bg-single

ไฉน ‘ทรัมป์’ ชื่นชม ‘3 สหาย’ มากกว่าพันธมิตรเดิม?

11.02.2025

กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น

 

ไฉน ‘ทรัมป์’ ชื่นชม ‘3 สหาย’

มากกว่าพันธมิตรเดิม?

 

ทําไมโดนัลด์ ทรัมป์ จึงแสดงความชื่นชมผู้นำแบบเบ็ดเสร็จที่เคยถูกโลกตะวันตกมองว่าเป็นศัตรูอย่างร้ายกาจ?

ทำไมทรัมป์จึงแสดงตนอยู่เหนือและด้อยค่าผู้นำอื่นๆ ที่เป็นพันธมิตรกันมายาวนาน?

นี่คือ “ความพิสดาร” ของความเป็นทรัมป์ที่ยังต้องพยายามแสวงหาคำอธิบายกันต่อไป

มีคนเตือนผมว่าหากจะอ่านทรัมป์ให้ทะลุ ต้องไม่ใช้ไม้วัดแบบเดิม

เพราะเขาไม่ใช่ผู้นำในความหมายที่ประเมินด้วยวิธีคิดแบบเก่าก่อน

ทรัมป์ต้องการจะ “ครองโลก”

และวิธีเดียวที่เขาจะสามารถสร้างมิติใหม่สำหรับตัวเองได้ก็คือการทำให้เขาพิชิตผู้นำที่ยืนอยู่คนละข้างให้จงได้

 

เพราะผู้นำตะวันตกและชาติอื่นๆ ที่ยืนอยู่ข้างเดียวกับสหรัฐตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองนั้นยอมศิโรราบต่อสหรัฐโดยอัตโนมัติแล้ว

แต่ที่ยังท้าทายอำนาจของมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งอย่างสหรัฐนั้นคือจีน, รัสเซีย และเกาหลีเหนือ

หากอ่านใจของทรัมป์จากคำพูดของเขามาตลอดจะเห็นได้ว่าเขาแสดงความชื่นชมสี จิ้นผิง, ปูติน และเกาหลีเหนืออย่างไม่ลังเล

เขายอมรับเองว่าบางครั้ง “แอบอิจฉา” ผู้นำทั้งสามคนนี้เพราะสามารถทำให้ประชาชนของตนยอมทำตามโดยไม่ต้องมีเสียงขัดแย้ง, คัดค้านหรือท้าทาย

ลึกๆ แล้ว น่าจะตีความได้ว่าทรัมป์อยากได้ “ประชาชน” ที่ “ว่านอนสอนง่าย” อย่างนั้นบ้าง

เพราะเขาเชื่อว่าเมื่อพระเจ้าได้ช่วยให้เขารอดจากการถูกลอบสังหารมาเพื่อ “กอบกู้สหรัฐให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง” คนอเมริกันทั้งประเทศก็ควรจะต้องยอมรับสิ่งที่เขากำลังจะทำให้กับอเมริกาโดยปราศจากข้อกังขาใดๆ

นั่นคือลุกขึ้นมาทำตามที่เขาบัญชาทุกสิ่งอันโดยไม่ต้องตั้งคำถามอะไรมากมาย

นั่นย่อมหมายความว่าเขาคงอยากจะได้สังคมอเมริกันที่ปราศจากพรรคการเมืองนโยบาย “ฝ่ายซ้ายจัดที่อันตรายอย่างยิ่ง” อย่างเดโมแครต

เขาไม่ต้องการจะอยู่ร่วมกับนักคิดนักวิเคราะห์นักเคลื่อนไหวที่ใช้หลักคิดแบบ “เสรีนิยม” ที่เขาถือว่าเป็นอันตรายต่อการสร้างชาติสหรัฐให้กลับมาเป็นแบบอนุรักษนิยมที่เชื่อในพระเจ้า

ส่วนในความเป็นจริง ทรัมป์มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระเจ้าจริงๆ แค่ไหนยังน่าสงสัย

เพราะพฤติกรรมของเขาบ่อยครั้งเป็นการละเมิดศีลธรรมอย่างชัดแจ้ง

 

ทรัมป์ฝันอยากเห็นอเมริกาที่สอนให้เด็กๆ รักชาติ ไม่คิดท้าทายค่านิยมดั้งเดิม ไม่ทำอะไรที่เขามองว่าเป็นเรื่องผิดเพี้ยนไปจากความเป็นคนอเมริกันที่ “คนทั้งโลกจะต้องเคารพและให้เกียรติอย่างจริงจัง” อีกครั้งหนึ่ง

เขาต้องการเห็นอเมริกาที่เป็นเบอร์หนึ่งโดยปราศจากข้อสงสัย

และเขาจะใช้วิธีที่ดุเดือดรุนแรงกับพันธมิตรเพราะเขาเชื่อว่าประเทศเหล่านี้จำเป็นต้องพึ่งพาอเมริกา

แต่เขาไม่ต้องการให้ประเทศเหล่านี้ “เอาเปรียบ” สหรัฐด้วยการพึ่งพาเงินช่วยเหลือและการคุ้มครองของมหาอำนาจอย่างอเมริกาอีกต่อไป

ทรัมป์จึงบอกชัดเจนว่าใครที่ต้องการจะให้อเมริกาปกป้องคุ้มครองต่อจะต้องจ่าย “เบี้ยประกัน”

หรือภาษานักเลงเรียกว่า “ค่าคุ้มครอง”

ทุกบาททุกสตางค์ของงบประมาณอเมริกาจะต้องใช้ให้ “คุ้มค่า”

อันหมายถึงการที่จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐเฟื่องฟูอย่างร้อนแรงเพื่อรักษาไว้ซึ่งความเป็นอภิมหาอำนาจแต่เพียงผู้เดียว

แล้วทำไมเขาจึงแสดงท่าทีเป็นมิตรกับ “ศัตรู”

 

เพราะทรัมป์ต้องการให้สี, ปูตินและคิม “ยอมรับ” ในความเป็น “ผู้นำระดับโลกแต่เพียงผู้เดียว” ของเขา

ในแง่หนึ่ง ทรัมป์อยากจะเป็น “เผด็จการ” อย่างสี จิ้นผิง ที่สามารถสร้างเศรษฐกิจจีนให้รุ่งเรืองจนสามารถไล่อเมริกามาติดๆ

อีกแง่หนึ่ง เขาอยากเป็นแบบปูตินที่มีความเด็ดขาดแบบเคาบอยที่เป็นที่เกรงขามของเพื่อนบ้านทั้งหลาย

ทรัมป์เองคงแอบนับถือปูตินที่ตัดสินใจส่งทหารเข้ายึดยูเครนเพื่อขยายดินแดนและสั่งสอนผู้นำที่ “หัวดื้อ” อย่างเซเลนสกี

เพราะทรัมป์เองก็อาจมองแคนาดาไม่ต่างจากที่ปูตินมองยูเครน

นั่นคือเพื่อนบ้านที่มีดินแดนที่อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ มีภาษาและวัฒนธรรมละม้ายคล้ายกัน มีประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงต่อกัน

และดูเหมือนจะมีความเก่งกาจสามารถมากกว่าตนเองในหลายๆ เรื่อง

 

หากจะควบรวมมาเป็นส่วนหนึ่งของตนเสียเลยก็จะเป็นการสยายปีกและเพิ่มอำนาจบารมีของตนอย่างโดดเด่น หาใครมาเทียบมิได้

ปูตินใช้วิธีส่งทหารเข้าไปยึดดินแดนยูเครนบางส่วนด้วยการอ้างว่าเพื่อเข้าไปปกป้องคุ้มครองคนเชื้อสายรัสเซียในยูเครนที่ไม่พอใจการปกครองภายใต้เซเลนสกี

โดยไม่สนใจเรื่องกติกาสากลว่าด้วยการเคารพในบูรณภาพแห่งดินแดนของชาติอื่น

ทรัมป์ใช้วิธีการ “รุกราน” ด้วยการเหมาเอาเองว่าคนแคนาดาจำนวนไม่น้อยต้องการจะเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐ

โดยไม่แจ้งว่าเขาได้ข้อสรุปนั้นมาอย่างไร

และใช้วิธีสร้างแรงจูงใจด้วยการขายความคิดที่ว่าถ้าแคนาดาเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐก็จะเสียภาษีน้อยลง และกองทัพอเมริกันก็จะคุ้มครองพวกเขา

ทรัมป์ใช้โซเชียลมีเดีย (ต้นทุนต่ำ) ขณะที่ปูตินส่งทหารเป็นแสนเข้าทำภารกิจ (ทุ่มสุดตัว)

เพราะทรัมป์คิดและทำแบบนักธุรกิจ ทุกอย่างเป็นเรื่อง “ธุรกรรม” หรือ transactional

สำหรับทรัมป์ ตัวเลขกำไร-ขาดทุนคือตัวตัดสิน

สำหรับปูติน คำว่า “พิชิต” หมายถึงการแสดงพลังทั้งด้านกายภาพและจิตวิทยา

 

กําไร-ขาดทุนสำหรับปูตินคือการแสดงแสนยานุภาพทางทหารและยุทธศาสตร์ที่มองข้ามยูเครนไปสู่โลกตะวันตก

ทรัมป์มองเห็นคิม จองอึน เป็น “จอมบู๊” ที่เขาอยากจะเป็นเพราะไม่ต้องฟังเสียงค้านหรือแม้การคว่ำบาตรจากใคร, ไม่ว่าจะใหญ่เพียงใดก็ตาม

พอทรัมป์ได้ชัยชนะท่วมท้นจากการเลือกตั้ง เขาก็เริ่มจะเชื่อเหมือนที่ “ฮิตเลอร์” แห่งนาซีเยอรมันในยุคสงครามโลกครั้งที่สองว่าเขามีความชอบธรรมที่จะนำพาประเทศไปในทิศทางที่เขานำเสนอมาตลอด

นั่นคือการสร้างให้อเมริกันผิวขาวที่ไม่ถูกแปดเปื้อนด้วย “ค่านิยมเสื่อมทราม” ที่แฝงมาในเรื่องของ DEI (Diversity, Equity, Inclusion) หรือความหลากหลาย, เท่าเทียมและมีส่วนร่วม

สำหรับทรัมป์มันเป็นแนวทางที่เขาเรียกว่า Globalist ซึ่งแฝงไว้ด้วย “อิทธิพลทางเลวร้าย” ที่ทำให้เยาวชนมะกันไม่เคารพพ่อแม่, ไม่เข้าโบสถ์, ไม่สวดมนต์ แต่กลับส่งเสริมให้เด็กๆ “เกลียดชังความเป็นอเมริกัน”

แต่ทรัมป์ไม่สนใจว่าใครจะมาวิพากษ์ว่าเขาเองก็มีค่านิยมทำลายความเป็นอเมริกันดั้งเดิมไม่น้อย

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเหยียดผิว, ด้อยค่าผู้หญิง, โกหกหลอกลวง, ลวนลามทางเพศ, โกงภาษี, ผิดศีลธรรมจรรยาอย่างต่อเนื่องทั้งในชีวิตส่วนตัวและในการทำธุรกิจ

หรือใช้ความรุนแรงเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมืองของตน

สำหรับเขา กุญแจแห่งความสำเร็จคือความสามารถในการใช้วิธีการ “ต่อรอง” หรือ “make deal” ให้ผู้คนยอมรับ “ความเป็นทรัมป์” ได้ด้วยสารพัดเทคนิคของการหาเสียง

 

เขาไม่จำเป็นต้องรักษาคำพูด, ไม่ต้องซื่อสัตย์ต่อภรรยา, ไม่ต้องอดทนต่อความเห็นต่างใดๆ

และสามารถใช้วิธีการผิดกฎหมายต่างๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายได้…ตราบที่สามารถเอาตัวรอดจากการถูกจับผิดด้วยกฎหมายได้

นั่นถือเป็นความสำเร็จสูงสุดในชีวิต

จากนี้เขาจึงต้องการให้สี จิ้นผิง, ปูติน และคิม จองอึน ยอมรับเขาในฐานะเป็นผู้นำสูงสุดของโลกใบนี้

ด้วยการบอกกล่าวกับชาวโลกว่าเขาสามารถโน้มน้าวผู้นำที่เคยเป็นศัตรูกับอดีตประธานาธิบดีสหรัฐคนก่อนๆ ได้ทั้งหมด

ด้วยเสน่ห์, วาทะ, อำนาจต่อรองและคุณสมบัติเฉพาะตัวที่ไม่มีใครคาดเดาได้ (unpredictability) ของเขา

กับพันธมิตรที่ทรัมป์กล่าวหาว่า “เอาเปรียบ” อเมริกา ทรัมป์อาจใช้วิธี “ทุบด้วยค้อน”

แต่กับสี, ปูติน, คิม…ทรัมป์กำลังใช้ปฏิบัติการ “กำปั้นเหล็กหุ้มกำมะหยี่”

ใครจะ “หลงกล” พี่แกบ้างหรือไม่อย่างไร อีกไม่นานก็กระจ่างแจ้งต่อผู้คน!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | “ทางออก” อันเป็น “ทางเลือก” หาก อนุทิน ชาญวีรกูล อำลา
ควันหลงเยือนจีน… เพลงรักของไต้หวัน! ร้องเพลงหวานที่ปักกิ่ง กินยาขมที่กรุงเทพฯ
‘นี่ฉันไง ไม่ใช่ AI’
ดินแดง ราชปรารภ น้ำใจ ไมตรี ระหว่าง ผู้ชุมนุม ก่อนสละชีพ โดยกระสุนเข้ม
นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ชี้ทางสกัดโศกนาฏกรรมในรั้วโรงเรียน ‘ถ้าลิดกิ่งก้าน โดยไม่ปรับปรุงลำต้น เดี๋ยวปัญหาอื่นก็ปรากฏ’
ถ้าสังคมมันเปลี่ยนยาก แล้วโจทย์ต่อไปคืออะไร? ถามก่อนจะปลง
ความหวัง ‘ลงทุน’ ไทย พลิกชะตา ศก.หวังโต 3%
เช็กฐานที่มั่น ตท.26 ‘บิ๊กปู’ กุมบังเหียน ทบ.-ทร. แอนตี้ นโยบาย 2 ปีอัพ สโลว์ดาวน์ ‘ทัพภาค 1’ จับตา พลัง ตท.28
สพป.ชัยนาท แสดงพลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
สถานีคิดเลขที่12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร เสียงหลัง”กำแพง”
E-DUANG | ภาพลักษณ์ ปฏิมา การเมือง ของ ทิม พิธา และ “น้องก้อย”
ขุมทรัพย์จากป่าสู่สูตรยาพลิกโลก ephedrine (1)