bg-single

MatiTalk จาตุรนต์ ฉายแสง มองสถานการณ์ประชาธิปไตย-แก้รัฐธรรมนูญ เพื่อไทยต้องพิสูจน์อุดมการณ์ด้วยการกระทำ

25.02.2025

MatiTalk จาตุรนต์ ฉายแสง

มองสถานการณ์ประชาธิปไตย-แก้รัฐธรรมนูญ

เพื่อไทยต้องพิสูจน์อุดมการณ์ด้วยการกระทำ

“อุดมการณ์ของพรรคเพื่อไทยเป็นสิ่งที่ต้องพิสูจน์กันจากการกระทำ จากการปฏิบัติเรื่องใหญ่ในเรื่องอุดมการณ์จริงๆ คือ การแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย รวมถึงเรื่องอื่นๆ เพื่อให้เกิดการแก้กฎหมายให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ถ้าหากว่าพรรคเพื่อไทยไม่แสดงความชัดเจนว่าต้องการแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยก็จะเป็นปัญหากับพรรคเพื่อไทย เพราะฉะนั้น ผมยังคิดว่าพรรคเพื่อไทยก็ต้องมีความชัดเจนแน่วแน่ที่จะผลักดันให้เกิดการแก้ไขระบบให้เป็นประชาธิปไตย”

จาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ MatiTalk ของมติชนสุดสัปดาห์

จาตุรนต์กล่าวว่า พรรคเพื่อไทย หรือตั้งแต่เป็นไทยรักไทย เคยมีจุดแข็งหนึ่ง คือการเป็นพรรคที่สามารถสร้างนโยบายแล้วนำไปใช้ปฏิบัติจนเกิดผลสำเร็จ อันนี้คิดว่าต้องการการพิสูจน์อีกเหมือนกัน

เพราะว่าบ้านเมืองมาถึงจุดที่การแก้ปัญหาต่างๆ ไม่ใช่ง่าย ซับซ้อนกว่าเดิม เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาอุปสรรคทางการคลังที่ถูกสะสมมานาน แต่การแข่งขันทางนโยบายถูกจำกัดไปกว่าเดิมมากในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ความจำกัดอันนี้ ทั้งการต้องแจกแจงว่าแหล่งงบประมาณมาจากไหน จะขัดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีหรือไม่

เมื่อพรรคการเมืองทำอะไรได้จำกัด กลายเป็นว่าคนมองไม่เห็นการแข่งขันทางนโยบายมาตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งปี 2562 ในสภาพแบบนี้พรรคเพื่อไทยจะพิสูจน์ตัวเองให้เห็นว่ามีความสามารถในการเขียนนโยบายและนำนโยบายไปปฏิบัติไปแก้ปัญหาประเทศได้อย่างไร ก็เป็นโจทย์ใหญ่อีกข้อหนึ่ง

ตั้งแต่ก่อนปี 2549 พรรคไทยรักไทยมีจุดเด่นตรงนโยบายและการนำนโยบายไปปฏิบัติ ยังไม่มีประเด็นเรื่องประชาธิปไตย

แต่ภายหลังปี 2549 มาเป็นพรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย มีเรื่องประชาธิปไตยเพิ่มขึ้นมา เป็นพรรคที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติหลังจากที่รัฐประหารปี 2549 ยืนอยู่ตรงข้ามกับคณะรัฐประหาร ยืนอยู่ตรงข้ามกับการเขียนรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เรื่อยมาจนกระทั่งปี 2560 ก็ยังคงเป็นพรรคการเมืองที่อยู่ฝ่ายประชาธิปไตย

แต่มาสะดุด เกิดความไม่ชัดเจนไปบ้างเนื่องจากกติกาของรัฐธรรมนูญเรื่องการให้ ส.ว.มีอำนาจในการเลือกนายกฯ แล้วก็เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

พรรคเพื่อไทยยังมีเรื่องที่ยังสามารถยืนยันจุดยืนอุดมการณ์ของตนเองก็คือการแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย ฉะนั้น ต้องทำทั้งสองส่วนนี้ ก็คือแก้ปัญหาประเทศให้ได้มีนโยบายออกมาให้ดีแล้วแก้ปัญหาประเทศให้ได้ดี

ขณะเดียวกันก็คือต้องเดินหน้าในการทำให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย

เมื่อถามถึงเหตุการณ์การประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 เพื่อตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ขึ้นมาร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ ช่วง 13-14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เมื่อมีการเสนอยื่นญัตติขอเลื่อนพิจารณาเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก่อน และที่ประชุมไม่อนุมัติการเลื่อน ทำให้ต้องพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แต่องค์ประชุมไม่ครบจนสภาล่มทำให้ไม่สามารถพิจารณาต่อได้

จาตุรนต์อธิบายว่า ที่พรรคเพื่อไทยเสนอให้นับองค์ประชุม แล้วก็ไม่แสดงตนนั้น ที่ตัดสินใจไปอย่างนี้เพราะเห็นว่าถ้าให้มีการพิจารณาจะเดินไปสู่การลงมติ และถ้าลงมติกันเลยในวันศุกร์ที่ผ่านมาร่างทั้ง 2 ร่างตกแน่นอน เพราะว่าพรรคภูมิใจไทยไม่รวมสังฆกรรม และ ส.ว.ที่เราได้ยินมาก็มีจำนวนมากที่บอกว่าต้องการให้ทำประชามติก่อน และรู้สึกเสี่ยงเหมือนกัน ซึ่งเราต้องการเสียง ส.ว.อย่างน้อย 67 เสียง โอกาสที่จะไม่ผ่านจึงสูงมากอย่างเห็นได้ชัด

เพราะฉะนั้น จึงไม่ควรให้มีการพิจารณา ไม่ควรให้ลงมติ เพราะถ้าเริ่มพิจารณาก็ต้องเดินไปสู่การลงมติ และการลงมติก็คือการล้มร่างรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน จะทำให้เป็นปัญหา กว่าจะเสนอกันได้ใหม่ก็ต้องรอสมัยประชุมหน้าแล้วเรื่องก็วนกลับมาที่เดิมอีก

พรรคการเมืองอื่นก็บอกว่าเสี่ยงเกินไปไม่ขอร่วมสังฆกรรม หรือมีบางพรรคที่แสดงความเห็นว่าอยากให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเสียก่อน ส.ว.ก็จะใช้เหตุผลเดียวกัน ก็จะกลับมาที่เดิม

ทำให้เราคิดว่าควรจะส่งศาลรัฐธรรมนูญ ที่ให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญเพราะเห็นว่าเป็นปัญหาใช่ไหม? เห็นว่าสภายังพิจารณาไม่ได้ใช่ไหม? ต้องตอบว่าไม่ใช่ พรรคเพื่อไทยหรือผมเองเคยแสดงความเห็น ก็แสดงความเห็นไว้ชัดแล้วว่าประธานบรรจุให้สภาพิจารณาได้โดยยังไม่ต้องไปทำประชามติก่อน เราตีความคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแบบนี้

แต่แล้วทำไมถึงเห็นว่าควรจะส่งศาลรัฐธรรมนูญ ก็เพราะว่าเราไม่ต้องการให้มีข้ออ้างหรือเหลือข้ออ้างที่ว่าต้องทำประชามติก่อน หรือข้ออ้างที่ว่ากลัวจะเสี่ยงกลัวจะขัดรัฐธรรมนูญ ไม่ต้องการให้เหลือข้ออ้างนี้

เพราะถ้ามีข้ออ้างนี้จะทำให้ ส.ส.อย่างน้อยก็ 70 กว่าเสียง รวมเสียง ส.ว.อีกจำนวนมาก จนกระทั่งเราหา 67 เสียงมาสนับสนุนไม่ได้ ก็จะใช้ข้ออ้างนี้

เราต้องการตัดข้ออ้างนี้ออกไปโดยให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยมา ถ้าวินิจฉัยมาว่าให้รัฐสภาพิจารณาไปได้โดยยังไม่ต้องทำประชามติ ทำประชามติไปทำขั้นตอนที่รัฐสภาลงมติเห็นชอบให้ผ่านร่างแก้ไขมาตรา 256 แล้ว ตอนนั้นก็จะหมดข้ออ้าง

ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญอาจจะวินิจฉัยมาอีกทางหนึ่งก็ได้ เช่น ต้องไปทำประชามติก่อน เราก็ให้ไปทำประชามติก่อน อาจจะรอร่างแก้ไข พ.ร.บ.ประชามติ แต่ว่าจะหมดข้ออ้าง โอกาสที่จะผ่านร่างรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับ ของพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยก็จะสูงขึ้น สูงกว่าในการพิจารณาและลงมติกันไปในวันศุกร์ที่ผ่านมา

เพราะว่าทั้ง ส.ส.และ ส.ว.ก็ไม่มีข้ออ้างในเรื่องนี้อีกต่อไป อันนี้หมายความว่าจะผ่านแน่นอนไหม ไม่มีใครบอกได้ แต่มีความเป็นไปได้สูงกว่าอย่างชัดเจน

 

ส่วนเรื่องจะเสียเวลามากกว่าที่จะพิจารณากันไปเลยไหม? ต้องตอบว่าใช้เวลามากกว่า ซึ่งมากกว่าตอนส่งไปศาลรัฐธรรมนูญและศาลรัฐธรรมนูญจะใช้เวลากี่วันกี่สัปดาห์เราก็ต้องการที่จะได้คำวินิจฉัยมา ต่างกันแค่นั้น แต่โอกาสที่จะสำเร็จจะสูงกว่าการพิจารณาไปเลย

แต่ถ้าพิจารณาไปเลยลงมติไปเลย ตกแน่นอน จากข้อมูลที่เรามีอยู่คือพรรคบางพรรคไม่ร่วมสังฆกรรม และ ส.ว.จำนวนมากก็อาจจะมีข้ออ้างในทำนองเดียวกัน

การที่เห็นว่าควรจะส่งศาลรัฐธรรมนูญจึงเป็นเหตุให้พรรคเพื่อไทยไม่แสดงตนและทำให้สภาล่ม ซึ่งสภาล่มก็ไม่ใช่อุบัติเหตุ ในบางครั้งเกิดขึ้นได้ เช่น ส.ส.ไม่ได้มาประชุม ไม่อยู่กันบ้าง เกิดมีการนับองค์ประชุมขึ้นมา ไม่ครบองค์ประชุมสภาก็ล่ม

แต่ครั้งนี้คือสภาไม่สามารถประชุมต่อได้ด้วยความตั้งใจของพรรคร่วมรัฐบาลและของ ส.ว.อีกจำนวนมาก โดยพรรคเพื่อไทยมีความตั้งใจชัดเจนว่าไม่ควรให้มีการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

มิฉะนั้น จะตกไปเลยก็เลยกลายเป็นสภาล่ม เพราะพรรคร่วมรัฐบาลเอง ซึ่งต้องยอมรับว่าไม่เกิดขึ้นบ่อยๆ ง่ายๆ แล้วก็ทำความเข้าใจกับสังคมก็ไม่ง่าย แต่สถานการณ์พามาจนถึงขั้นที่เราต้องตัดสินใจอย่างนั้น เพราะไม่งั้นก็จะเข้าล็อกผู้ที่ต้องการให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ตกไป ซึ่งเรียกว่า “ขึงพืด” หรือ “เอาเข้าไปสู่แดนประหาร” ไปเลย คือให้มีการพิจารณาในวันนั้นแล้วลงมติกันในวันนั้นก็ตกไปเลย

และการแก้ไขข้อมูลจะเกิดขึ้นยากมากเพราะจะวนมาที่เดิมแล้วก็กลายเป็นยืดเยื้อไปเรื่อย

สุดท้าย จาตุรนต์กล่าวว่า อันที่จริงเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ไม่ใช่อ้อมหรือไม่อ้อม เป็นเรื่องเจออุปสรรคก็ต้องขจัดอุปสรรคเสียก่อน อุปสรรคนั้นก็คือการมีข้อสงสัย การมีความคิดอีกแบบหนึ่งต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งถูกนำมาเป็นข้อเหตุผลและข้ออ้าง เราจะบอกว่าข้ออ้างไม่ใช่เขาเป็นเหตุผล คือมีสมาชิกส่วนหนึ่ง พรรคการเมืองบางพรรคเห็นว่าพิจารณาไม่ได้แล้วกลายเป็นข้ออ้างที่ทำให้ไม่ร่วมพิจารณาก็ดี ไม่ประสงค์จะไปออกเสียง ถึงเวลาเขาจะไม่ลงมติเพราะบอกว่าเป็นความเสี่ยง อันนี้เลยกลายเป็นอุปสรรค เพราะฉะนั้น ขจัดอุปสรรคนี้ออกไปก่อน

ส่วนการเลือกตั้งปี 2570 แนวโน้มจะเป็นอย่างไรนั้น จาตุรนต์บอกว่า ไม่เป็นไม่ได้เป็นแกนนำ (พรรค) ไม่ได้มีส่วนในการกำหนดนโยบายทิศทางเหมือนเมื่อก่อน แต่ในความเห็นส่วนตัว ในการเลือกตั้งพรรคการเมืองมีพรรคการเมืองที่เป็นคู่แข่ง ซึ่งก็มีทั้งแข่งกับพรรคฝ่ายค้านปัจจุบันก็จะแข่งกันแบบหนึ่งเป็นเรื่องการทำให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย แล้วก็เรื่องการบริหาร การนำเอานโยบายไปแก้ปัญหาใครจะทำได้ดีกว่ากัน

ส่วนกับพรรคร่วมรัฐบาลถึงเวลาเลือกตั้งก็ต้องแข่งกัน “แข่งกันแบบนักเลือกตั้งแข่งกัน”

เพราะฉะนั้น ไม่ใช่เป็น 2 ขั้ว 2 ฝ่ายเหมือนเมื่อในอดีต อาจจะไม่ได้แบ่งข้างแบ่งฝ่ายชัดเจนขนาดนั้น

ชมคลิป



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“เอกนัฏ” ลุยจัดระเบียบ Data Center ปูพรมตรวจทั่ว กทม. พบถังน้ำมันกว่า 1.5 แสนลิตรไร้ใบอนุญาต สั่งดำเนินคดี
สน.วังทองหลาง เปิดปฏิบัติการลุยตรวจสอบสถานบริการ-สถานประกอบการ กลุ่มเสี่ยง 5 ร้าน โซนซอยมหาดไทย
ไทยสร้างไทย จี้รัฐบาลแก้ปัญหา กยศ. ถังแตก หากไม่เร่งแก้ไข จะตัดโอกาสเยาวชนอีกหลายหมื่นคน
กมธ.สาธารณสุข จี้ รมว.สธ.เร่งตรวจเชิงรุก กรณีพ่อแม่ทิพย์ เสนอบังคับตรวจดีเอ็นเอ​
อนุ กมธ. อุตสาหกรรมฯ จี้คุมเข้ม “แพลนต์ปูน” กลางชุมชน จ่อลุยตรวจแบบไม่แจ้งล่วงหน้าหลังชาวบ้านร้องฝุ่นพิษ-น้ำปูนทะลัก
E-DUANG | พัฒนาการ ในทาง ความคิด เหมือนจะ”จบ” กลับ”ไม่จบ”
วีระยุทธ จี้บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์แก้ 4 ปัญหาใหญ่ ชี้ต้องกล้าคุมเข้มย้อนหลัง-อุดช่องโหว่กฎหมาย-เลือกส่งเสริมแบบมีเป้าหมาย-อย่าช่วยแต่เจ้าของนิคมกับผู้รับเหมา
อดีต รมว.คลัง ค้านเก็บเล็กเก็บน้อย ค่าเหยียบแผ่นดิน 450 บาท จนเสียรายได้ก้อนใหญ่
สิทธิที่จะนั่ง
เส้นทาง ความคิด ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ สถานะ มนุษยภาพ
จากนาราถึงรมณีนาถ : การเล่าประวัติศาสตร์ยุคสมัยใหม่ผ่านคุก (จบ)
เชลยศึกสงครามลาว (46)