bg-single

เป้าหมาย ‘ทรัมป์’ แยก ‘ปูติน’ ออกจาก ‘สี’ ทำสำเร็จหรือไม่

01.04.2025

กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น

 

เป้าหมาย ‘ทรัมป์’

แยก ‘ปูติน’ ออกจาก ‘สี’

ทำสำเร็จหรือไม่

 

แวดวงนักวิเคราะห์ระหว่างประเทศกำลังถกแถลงกันอย่างร้อนแรงว่าเรากำลังเห็นทรัมป์พยายามจะ “จีบ” ปูตินอย่างกระชั้นชิด

จนถึงขั้นจะแยกปูตินออกจากสี จิ้นผิง ไหม?

แค่มีคนเอ่ยประเด็นนี้ขึ้นมาก็เรียกเสียงฮือฮากันทั่วแล้ว

ด้านหนึ่งเกิดเสียงทักว่า “น่าคิด น่าสนใจ” แต่นักวิเคราะห์อีกกลุ่มแย้งทันทีว่า “คิดได้ไง?”

คนที่ยกประเด็นนี้ขึ้นมาชวนวิพากษ์ย้อนประวัติศาสตร์ไปในปี 1971 ที่ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ของสหรัฐส่งเฮนรี คิสซิงเจอร์, ที่ปรึกษาด้านความมั่นคง, ไปทำภารกิจลับเพื่อสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับปักกิ่ง

เพราะเห็นช่องทางความขัดแย้งระหว่างเหมา เจ๋อตุง กับนิกิต้า ครุสชอฟ ของสหภาพโซเวียตในขณะนั้น

เป็นจังหวะเดียวกันกับที่จีนกำลังหาทาง “สั่งสอน” ครุสชอฟด้วยการยื่นมือให้กับอเมริกา

ปูทางสู่ฉากประวัติศาสตร์ที่ปักกิ่งกับวอชิงตันเปิดสัมพันธ์ทางการทูตที่แยกสหภาพโซเวียตออกไปอยู่อีกซีกหนึ่ง…แม้ในเวลาต่อมามอสโกกับปักกิ่งก็หวนกลับมาเป็นทองแผ่นเดียวกันได้จนถึงวันนี้

 

ผมมานั่งพิเคราะห์แล้ว ปัจจัยวันนี้กับเมื่อกว่า 50 ปีก่อนมันแตกต่างกันค่อนข้างมาก

เงื่อนไขสำคัญตอนนั้นที่เปิดทางให้นิกสันเจาะไปหาเหมาในช่วงสงครามเย็นคือความระหองระแหงระหว่างจีนกับสหภาพโซเวียตที่ขยายตัวไปถึงจุดที่เกือบจะถึงขั้น “ไม่เผาผี” กัน

แต่วันนี้ สีกับปูตินรักใคร่ปรองดองกันอย่างแน่นแฟ้น

ถึงขั้นประกาศในข้อตกลงล่าสุดว่าทั้งสองฝ่ายกำลังพัฒนาความสัมพันธ์ที่ “ไร้ข้อจำกัด”

ทั้งปูตินและสีต่างก็สร้างความผูกพันกันอย่างแน่นแฟ้นเกินกว่าที่ “ปรากฏการณ์ทรัม์ป์” ไม่ว่าจะน่าตื่นตาตื่นใจเพียงใดจะสามารถมาสร้างรอยปริได้

นิกสันในยามนั้นมองการทูตเป็นส่วนหนึ่งของการลดความตึงเครียดในภาวะสงครามเย็น

แต่ทรัมป์ทำทุกอย่างเป็นเรื่อง “ธุรกรรม” ที่มีเป้าหมายเฉพาะหน้าที่โยงกับผลประโยชน์ด้านเงินทองเป็นหลัก

ทรัมป์ไม่ใช่นักมองยุทธศาสตร์ในบริบทที่อเมริกายังมีบทบาทในฐานะ “ตำรวจโลก”

ขณะที่นิกสันต้องการจะยังคงไว้ซึ่งความเป็นยักษ์ใหญ่ของสหรัฐในเวทีประชาคมโลก

รอยร้าวระหว่างสองยักษ์ค่ายคอมมิวนิสต์ในช่วงทศวรรษ 1970 มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งทางอุดมการณ์และการเมืองระหว่างจีนและสหภาพโซเวียต

หลังการเสียชีวิตของโจเซฟ สตาลิน ในปี 1953 นิกิตา ครุสชอฟ ก้าวขึ้นเป็นผู้นำของสหภาพโซเวียตด้วยความเชื่อที่ว่าแนวทางเก่าของสตาลินไม่อาจจะตอบโจทย์แห่งยุคสมัยได้แล้ว

ครุสชอฟจึงเดินหน้าพร้อมนโยบาย “ล้มล้างสตาลิน” (De-Stalinization) เพื่อสถานปนาตัวเองเป็นผู้นำของสหภาพโซเซียตยุคใหม่

อันมีผลทำให้เหมาไม่พอใจอย่างมาก

เพราะเหมามองว่าสตาลินเป็น “นักปฏิวัติ” ที่มีคุณูปการต่อจีนเป็นอย่างยิ่ง

เหมามองการปฏิรูปของครุสชอฟเป็นการทรยศต่อหลักการคอมมิวนิสต์

ในช่วงปลายทศวรรษ 1950 ความตึงเครียดระหว่างสองมหาอำนาจคอมมิวนิสต์ทวีความรุนแรงขึ้น

ความขัดแย้งในเรื่องอุดมการณ์ กลยุทธ์ทางทหาร และนโยบายเศรษฐกิจ ทำให้จีนและโซเวียตเริ่มแยกจากกัน

ถึงปี 1969 ความขัดแย้งบานปลายจนเกิดการปะทะกันที่พรมแดนแม่น้ำอุซซูรี (Ussuri River)

นั่นคือช่องว่างที่เปิดโอกาสให้สหรัฐที่กำลังโหมทำศีกสงครามเย็นกับสหภาพโซเวียต

นิกสันกับคิสซิงเจอร์ ที่ปรึกษาคนสำคัญวางแผน “เจาะยาง” ปักกิ่ง-มอสโกอย่างแนบเนียน

ด้วยการเข้าไปสานสัมพันธ์กับจีนเพื่อโดดเดี่ยวสหภาพโซเวียต

เหตุผลง่ายมาก เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์กับจีนจะช่วยให้สหรัฐตัดกำลังของโซเวียต และเสริมความแข็งแกร่งสหรัฐบนเวทีโลก

คิสซิงเจอร์แอบบินเข้าจีนผ่านปากีสถานในปี 1971 ปูทางไปสู่การเยือนจีนของนิกสันในปี 1972 และเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางอำนาจของโลกไปโดยสิ้นเชิง

มาถึงวันนี้ เมื่อทรัมป์พยายามจะขยับเข้าใกล้ปูตินขณะที่วอชิงตันเปิด “สงครามการค้า” กับปักกิ่งจึงเกิดทฤษฎีใหม่ที่เรียกว่า “ผลกระทบคิสซิงเจอร์กลับด้าน” ยุคใหม่?

หนีไม่พ้นว่าโลกกำลังจับตาเฝ้าดูความเคลื่อนไหวทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐ รัสเซีย และจีน

เพราะกลายเป็นความสัมพันธ์สามเส้าที่มีอิทธิพลต่ออนาคตของการเมืองโลกอย่างปฏิเสธไม่ได้

ระยะไม่กี่ที่ผ่านมา ปูตินกับสี จิ้นผิง กระชับความร่วมมือกันเหนียวแน่นมากขึ้น

เพราะปูตินเจอแรงกดดันจากโลกตะวันตกหลังเปิดศึกสงครามยูเครน

จีนก็ต้องเผชิญกับแรงต้านจากอเมริกาภายใต้ประธานาธิบดีโจ ไบเดน

ทั้งสองจึงมีศัตรูร่วมและต้องผนึกกำลังกันเพื่อต้านอิทธิพลของตะวันตก

แต่เมื่อเกิดกรณีทรัมป์ที่เป็น “นักต่อรองทำดีล” ที่เอาอกเอาใจปูตินอย่างต่อเนื่อง ไม่เคยวิจารณ์ผู้นำรัสเซียคนนี้อย่างเปิดเผยแต่ก็สาดถ้อยดุดันใส่สี จิ้นผิง เป็นครั้งเป็นคราว ก็อาจจะเกิดรอยร้าวลึกๆ ระหว่างทั้งสองได้อย่างคาดไม่ถึงได้เช่นกัน

แต่ผลประโยชน์ร่วมระหว่างปักกิ่งกับมอสโกนั้นแนบแน่นและลึกซึ้งเกินกว่าที่ทรัมป์จะทะลุทะลวงได้

ปูตินย่อมไม่ลืมบุญคุณที่สี จิ้นผิง ช่วยประคับประคองช่วงที่มอสโกถูกตะวันตกที่นำโดยอเมริกาคว่ำบาตรอย่างรุนแรงหลังเกิดสงครามยูเครน

ขณะเดียวกันทั้งสองผู้นำต่างก็มีความ “เก๋า” ทางด้านประสบการณ์การเมือง ผ่านร้อนผ่านหนาวผ่านวิกฤตมามากมาย

เข้าทำนอง “มองตาก็รู้ใจ”

และต้องไม่ลืมว่าขณะที่ทั้งปูตินและสีสามารถอยู่ในตำแหน่งไปได้เรื่อยๆ (เพราะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสวยอำนาจตลอดชีวิต) ทรัมป์อย่างเก่งก็อยู่ครบ 4 ปี

…และถึงตอนนั้นก็จะอยู่ในวัย 82 แล้ว

 

ทรัมป์พยายามเอาใจปูตินด้วยการเสนอให้รัสเซียกลับเข้าร่วมกลุ่ม G7

ทรัมป์ยังดำเนินนโยบายที่อาจทำให้รัสเซียมีอิสระทางยุทธศาสตร์มากขึ้น

เช่น แสดงความไม่แน่ใจเกี่ยวกับ NATO และถอนตัวจากสนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์ระยะกลาง (INF Treaty) กับรัสเซีย ซึ่งนักวิเคราะห์บางคนมองว่านั่นอาจเป็นการเปิดโอกาสให้รัสเซียแยกตัวออกจากจีน และกลับมาร่วมมือกับสหรัฐในบางด้าน กับจีนทรัมป์เหี้ยมกว่าเยอะ

เริ่มด้วยการเปิดสงครามการค้ากับจีน ด้วยการใช้ภาษีศุลกากรและมาตรการคว่ำบาตรต่างๆ เพื่อกดดันปักกิ่ง

เช่น กล่าวหาจีนว่าดำเนินนโยบายการค้าไม่เป็นธรรม ขโมยทรัพย์สินทางปัญญา และจัดการกับการระบาดของ COVID-19 อย่างผิดพลาด

ลึกๆ แล้วจีนกับรัสเซียอาจจะเรื่องคาใจอะไรบ้าง?

ทั้งสองประเทศเคยมีข้อพิพาทเกี่ยวกับพรมแดนซึ่งอาจจะเป็นเรื่องในอดีต

และผลประโยชน์ร่วมวันนี้ย่อมจะถูกวางไว้สูงกว่าประวัติศาสตร์

แต่รัสเซียก็กังวลว่าจีนจะขยายอิทธิพลเข้าไปในเอเชียกลาง ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มอสโกถือว่าเป็นเขตอิทธิพลของตนเอง

นอกจากนี้ การที่เศรษฐกิจของจีนแข็งแกร่งกว่ารัสเซียมาก อาจทำให้รัสเซียต้องพึ่งพาจีนมากขึ้นในระยะยาว

ท้ายที่สุดมีคำถามว่าหากทรัมป์มีเป้าหมายจะแยกปูตินออกจากสีจริง จะทำสำเร็จหรือไม่?

 

เรื่องนี้ซับซ้อนกว่าที่คิด

ขณะที่สงครามการค้ากับจีนผลักให้จีนพึ่งพารัสเซียมากขึ้น แต่มอสโกเองก็ยังคงรักษาท่าทีระมัดระวังเกี่ยวกับอิทธิพลของปักกิ่ง

นับตั้งแต่ทรัมป์พ้นจากตำแหน่งหลังเทอมแรก ภูมิรัฐศาสตร์ของโลกก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง

ภายใต้ประธานาธิบดีโจ ไบเดน สหรัฐ ได้กลับมาใช้แนวทางดั้งเดิมในการเสริมสร้างพันธมิตรกับยุโรปและเอเชีย

และเผชิญหน้ากับทั้งรัสเซียและจีนพร้อมกัน

แต่การรุกรานยูเครนของรัสเซียในปี 2022 ได้ทำให้สถานการณ์ซับซ้อนขึ้นอีก

โดยจีนแม้จะสนับสนุนรัสเซียทางการทูต แต่ก็ยังไม่ให้การสนับสนุนทางทหารโดยตรง

บางสำนักมองว่านี้คือ “ขีดจำกัดของมิตรภาพ” ระหว่างสองยักษ์

ท้ายที่สุดก็ต้องมองผลประโยชน์ปัจจุบันและอนาคตเป็นหลัก

เพราะในหลายกรณี ประวัติศาสตร์เป็นเพียงกระจกหลังสำหรับการประเมินสถานการณ์เท่านั้น

การจะวิเคราะห์ให้รอบด้านจริงๆ ก็พยายามพิเคราะห์หลุมบ่อระหว่างทางที่ในสถานการณ์วันนี้มีดีกรีการ “คาดไม่ถึง” เกินกว่าในอดีตมากมายหลายเท่านัก!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | “ทางออก” อันเป็น “ทางเลือก” หาก อนุทิน ชาญวีรกูล อำลา
ควันหลงเยือนจีน… เพลงรักของไต้หวัน! ร้องเพลงหวานที่ปักกิ่ง กินยาขมที่กรุงเทพฯ
‘นี่ฉันไง ไม่ใช่ AI’
ดินแดง ราชปรารภ น้ำใจ ไมตรี ระหว่าง ผู้ชุมนุม ก่อนสละชีพ โดยกระสุนเข้ม
นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ชี้ทางสกัดโศกนาฏกรรมในรั้วโรงเรียน ‘ถ้าลิดกิ่งก้าน โดยไม่ปรับปรุงลำต้น เดี๋ยวปัญหาอื่นก็ปรากฏ’
ถ้าสังคมมันเปลี่ยนยาก แล้วโจทย์ต่อไปคืออะไร? ถามก่อนจะปลง
ความหวัง ‘ลงทุน’ ไทย พลิกชะตา ศก.หวังโต 3%
เช็กฐานที่มั่น ตท.26 ‘บิ๊กปู’ กุมบังเหียน ทบ.-ทร. แอนตี้ นโยบาย 2 ปีอัพ สโลว์ดาวน์ ‘ทัพภาค 1’ จับตา พลัง ตท.28
สพป.ชัยนาท แสดงพลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
สถานีคิดเลขที่12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร เสียงหลัง”กำแพง”
E-DUANG | ภาพลักษณ์ ปฏิมา การเมือง ของ ทิม พิธา และ “น้องก้อย”
ขุมทรัพย์จากป่าสู่สูตรยาพลิกโลก ephedrine (1)