวยูเครนปีนี้ไม่รื่นเริงใจนัก… ต่างจากคริสต์มาสปี 2022 ที่เห็นถึงความสำเร็จของการรุกตอบโต้ของกองทัพยูเครน คริสต์มาสปีนั้นจึงดูสดใสยิ่ง เพราะมีความหวังถึงชัยชนะที่รออยู่เบื้องหน้า!
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
