bg-single

สงครามยูเครน : เดินหน้าสู่ปีที่ 4 (EP.02) เมื่อปูตินผันตัวเป็นนักประวัติศาสตร์

14.03.2025

ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข

 

เดินหน้าสู่ปีที่ 4 (2)

เมื่อปูตินผันตัวเป็นนักประวัติศาสตร์

 

“สงครามคือ อุดมการณ์แห่งชาติของเรา”

Zakhar Prilepin

นักเขียนชาวรัสเซีย และนักรบอาสาสมัครในดอนบาส

เมษายน 2014

 

ดังได้กล่าวมาแล้วว่าไม่ว่าจะเกิดการระบาดของโควิด-19 หรือไม่ ก็คงไม่มีใครคาดว่าสงครามใหญ่จะเกิดในสมรภูมิยุโรป ในมุมมองของนักยุทธศาสตร์หลายคนมีความกังวลคล้ายกันว่า ถ้าสงครามใหญ่เกิด ก็น่าจะเกิดในเอเชีย เพราะเห็นชัดถึงแนวโน้มของความตึงเครียดที่เกิดอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นปัญหาสถานะของไต้หวัน การอ้างกรรมสิทธิ์ทางทะเลของหมู่เกาะในทะเลจีนใต้ การทดลองอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ซึ่งปัญหาทั้ง 3 ประการนี้ ล้วนมีโอกาสปะทุและขยายตัวเป็นสงครามระหว่างประเทศได้ตลอดเวลา

การพิจารณาเช่นนี้ทำให้หลายฝ่ายมองว่า หากจะเกิดสงครามระหว่างประเทศจริงแล้ว สงครามนี้น่าจะเป็น “สมรภูมิเอเชีย” และปัญหาในทางภูมิรัฐศาสตร์คือ จะเป็นสนามรบที่ไต้หวัน ยุทธนาวีที่ทะเลจีนใต้ หรือสงครามบนคาบสมุทรเกาหลีอีกครั้ง แต่ทั้งหมดนี้คือภาพสะท้อนที่ไม่มีใครคาดถึงสงครามขนาดใหญ่ในยุโรป หรือถ้ามีปัญหาก็อาจเป็นในแบบที่รัสเซียใช้กำลังเข้าแทรกแซงในจอร์เจียในปี 2008 หรือส่งกำลังตามแบบผสมกับกำลังนอกแบบเข้ายึดครองพื้นที่บางส่วนของยูเครนในปี 2014

กระนั้น สิ่งที่เกิดในลักษณะดังกล่าวก็น่าจะจำกัดตัวเป็นวิกฤตการณ์ทางการเมือง และไม่ขยายความขัดแย้งจนเป็นสงครามใหญ่ เพราะสงครามในตัวเองมีความเสี่ยงในทางทหาร ที่อาจจะควบคุมระดับของความรุนแรงไม่ได้ และอาจเกิดการ “ยกระดับ” (escalation of war) ขึ้นเป็นสงครามใหญ่ พร้อมกับมีความรุนแรงในระดับสูง อีกทั้งยังมีโอกาสลากจูงรัฐต่างๆ เข้ามาเกี่ยวในบริบทของความเป็นสงครามระหว่างรัฐ

ฉะนั้น พวกเราที่เป็นนักเรียนรัฐศาสตร์บ้าง นักเรียนยุทธศาสตร์บ้าง มีมุมมองไม่แตกต่างกันมากนักว่า สงคราม “น่าจะ” ยังไม่เกิดในยุโรป ความเป็นไปได้ของสงครามในเอเชียมีมากกว่า (การคิดเช่นนี้อาจจะดูเป็นแบบของความฝันก็ตาม แต่ก็ไม่อยากคิดเป็นอื่น) เพราะการเกิดของสงครามในอาณาบริเวณของยุโรป ย่อมจะส่งผลกระทบต่อการเมืองโลกอย่างมาก หรือดังที่มีการประเมินว่า หากเกิดสงครามของรัฐในยุโรปแล้ว สงครามนี้น่าจะมีผลกระทบกับการเมืองและความมั่นคงโลกมากกว่าเหตุความรุนแรงในวันที่ 11 กันยายน 2001 (9/11) ที่เกิดในสหรัฐอย่างแน่นอน

และสงครามนี้จะเป็น “สงครามใหญ่” ของโลกในศตวรรษที่ 21

 

ในอีกด้านของปัญหานั้น ด้วยสถานะและปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ของยูเครนและไต้หวันดูจะไม่แตกต่างกันมากนัก ในความเป็นรัฐเล็กที่อยู่ใกล้กับรัฐมหาอำนาจใหญ่ ทั้งมีการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนจากรัฐใหญ่ดังกล่าวไม่ต่างกัน ภาวะเช่นนี้จึงขึ้นอยู่กับว่าจุดใดจะปะทุเป็นปัญหาความรุนแรงก่อนกัน… สงครามจะเริ่มที่ยูเครน หรือที่ไต้หวัน

ดังนั้น โดยเงื่อนไขทางภูมิรัฐศาสตร์แล้ว ยูเครนจะเป็น “ไต้หวันแห่งยุโรป” เมื่อรัฐมหาอำนาจเพื่อนบ้านตัดสินใจใช้กำลังจัดการผนวกดินแดน หรือไต้หวันจะเป็น “ยูเครนแห่งเอเชีย” ในทำนองเดียวกันคือ รัฐใหญ่ข้างบ้านใช้กำลังเข้าจัดการปัญหาดินแดน สภาวะเช่นนี้จึงเป็นดังการรอเวลาการตัดสินใจของผู้นำรัฐมหาอำนาจว่า ปฏิบัติการทางทหารของใครจะเริ่มก่อนระหว่างจีนกับรัสเซีย

ในที่สุดแล้ว ดังเป็นที่ทราบกันดีว่าสงครามใหญ่ของโลกในศตวรรษที่ 21 เริ่มต้นที่ยูเครนก่อน… สงครามใหญ่หวนคืนสู่สนามรบของยุโรปอีกครั้งอย่างไม่คาดคิด

 

ปูตินกับประวัติศาสตร์

ความต้องการของประธานาธิบดีปูตินในการผนวกดินแดนหลัก ที่แตกออกไปจากสหภาพโซเวียตในวันที่ความเป็นสหภาพล่มสลายนั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยเฉพาะการประกาศเอกราชที่ยูเครนแยกตัวเป็นอิสระจากรัสเซียในปี 1991 นั้น เป็นสิ่งที่ส่งผลทั้งในทางจิตวิทยาและในทางภูมิรัฐศาสตร์กับรัสเซียอย่างยิ่ง ดังนั้น จึงไม่แปลกที่ปูตินจะส่งสัญญาณถึงความต้องการอย่างชัดเจนที่จะเอาดินแดนดังกล่าวกลับคืนมาสู่ “มาตุภูมิรัสเซีย” (The Russian Motherland) ให้ได้

น่าสนใจอย่างมากว่าในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 นั้น สถานการณ์ต่างๆ ดูเหมือนจะถูกหยุดนิ่งจากการแพร่ระบาดของเชื้อโรค และการหยุดนิ่งของสถานการณ์เช่นนี้ ทำให้ประธานาธิบดีปูตินดูจะมีเวลาว่างอย่างมาก จนทำให้เกิดคำถามว่าปูตินทำอะไรตอนโควิดระบาด?…

คำตอบคือปูตินอ่านหนังสือ และอ่านหนังสือประวัติศาสตร์อย่างเอาจริงเอาจัง จนต้องบอกว่าเขาสนใจประวัติศาสตร์รัสเซียอย่างมาก และหันไปเอาหนังสือประวัติศาสตร์เหล่านี้มาอ่านในช่วงเวลาดังกล่าว

 

ดิมิทรี เปสคอฟ (Dmitrii Peskov) โฆษกทำเนียบเครมลิน เล่าว่า “ปูตินอ่านหนังสือตลอดเวลา” (“Putin reads all the time.”) ซึ่งส่วนใหญ่ดังที่กล่าวแล้วว่าเป็นหนังสือประวัติศาสตร์รัสเซีย หรือบันทึกทางประวัติศาสตร์ของผู้นำรัสเซีย

จากคำบอกเล่าของเปสคอฟ ปูตินในช่วงปี 2020-2021 อ่านหนังสือและเอกสารบันทึกเหล่านี้ด้วยความสนใจอย่างยิ่ง และไม่ใช่เพียงแค่อ่านอย่างเดียวเท่านั้น เขายังจดบันทึกต่างๆ จากการอ่านด้วยตนเอง… ใครเลยจะคิดว่าในช่วงของวิกฤตโควิด-19 ที่เกิดการ “ล็อกดาวน์” ทางสังคมนั้น ผู้นำรัสเซียกลับไปเป็น “นักเรียนประวัติศาสตร์” อย่างไม่น่าเชื่อ

คำถามคือ ถ้าประธานาธิบดีปูตินสนใจประวัติศาสตร์รัสเซียอย่างมากแล้ว เขามองตัวเองผ่านใคร หรือเปรียบเทียบตัวเองกับใครในประวัติศาสตร์?… กล่าวกันว่าปูตินเปรียบตัวเองกับพระมหากษัตริย์ใหญ่ทั้ง 3 พระองค์ของจักรวรรดิรัสเซีย ได้แก่

– พระเจ้าปีเตอร์มหาราช (1672-1725)

พระเจ้าปีเตอร์ที่ 1 หรือ “จักรพรรดิปีเตอร์มหาราช” ของรัสเซีย (Peter the Great) พระองค์ได้รับการยอมรับว่า เป็น “จักรพรรดิของรัสเซียทั้งหมด” พระองค์แรก (The First Emperor of all Russia) จากปี 1721 จนถึงวาระสุดท้ายของพระองค์ในปี 1725 พระองค์ได้รับการยอมรับว่าเป็นจักรพรรดิพระองค์ใหญ่ในประวัติศาสตร์รัสเซีย แต่พระองค์ก็เป็นกษัตริย์อำนาจนิยม และใช้กลไกของรัฐตำรวจอย่างได้ผลในการควบคุมสังคม แต่ในอีกด้าน พระองค์ก็มีบทบาทอย่างสำคัญในการพัฒนาสังคมรัสเซีย โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ที่พระองค์พยายามนำเอาวัฒนธรรมสมัยใหม่เข้าไปแทนที่วัฒนธรรมแบบดั้งเดิมของสังคมรัสเซีย ตลอดรวมถึงการผลักดันการสร้างอุตสาหกรรม และการสร้างระบบการศึกษาสมัยใหม่ และแน่นอนว่า ในยุคของพระองค์ เกิดการขยายดินแดนของรัสเซียจนเป็นจักรวรรดิใหญ่

– พระนางแคทเธอรีนมหาราช (1729-1796)

พระนางแคทเธอรีนที่ 2 หรือ “จักรพรรดินีแคทเธอรีนมหาราช” (Catherine the Great) พระองค์ขึ้นครองราชย์ในปี 1762 จนถึงปี 1796 ช่วงของพระองค์ถือเป็น “ยุคแสงสว่างแห่งปัญญา” (The Russian Enlightenment) ที่นำความเจริญต่างๆ มาสู่สังคมรัสเซีย และทำให้รัสเซียได้รับการยอมรับถึงการมีสถานะเป็น “รัฐมหาอำนาจใหญ่” ของการเมืองยุโรป อีกทั้งพระองค์คือกษัตริย์ที่ผนวกไครเมียเข้ามาเป็นของจักรวรรดิรัสเซีย พระองค์มีบทบาทอย่างสำคัญในการขยายดินแดนในการสร้างรัสเซียให้เป็นจักรวรรดิใหญ่ของยุโรป และหนึ่งในการขยายดินแดนของมหาราชพระองค์นี้คือ การสร้างอาณานิคม “รัสเซียอเมริกา” (The Russian America) ที่อลาสก้า อีกทั้งยังสร้างเมืองใหม่หลายเมืองในดินแดนที่ยึดครอง เช่นเมืองในยูเครน เป็นต้น

– ซาร์นิโคลัสที่ 2 (1818-1881)

พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 2 หรือที่เรียกกันว่า “ซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 2” (Tsar Alexander II) ซึ่งมิได้เพียงมีสถานะเป็นจักรพรรดิแห่งรัสเซีย หากยังเป็นกษัตริย์แห่งโปแลนด์ และเป็นผู้ปกครองฟินแลนด์อีกด้วย พระองค์ขึ้นครองราชย์ในปี 1855 และถูกลอบปลงพระชนม์ในปี 1881 ผลงานชิ้นสำคัญของพระองค์คือ การปลดปล่อยทาส จนพระองค์ได้รับการยกย่องด้วยคำเรียกว่า “อเล็กซานเดอร์ผู้ปลดปล่อย” (Alexander the Liberator) อีกทั้งได้รับการยอมรับว่าเป็น “กษัตริย์นักปฏิรูป” เพราะพระองค์ได้ปฏิรูปสังคมรัสเซียด้วยการนำเอาความเป็นสมัยใหม่ ผสมผสานกับความเป็นเสรีนิยมเข้ามาสร้างสังคมรัสเซีย ไม่ว่าจะเป็นระบบตุลาการ ระบบทหาร ระบบการศึกษา และสนับสนุนการปกครองตนเองในระดับท้องถิ่น อีกทั้งมีบทบาทอย่างมากในการสร้างเสถียรภาพของการเมืองยุโรป แต่พระองค์เป็นผู้ที่ตัดสินใจขายอาณานิคมที่อลาสก้าให้กับสหรัฐในปี 1867

อย่างไรก็ตาม พระองค์เป็นผู้ที่ผลักดันการปฏิรูปใหญ่ในสังคมรัสเซียนับจากยุคของพระเจ้าปีเตอร์มหาราช

 

ประวัติศาสตร์ของปูติน

ในกระบวนการกำหนดนโยบายนั้น การที่ผู้นำประเทศ “อิน” กับเรื่องราวและมิติทางประวัติศาสตร์ ถือเป็นประเด็นสำคัญ เพราะประวัติศาสตร์เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งในการกำหนดทัศนะและมุมมองต่อสภาวะแวดล้อมในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะปัจจัย “historical perception” มีส่วนอย่างมากในการสร้างภาพให้ผู้กำหนดนโยบายเห็นปัญหาที่เกิดขึ้น และมีภาพของปัญหาในปัจจุบันถูก “ประกอบสร้าง” ผ่านข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่มีอยู่ผ่านความรับรู้ของตัวเขา

ในอีกด้านหนึ่ง ข้อมูลชุดนี้จะถูกสังเคราะห์และประกอบสร้างให้เป็นฐานข้อมูลของการกำหนดนโยบายในอนาคต ในการนี้ ประธานาธิบดีปูตินแสดงให้เราเห็นอย่างชัดเจน ด้วยการนำข้อมูลเหล่านั้น เขียนเป็นบทความเสนอแก่สาธารณชน อันเท่ากับเป็นคำตอบในตัวเองว่า ผู้นำมีมุมมองอย่างไรในเรื่องเหล่านี้

ดังนั้น ในเดือนกรกฎาคม 2021 ประธานาธิบดีปูตินได้สร้างความตื่นเต้นอย่างน่าประหลาดใจ ด้วยการเขียนบทความประวัติศาสตร์อย่างยาวด้วยตนเองเรื่อง “ว่าด้วยเอกภาพทางประวัติศาสตร์ของชาวรัสเซียกับชาวยูเครน” (On the Historical Unity of Russians and Ukrainians)

บทความนี้ไม่ได้เป็นเพียงการนำเสนอข้อมูลประวัติศาสตร์เท่านั้น หากยังเป็นการแสดงออกถึงมุมมองของเขาต่อปัญหาทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะเป็นการแสดงออกอย่างชัดเจนถึง “วิสัยทัศน์แบบจักรวรรดินิยม” (imperial vision) ด้วยการสร้างจักรวรรดิใหญ่รัสเซียให้เกิดขึ้นอีกครั้ง ดังที่เขากล่าวในบทความนี้ว่า “ชาวรัสเซียและชาวยูเครนเป็นหนึ่งเดียวกัน”

หรืออีกนัยหนึ่ง ปูตินได้ประกอบสร้าง “คำบอกเล่า” ทางประวัติศาสตร์ (historical narrative) ว่า รัสเซียกับยูเครนเป็นส่วนเดียวกัน ที่แยกออกจากกันมิได้

ทัศนะในบทความนี้น่าจะบ่งบอกชัดเจนถึงอนาคตของยูเครนในมุมมองของผู้นำรัสเซีย และบางที สงครามก็อาจจะอยู่ไม่ไกลมากนักด้วย!

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เรื่องต้องรู้ของฟุตบอลโลก 2026 ศึกเวิลด์คัพฉบับ ‘มหึมา’
ฉบับประจำวันที่ 12-18 มิ.ย. 2569 ฉบับที่ 2391
E-DUANG | ปรากฎการณ์ แบงค์ ศุภณัฐ ต่อเนื่อง มายัง โจ เบอร์สิบ
กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี