bg-single

เดินหน้าสู่ปีที่ 4 (6) ‘Shock and Awe’ ที่คีฟ!

02.04.2025

ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข

 

เดินหน้าสู่ปีที่ 4 (6)

‘Shock and Awe’ ที่คีฟ!

 

“การบุกยูเครนที่ปูตินเรียกว่า ‘ปฏิบัติการทางทหาร’ นั้น คาดว่าจะยาวเพียงไม่กี่วัน หรืออย่างมากที่สุดก็ยาวเพียงไม่กี่สัปดาห์ แต่กลับกลายเป็นสงครามตามแบบที่ใหญ่ที่สุดของยุโรปนับจากปี 1945 เป็นต้นมา”

Serhil Plokhy

The Russo-Ukrainian War (2023)

 

เช้าตรู่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2022 เวลา 06:00 นาฬิกา เป็นวันที่ไม่มีใครคาดคิดว่า จะเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามใหญ่ของยุโรปหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และเป็นสงครามใหญ่ของโลกในเวลาต่อมาด้วย

ในเวลา 6 นาฬิกา ประธานาธิบดีปูตินได้นำเทปที่อัดไว้ก่อนล่วงหน้า 1 วัน มาออกอากาศถึงชาวรัสเซียว่า กองทัพรัสเซียได้เริ่มเปิด “ปฏิบัติการพิเศษทางทหาร” (special military operation) ต่อยูเครนแล้วตามเวลาดังกล่าว และเขาประกาศยืนยันว่ากองทัพรัสเซียไม่มีแผนในการยึดครองยูเครน และเคารพในสิทธิของชาวยูเครน แต่ปฏิบัติการทางทหารนี้มีความจำเป็น เพราะจะต้องจัดการโค่นล้ม “รัฐบาลเผด็จการที่นิยมนาซี” ที่เคียฟ

ซึ่งปฏิบัติการเช่นนี้ดำเนินการโจมตีในแบบที่กองทัพสหรัฐเคยกระทำกับแบกแดดมาแล้วคือการโจมตีแบบสายฟ้าแลบให้ “ตกใจสุดขีดและกลัวสุดขีด” (The “shock and awe” blitzkrieg) โดยมีเคียฟซึ่งเป็นเมืองหลวงของยูเครนเป็นเป้าหมายหลัก

 

อำนาจกำลังรบที่ไม่มีตัวตน

ประธานาธิบดีเซเลนสกีถูกปลุกให้ตื่น พร้อมกันนั้นเสียงจากการโจมตีจากจรวดของรัสเซียดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป้าหมายคือสนามบินโฮสโตเมล ซึ่งอยู่ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของบ้านพักประธานาธิบดี ด้วยสนามบินนี้เป็นสนามบินของตัวเมืองหลวง จึงไม่ได้ไกลมากจากบ้านของเขา เสียงดังจากการโจมตีเช่นนี้เป็นสัญญาณในตัวเองถึงปฏิบัติการทางทหารขนาดใหญ่ ที่อยู่ในแบบของ “ความขัดแย้งที่มีความรุนแรงสูง” (high intensity conflict) ไม่ใช่เรื่องการปะทะโฉบฉวยตามแนวชายแดนที่เป็นเส้นแบ่งเขตพื้นที่การยึดครองของฝ่ายกบฏกับฝ่ายรัฐในดอนบาส อย่างที่มีการคาดคะเนในเบื้องต้น เพราะยังมีความหวังว่า รัสเซียจะไม่โจมตีใหญ่

ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เซเลนสกีและครอบครัวถูกอพยพเข้าสู่พื้นที่ปลอดภัยทันที ซึ่งได้มีการจัดเตรียมไว้ในตัวทำเนียบรัฐบาล ที่อยู่ในกลางกรุงเคียฟ โดยเฉพาะเพื่อป้องกันการลอบสังหารจาก “สไนเปอร์รัสเซีย” ที่ถูกส่งเข้ามาปฏิบัติการในเคียฟก่อนที่การบุกจะเริ่มขึ้นจริง ทราบในเวลาต่อมาว่าภรรยาและลูกทั้งสองของเซเลนสกีถูกอพยพออกไปจากเมืองหลวง ไปอยู่ทางภาคตะวันตกของยูเครนเพื่อการรักษาความปลอดภัยสูงสุด

ก่อนที่การบุกของรัสเซียจะเริ่มขึ้นนั้น พื้นที่บริเวณแถบทำเนียบรัฐบาลถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่รักษาความปลอดภัยสูงสุด จึงมีการนำเอาสิ่งกีดขวาง รวมทั้งเครื่องดักรถถัง และแท่งคอนกรีตต่างๆ ทั้งยังจัดสิ่งต่างๆ ในสำนักงานของทำเนียบรัฐบาลให้เป็นดังป้อมปราการในตัวเอง แต่บางคนอาจจะบอกในอีกมุมหนึ่งว่า ทำเนียบรัฐบาลถูกแปลงให้เป็นหอพักของประธานาธิบดี และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกคน ซึ่งนับจากนี้ พวกเขาทั้งหมดรวมทั้งเซเลนสกีจะต้องใช้ “หอพัก” แห่งนี้เป็น “กองบัญชาการใหญ่” ของกองทัพยูเครน

นอกจากนี้ ยังมีการจัดเตรียมสถานที่หลบภัย รวมทั้งชั้นใต้ดินของอาคารต่างๆ ในกรุงเคียฟ ไว้เป็นพื้นที่หลบภัยสำหรับประชาชน ที่หลบภัยเหล่านี้ถูกสร้างโดยสหภาพโซเวียตตั้งแต่ยุคสงครามเย็น เพื่อใช้ในการป้องกันการโจมตีจากตะวันตก แต่ไม่ได้ถูกใช้จริง จนสงครามเย็นสิ้นสุดลง แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน กลับถูกใช้จริง เพื่อป้องกันการโจมตีของรัสเซีย ซึ่งดูจะเป็นเรื่องย้อนแย้งอย่างยิ่ง

สถานที่เหล่านี้ รัฐบาลยูเครนได้เข้ามาจัดเตรียมหลังการสูญเสียไครเมียในปี 2014 อันทำให้รัฐบาลในขณะนั้นคาดคะเนถึงความจำเป็นที่อาจจะต้องนำมาใช้อีกครั้งในอนาคต และก็ได้ใช้จริงในปี 2022 อย่างนึกไม่ถึง!

 

ดังได้กล่าวแล้วว่ารัฐบาลอเมริกันยื่นข้อเสนอให้เขาและครอบครัวอพยพออกนอกประเทศ แต่คำตอบคือ เขาขออยู่ต่อสู้ที่ยูเครน และขอความสนับสนุนด้านอาวุธ

อดนึกแบบจำลองสถานการณ์เล่นๆ ไม่ได้ว่า อะไรจะเกิดขึ้น ถ้าประธานาธิบดีเซเลนสกีและบรรดาผู้นำทหารและพลเรือนตอบรับข้อเสนอในการอพยพของวอชิงตัน ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว เราคงเห็นการจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในตัวแบบของสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เกิดรัฐบาลพลัดถิ่นของประเทศยุโรปที่ถูกนาซียึดครอง อยู่ที่ลอนดอน แต่ปัญหาสำคัญก็คือกองทัพยูเครนจะสามารถต้านทานกองทัพรัสเซียได้หรือไม่ หรือยูเครนจะสิ้นสภาพไป เช่นในวันที่ผู้นำอัฟกานิสถานหนีออกนอกประเทศ อันนำไปสู่ชัยชนะอย่างง่ายดายของกลุ่มทาลิบันในปี 2021… ถ้าผู้นำสูงสุดของประเทศไม่ยืนหยัดต่อสู้กับการรุกรานของกองทัพข้าศึกแล้ว โดยนัยทั้งทางการเมืองและการทหารก็คือ “ความพ่ายแพ้อย่างสมบูรณ์แบบ” ของประเทศนั้นนั่นเอง

การตัดสินใจของผู้นำที่จะต่อสู้กับการรุกของรัสเซียจึงเป็นปัจจัยสำคัญของ “อำนาจกำลังรบที่ไม่มีตัวตน” ของประเทศยูเครน ที่ทำให้สงครามเดินหน้าสู่ปีที่ 4 ได้อย่างคาดไม่ถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเปรียบเทียบกับการประเมินสถานการณ์ก่อนการโจมตีจะเกิดจริง ซึ่งทุกฝ่ายมีข้อสรุปไปในทิศทางเดียวกันว่า การรุกใหญ่ทางทหารของรัสเซียจะทำให้กองทัพยูเครนพ่ายแพ้อย่างรวดเร็วเช่นในปี 2014

 

กองทัพแห่งจักรวรรดิรัสเซีย

นอกจากผู้นำตะวันตกแล้ว คนที่เชื่อในความคิดเช่นนี้อย่างมากคือ ประธานาธิบดีปูติน ซึ่งว่าที่จริง ก็ไม่มีเหตุผลที่จะทำให้เขาต้องคิดเป็นอื่น… เป็นไปไม่ได้ที่กองทัพของมหาอำนาจใหญ่อย่างรัสเซีย จะไม่ชนะรัฐเพื่อนบ้านที่ขนาดของกองทัพเล็กกว่ามาก และในปี 2022 ก็ไม่น่าจะมีเหตุที่เป็นข้อยกเว้นสำหรับกองทัพรัสเซีย ที่จะเอาชนะกองทัพยูเครนไม่ได้ในระยะเวลาอันสั้น

หากลองย้อนพิจารณาทำเนียบกำลังรบของทั้ง 2 ประเทศ โดยอาจจะทดลองถอยเวลากลับไปในปี 2009 อันเป็นปีถัดจากการเกิด “วิกฤตการณ์จอร์เจีย” นั้น จะเห็นภาพเปรียบเทียบในเชิงมหภาค ดังนี้

กองทัพยูเครน

– กำลังพลรวม 129,925 นาย (กองทัพบก 70,753 กองทัพเรือ 13,932 กองทัพอากาศ 45,240 นาย)

– รถถังหลัก 2,984 คัน รถหุ้มเกราะลำเลียงพล 1,432 คัน รถรบทหารราบ 3,028 คัน ปืนใหญ่ 3,351 กระบอก

– เรือรบหลักบนผิวน้ำ 4 ลำ เรือดำน้ำ 1 ลำ

– เครื่องบินที่มีขีดความสามารถทำการรบ 211 ลำ

กองทัพรัสเซีย

– กำลังพลรวม 1,027,000 นาย (กองทัพบก 360,000 กองกำลังส่งทางอากาศ 35,000 กองทัพเรือ 142,000 กองทัพอากาศ 160,000 กองกำลังทางยุทธศาสตร์ 80,000 กองกำลังสนับสนุน 250,000 นาย)

– รถถังหลัก 23,000 คัน รถหุ้มเกราะลำเลียงพล 9,900 คัน รถรบทหารราบ 15,140 คัน ปืนใหญ่ 26,121 กระบอก

– เรือรบหลักบนผิวน้ำ 10 ลำ เรือดำน้ำทางยุทธวิธี 22 ลำ

– เรือดำน้ำติดขีปนาวุธนิวเคลียร์ 8 ลำ

– เครื่องบินที่มีขีดความสามารถทำการรบ 1,743 ลำ เครื่องบินทิ้งระเบิดระยะไกล 116 ลำ

หากเราขยับเข้ามาอีกสัก 1 ทศวรรษ ซึ่งเป็นเวลาหลังวิกฤตการณ์ยูเครน 2014 และเข้าใกล้ช่วงสงคราม แล้วลองเปรียบเทียบอีกครั้ง เราจะเห็นภาพรวมของกองทัพของ 2 ประเทศในปี 2019 ดังนี้

กองทัพยูเครน

– กำลังพลรวม 209,000 นาย (กองทัพบก 145,000 กองทัพเรือ 11,000 กองทัพอากาศ 45,000 กองกำลังส่งทางอากาศ 8,000 นาย)

– รถถังหลัก 854 คัน รถหุ้มเกราะลำเลียงพล 338 คัน รถรบทหารราบ 1,137 คัน ปืนใหญ่ 1,770 กระบอก

– เรือรบหลักบนผิวน้ำ 1 ลำ

– เครื่องบินที่มีขีดความสามารถทำการรบ 125 ลำ

กองทัพรัสเซีย

– กำลังพลรวม 900,000 นาย (กองทัพบก 280,000 กองกำลังส่งทางอากาศ 45,000 กำลังรบพิเศษ 1,000 กองทัพเรือ 150,000 กองทัพอากาศ 165,000 กองกำลังทางยุทธศาสตร์ 50,000 ทหารรถไฟ 29,000 กองกำลังสนับสนุน 180,000 นาย)

– รถถังหลัก 2,750 คัน รถหุ้มเกราะลำเลียงพล 6,100 คัน รถรบทหารราบ 5,140 คัน ปืนใหญ่ 4,342 กระบอก ขีปนาวุธระยะใกล้ 144 ลูก

– เรือรบหลักบนผิวน้ำ 35 ลำ เรือดำน้ำทางยุทธวิธี 48 ลำ

– เรือดำน้ำติดขีปนาวุธนิวเคลียร์ 10 ลำ

– เครื่องบินที่มีขีดความสามารถทำการรบ 1,223 ลำ เครื่องบินทิ้งระเบิดระยะไกล 76 ลำ

 

สงครามมาถึงเคียฟแล้ว

ดังที่กล่าวแล้วว่า หากมองจากการเปรียบเทียบทำเนียบกำลังรบแล้ว จะเห็นได้ชัดเจนว่า กองทัพรัสเซียมีความเหนือกว่าในเชิงปริมาณอย่างมาก การเปิดการโจมตีในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2022 จึงน่าจะเป็นโอกาสให้รัสเซียได้ครอบครองยูเครนจริงๆ ตามที่ประธานาธิบดีปูตินสร้างฝันไว้ การกลับสู่นโยบายแบบ “จักรวรรดินิยมรัสเซีย” อีกครั้งในศตวรรษที่ 21 จึงไม่ใช่เพียงการยึดพื้นที่เฉพาะ เช่น การยึดไครเมียและดอนบาสในปี 2014 หากแต่มีเป้าหมายในการยึดครองยูเครนทั้งประเทศ

การโจมตีทางอากาศเพื่อเปิดทางให้กับการรุกทางบก ที่มีจุดมุ่งหมายโดยตรงในการยึดครองเคียฟ หรือเป็นแนวคิดการโจมตีที่ทำให้เกิดอาการ “ตกใจสุดขีดและกลัวสุดขีด” ไม่เพียงเพื่อข่มขวัญของทหารที่ทำหน้าที่ในการป้องกัน หากยังต้องการทำลายขวัญกำลังใจของประชาชนในสังคมเป้าหมายอีกด้วย แม้ความพร้อมทางทหารของยูเครนจะไม่สมบูรณ์ตามต้องการ แต่กองทัพยูเครนได้จัดทำแผนในการระวังป้องกันเมืองหลวงของตนไว้อย่างดี

แต่แล้วทุกอย่างสำหรับปูตินดูจะผิดแผนไปหมด… ยุทธการยึดเคียฟ (The Battle for Kyiv) ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการรบในยุคปัจจุบันของสงครามยูเครนนั้น กลายเป็น “ประวัติศาสตร์แห่งความล้มเหลวใหญ่” ของกองทัพรัสเซียในศตวรรษที่ 21 และบางทีคนที่ “ตกใจสุด” น่าจะเป็นปูตินและผู้นำรัสเซีย ที่กองทัพรัสเซียไม่สามารถยึดยูเครนได้ตามแผนยุทธการที่เขียนขึ้นอย่างสวยหรู!

หมายเหตุ : ข้อมูลกำลังรบมาจาก The Military Balance ฉบับปี 2009 และ 2019

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สุดารัตน์ จี้อย่าปล่อยให้ 14 กันยา เป็นแค่วัน“จับปลาซิว” ชวนคนไทยจ้องตา กกต.
รัฐประหาร 2557 จุดเปลี่ยนชีวิต ก่อเกียรติ ก่อสูงศักดิ์ จากนักเรียนนอก สู่นักการเมือง ‘สีส้ม’
เทศน์ ‘สนุก’ | ธงทอง จันทรางศุ
เดนตายในผ้าเหลือง ปฏิบัติการลับของทหารญี่ปุ่นในไทยสมัยสงครามโลก (1)
แก๊งคอลฯ ล็อกเป้าใหม่ ‘Gen Z’ เตือนภัยวัยโจ๋ เก่ง ‘TECH’-อ่อนโลก ปีเดียว 2 หมื่นคดี-700 ล้าน
พลิกโฉมงานตุลาการไทย ไม่ต้องมาศาลก็พึ่งศาลได้ ฟังก์ชั่นสุดล้ำคนไทยต้องรู้
ภัยคุกคามกฎหมาย | เหยี่ยวถลาลม
วัดพุทไธศวรรย์ แหล่งซ่องสุมกำลัง ของ “สยาม” ท้าวอู่ทอง | สุจิตต์ วงษ์เทศ
ยิวกร่าง – จีนโกง | สุรชาติ บำรุงสุข
G2, M7 และโลกที่เหลือ (2) : อธิปไตยดิจิทัลและกลไกส่วนต่างอำนาจของ M7
20 ปีก่อน… ยึดอำนาจ นายกฯ ทักษิณ วันนี้…ยึดอำนาจประชาชนทั้งประเทศ (1)
เบื้องลึก ทรัมป์สั่งยึดน้ำมันสำรอง เวเนซุเอลา