
การเมืองวัฒนธรรม | เกษียร เตชะพีระ
ทรัมปิซึ่ม
: เดอะ นิว นอร์มอล
ในวงเสวนา “15 ปีชุมชนจินตกรรมฉบับภาษาไทย” ณ คณะศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อ 24 สิงหาคม ศกที่แล้ว (https://www.matichonweekly.com/column/article_792942) อันเป็นเวลาสองเดือนกว่าก่อน การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐรอบล่าสุด
ระหว่างช่วงถาม-ตอบตอนท้าย ผู้ฟังได้ตั้งคำถามเชื่อมโยงประเด็นผลกระทบทางเศรษฐกิจการเมืองของแนวนโยบายเสรีนิยมใหม่โลกาภิวัตน์ที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ [รัฐไปทาง <- รัฐ/ชาติ -> ชาติไปอีกทาง] ขึ้นหลายประเทศทั่วโลกว่ามีโอกาสจะทำให้อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับเลือกตั้งกลับมาเป็นประธานาธิบดีรอบสองหรือไม่?
ผมจำได้ว่าอาจารย์ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์และการเมืองอเมริกันฟันธงว่าทรัมป์ไม่ชนะแน่นอน และเพื่อนอาจารย์อีกคนในวงเสวนาซึ่งได้พบปะสนทนาเรื่องนี้กับเจ้าหน้าที่สถานทูตอเมริกันก็เห็นด้วย
ตัวผมเองก็คาดการณ์ไปในทำนองเดียวกัน แม้จะมองว่าปมปัญหาทางเศรษฐกิจสังคมอเมริกันที่ทำให้ทรัมป์ชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบแรกอย่างเหนือความคาดหมายเมื่อปี 2016 ยังคงค้างคาอยู่ไม่ได้แก้ไขให้ตกไป

ภาพจาก https://www.socialeurope.eu/
ทว่า วีรกรรมวีรเวรนานาสารพัดที่ทรัมป์ก่อกรรมทำเข็ญมาในตำแหน่งครั้งก่อน โดยเฉพาะการร่วมปลุกม็อบลุกฮือปิดล้อมบุกรุกสภาคองเกรสหวังล้มล้างการรับรองผลเลือกตั้งประธานาธิบดีที่ตนพ่ายแพ้ไปเมื่อ 6 มกราคม 2021 มันก็ทำลายประชาธิปไตยและละเมิดรัฐธรรมนูญอย่างเลวร้ายโจ่งแจ้งสาหัสสากรรจ์เสียจนคนอเมริกันน่าจะตาสว่างและเลือกทรัมป์อีกครั้งไม่ลงคอ (“Trump Would Have Been Convicted If He Wasn’t Elected : U.S. Justice Department”, https://www.youtube.com/watch?v=aW0hoV9DIHQ)
แต่แล้ว…แหะๆ…ทรัมป์ก็ดันกลับชนะเลือกตั้งอย่างพลิกความคาดหมายของพวกเราวันนั้นกันถ้วนหน้าจนได้แหละครับ ร้อนถึงอาจารย์พี่ธเนศต้องเขียนบทวิเคราะห์มุมกลับว่า “โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ใช่ได้ชนะ เดโมแครตต่างหากที่แพ้” (https://www.matichonweekly.com/column/article_813175)
สรุปคือกระแสสูงครอบงำของแนวทางการเมืองประชานิยม-ชาตินิยมเอียงขวาแบบทรัมป์หรือทรัมปิซึ่ม (Trumpism) ซึ่งส่งผลให้เขาชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีสองรอบนั้นไม่ใช่เรื่องผิดปกติวิสัย ฟลุกหรือเห่อตามกันชั่วครู่ชั่วคราวแต่อย่างใด หากเป็น the new normal หรือภาวะปกติวิสัยแบบใหม่ของการเมืองอเมริกันต่างหาก!
(ตามข้อวิเคราะห์ฟันธงของ Mark Blyth ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศชาวอเมริกันแห่งมหาวิทยาลัย Brown ดู https://www.socialeurope.eu/populists-are-taking-over-heres-why-democracy-is-failing)

เมื่อทบทวนดูแบบแผนการใช้อำนาจรัฐของทรัมป์ในตำแหน่งประมุขรัฐกับหัวหน้าฝ่ายบริหารซึ่งไม่มีแผนการเป็นระบบระเบียบ คาดเดาไม่ได้ เดินหมากบุ่มบ่ามฝ่ายเดียว ข่มขู่บูลลี่หาเรื่องไม่เลือกหน้าอินทร์หน้าพรหมไปทั่ว สะวิงหวือหวาผาดโผนตามอารมณ์ โฉ่งฉ่างฉาบฉวยจ้องชิงพื้นที่สื่อ จนเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันการเมืองการบริหารทั้งของอเมริกาเองกับแนวร่วมในโลก
ดังที่ Bob Woodward นักข่าวอาวุโสชื่อก้องแห่งหนังสือพิมพ์ Washington Post ผู้เปิดโปงกรณี Watergate จนอดีตประธานาธิบดีนิกสันต้องลาออกจากตำแหน่งกลางคัน (ดูหนังสือ All the President’s Men ที่เขาเขียนร่วมกับ Carl Bernstein เมื่อปี 1974) ระบุว่าทรัมป์ “ไม่วางแผน” “เป็นวงดนตรีแบบกูเล่นคนเดียว” ทำตัว “เหมือนรถบุลโดเซอร์…ไม่ฟังเสียงที่ปรึกษา” ฯลฯ
(https://www.instagram.com/camanpour/reel/DBegso0xgec/ & https://www.washingtonpost.com/politics/woodward-trump-book-coronavirus/2020/09/15/34778718-f771-11ea-89e3-4b9efa36dc64_story.html & https://www.newsweek.com/woodward-calls-trump-bulldozer-says-entire-administration-was-denial-over-coronavirus-impact-1532088)
กระนั้นก็ตาม มีแนวนโยบายหลักอยู่สองเรื่องที่ทรัมป์ค่อนข้างคงเส้นคงวา นั่นคือ :
เนรเทศหมู่ผู้อพยพขนานใหญ่ กับขึ้นพิกัดอัตราภาษีศุลกากร (mass deportations & tariffs)
จะตีความฐานคิดที่มาของแนวนโยบายชาตินิยมทางเศรษฐกิจของทรัมปิซึ่มว่าอย่างไรดี?
ข้อวิเคราะห์น่าฟังมาจากงานของนักเศรษฐศาสตร์คิดโลดโผนนอกกล่องสองคนคือ Michael Pettis & Matthew Klein
ไมเคิล เพททิส (1958-ปัจจุบัน) เป็นศาสตราจารย์ด้านการเงินชาวอเมริกันสังกัดวิทยาลัยจัดการกวงหัวแห่งมหาวิทยาลัยปักกิ่ง และภาคีสมาชิกอาวุโสแห่งสถาบันกองทุนคาร์เนกีเพื่อสันติภาพสากล สหรัฐ ส่วน แมทธิว ไคลน์ เป็นนักข่าวคอลัมนิสต์ทางเศรษฐกิจและตลาดการเงินชาวอเมริกันสังกัดสื่อเศรษฐกิจหลายสำนัก
ทั้งคู่ร่วมกันเขียนหนังสือออกมาเมื่อปี 2020 ชื่อ Trade Wars Are Class Wars : How Rising Inequality Distorts the Global Economy and Threatens International Peace (สงครามการค้าคือสงครามชนชั้น : ความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มสูงขึ้นบิดเบือนเศรษฐกิจโลกและคุกคามสันติภาพสากลอย่างไร)
พวกเขาเถียงว่าโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจให้ดอกผลกำไรแก่บรรดาบรรษัทใหญ่มากเกินสัดส่วน แต่กลับเซาะกร่อนบ่อนเบียนการดำรงชีพของคนงานทั้งหลายลงไป – ซึ่งเอาเข้าจริงเป็นเรื่อง “สงครามชนชั้น”
ทว่า ในสายตาของทรัมปิซึ่ม การที่สหรัฐอเมริกากลายเป็นประเทศผู้นำเข้าเชิงโครงสร้าง (structural importer) ที่พึ่งพาสินค้าจากเอเชียตะวันออกโดยเฉพาะจีน เยอรมนีและยุโรปโดยรวมนั้นทำให้อเมริกาอ่อนแอลงทางยุทธศาสตร์ – คือมันกลับถูกทรัมป์มองเป็นเรื่อง “สงครามการค้า” ระหว่างนานาประเทศไปเสียฉิบ
(ในมุมกลับ ก็อาจกล่าวได้เหมือนกันว่าจีนเล่นบทประเทศผู้ส่งออกเชิงโครงสร้าง (structural exporter) ของเศรษฐกิจโลกในช่วงปี 2000-2018 ในความสัมพันธ์พิเศษที่ถูกเรียกว่า Chimerica ก่อนสงครามการค้าจะเริ่มขึ้น โดยทรัมป์ดูงานของนักประวัติศาสตร์บริติช-อเมริกันมีชื่อ Sir Niall Ferguson, The Ascent of Money : A Financial History of the World, 2008. บทที่ 6 From Empire to Chimerica)
ฉะนั้น ในทางทฤษฎี ทางออกจึงได้แก่การปรับแต่งสมดุลเศรษฐกิจอเมริกันเสียใหม่ โดยลดการนำเข้าให้น้อยลง ส่งเสริมเกื้อหนุนการผลิตในประเทศให้มากขึ้น และกระชับตลาดแรงงานให้ขึงตึงเพื่อบีบให้ค่าแรงสูงขึ้นโดยผ่านการเหนี่ยวรั้งจำกัดการอพยพเข้าประเทศเสีย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งสร้างประเทศอเมริกาที่พึ่งตนเองมากขึ้นนั่นเอง
ปัญหาทางปฏิบัติอยู่ตรงพอฐานคิดนี้มาอยู่ในมือนักการเมืองอำนาจนิยมเสี่ยงภัยอย่างทรัมป์ มันกลับไม่มียุทธศาสตร์เบื้องหลังที่เป็นปึกแผ่นชัดเจน ใช้แต่วิธีด้นเอาตามอารมณ์ท่านประธานาธิบดี ซึ่งยากแก่การคาดทำนายผลลัพธ์บั้นปลายได้
ทรัมปิซึ่มภาคปฏิบัติจริงๆ จะเป็นอย่างไรคงเห็นได้ในสัปดาห์แรกหลังทรัมป์รับตำแหน่งประธานาธิบดี (20 มกราคมศกนี้) ซึ่งเขาคงจะกระหน่ำรัวยิงคำสั่งฝ่ายบริหารออกมาเป็นชุดๆ ตามวิสัย ถึงปลายมกราคม ก็จะพอเห็นเค้าลางได้ว่าลำดับความเร่งด่วนเชิงนโยบายของรัฐบาลทรัมป์เป็นอย่างไรและเขาพร้อมจะไปไกลลิบลับถึงไหนกัน?
นอกจากฐานคิดเชิงเศรษฐกิจการเมืองที่รองรับทรัมปิซึ่มแล้ว ก็ยังมีภาวะจิตวิทยาวัฒนธรรมของคนอเมริกันที่หล่อเลี้ยงทรัมปิซึ่มเอาไว้ด้วย และน่าจะทำให้แนวทางประชานิยม-ชาตินิยม MAGA (Make America Great Again) อยู่ยั้งยืนยาวกว่าตัวทรัมป์เองเสียอีก (ทรัมป์เกิดปี 1946 เข้ารับตำแหน่งรอบนี้ในวัย 78 ปีกว่า นับว่าเฒ่าชแรแก่ชราที่สุดในบรรดาประธานาธิบดีอเมริกันเท่าที่เคยมีมา)
ภาวะที่ว่าข้างต้นคือการพังทลายลงอย่างกว้างขวางของความไว้วางใจในบรรดาพรรคสายกลางและสถาบันดั้งเดิมตามประเพณีในหมู่ชาวอเมริกัน
ค่าที่พวกเขาประสบพบผ่านการบริหารจัดการเศรษฐกิจผิดพลาดต่อเนื่องกันมาหลายทศวรรษ จากวิกฤตซับไพรม์ 2007-2010 ที่นำไปสู่การตกงานสูญเสียบ้านช่องล่มจมล้มละลายของธุรกิจและคนชั้นกลางชาวอเมริกันมากหลาย รวมทั้งภาวะเศรษฐกิจถดถอยใหญ่ทั่วโลก (https://www.federalreservehistory.org/essays/subprime-mortgage-crisis)
มาจนถึงเหล่านโยบายรัดเข็มขัดตัดลดงบประมาณทางสวัสดิการและประกันสังคมซึ่งกระทบคนอเมริกันยากไร้ชั้นล่างอย่างหนัก (https://equitablegrowth.org/austerity-policies-in-the-united-states-caused-stagflation-in-the-1970s-and-would-do-so-again-today/)
ทำให้ศรัทธาต่อระบบบริหารปกครองเสื่อมถอย แม้ในประเด็นแนวนโยบายการอพยพเข้าเมืองก็ขาดการถกเถียงอภิปรายจริงจังเมื่อเทียบกับนานาประเทศยุโรป แต่มักถูกผู้วางนโยบายปัดทิ้งปิดปากตราหน้าสวมหมวกผู้วิตกวิจารณ์เอาง่ายๆ ว่าเป็นพวก “เชื้อชาตินิยม” ไปเสียฉิบ เป็นต้น
ที่น่าสนใจคือทรัมปิซึ่มอาจกลายเป็น the new normal ในหมู่โหวตเตอร์อเมริกันรุ่นหนุ่มสาวไปด้วย (“Trump is this generation’s ‘normal.’ Here’s what that means.”, https://www.msnbc.com/opinion/msnbc-opinion/trump-normal-maga-gen-z-young-voters-elections-rcna187236)
กล่าวคือ โดนัลด์ ทรัมป์ ลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกันและรณรงค์หาเสียงทั่วประเทศมาสามรอบแล้ว (2016, 2020, 2024) เมื่อเขาครองตำแหน่งครบวาระรอบนี้ ทรัมป์จะเป็นสินค้าเจ้าประจำอยู่ในตลาดการเมืองอเมริกันเกือบทศวรรษครึ่ง (2016-2028) เรียกได้ว่าตัวเขา ลีลาการเมืองกร่างกวนของเขาและทรัมปิซึ่มชักจะกลายเป็นภาวะปกติของการเมืองอเมริกันที่ลูกค้าคาดหมายไม่ว่าจะชอบหรือไม่ก็ตาม
ขณะที่โหวตเตอร์หนุ่มสาวอเมริกันวัยรุ่นและยี่สิบกว่าก็คุ้นเคยกับลุงทรัมป์ตามทีวี เวทีหาเสียงและคูหาเลือกตั้งดี บางคนอาจชมชอบโหวตให้ บ้างอาจทนทู่ซี้ไปโดยไม่ได้ชอบอะไร แต่ที่สำคัญลุงทรัมป์และทรัมปิซึ่มได้กลายเป็นภาวะปกติทางการเมืองที่พวกเขาคาดหมายแล้ว
ดังปรากฏในบทวิเคราะห์ผลเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2024 ล่าสุดโดยสถาบันสมองถังฝ่ายขวา American Enterprise Institute ว่าโหวตเตอร์หนุ่ม (วัย 18-29 ปี) โหวตให้ทรัปม์ถึง 56% ขณะที่โหวตเตอร์สาวโหวตให้ทรัมป์เพียง 40%
และหากมองข้อมูลการโหวตของคนหนุ่มสาวจากปี 2018-2024 ก็พบแนวโน้มว่าโหวตเตอร์หนุ่มอเมริกันเปลี่ยนจากที่เคยโหวตให้พรรคเดโมแครตมากกว่าพรรครีพับลิกัน 19% กลับตาลปัตรมาโหวตให้พรรครีพับลิกันมากกว่าพรรคเดโมแครต 13% แทน
ขณะที่โหวตเตอร์สาวอเมริกันแม้จะยังโหวตให้พรรคเดโมแครตมากกว่าพรรครีพับลิกันอยู่ แต่ก็ลดต่ำลงจากมากกว่า 33% เหลือแค่มากกว่า 18% แทน (ดูแผนภูมิด้านบน https://www.americansurveycenter.org/newsletter/2024-election-edition-young-men-swing-toward-trump/)
ข้อมูลนี้มีนัยสำคัญหากประยุกต์เข้ากับการวิเคราะห์เอกลักษณ์ทางการเมืองของคนอเมริกันรุ่นต่างๆ ในช่วง ปี 1952-2016 โดย Patrick Fischer ศาสตราจารย์รัฐศาสตร์ชาวอเมริกันแห่งมหาวิทยาลัย Seton Hall ที่ระบุว่า :
“เอกลักษณ์สังกัดพรรคนั้นถูกรับเข้ามาในช่วงวัยแรกเริ่มเป็นผู้ใหญ่ ลงตัวเสถียรอย่างรวดเร็ว และหลังจากนั้นก็จะทนทายาดเกินกว่าจะเปลี่ยนผ่านไปแบบชั่วครู่ชั่วคราว…ฉะนั้น เหตุการณ์และตัวบุคคลทางการเมืองจึงมีอิทธิพลใหญ่หลวงและยืนนานที่สุดในช่วงขั้นตอนของชีวิตเมื่อเอกลักษณ์สังกัดพรรคกำลังถูกก่อตัวขึ้นนั่นเอง”
(Patrick Fischer, “Generational Cycles in American Politics, 1952-2016”, https://link.springer.com/article/10.1007/s12115-019-00437-7)
นั่นแปลว่าพรรครีพับลิกันที่ตกอยู่ในสภาพแตกร้าวและเอียงไปขวาสุดโต่งปัจจุบันน่าจะยังเลือกส่งผู้สมัครสภาคองเกรสและประธานาธิบดีสไตล์ทรัมปิซึ่มต่อไปตามปกติเพื่อรักษาฐานเสียงที่มีแนวโน้มเช่นนี้ไว้ ต่อให้ตัวทรัมป์เองพ้นเวทีการเมืองไปแล้วก็ตาม
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
