
กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น
เป้าหมาย ‘ทรัมป์’
แยก ‘ปูติน’ ออกจาก ‘สี’
ทำสำเร็จหรือไม่
แวดวงนักวิเคราะห์ระหว่างประเทศกำลังถกแถลงกันอย่างร้อนแรงว่าเรากำลังเห็นทรัมป์พยายามจะ “จีบ” ปูตินอย่างกระชั้นชิด
จนถึงขั้นจะแยกปูตินออกจากสี จิ้นผิง ไหม?
แค่มีคนเอ่ยประเด็นนี้ขึ้นมาก็เรียกเสียงฮือฮากันทั่วแล้ว
ด้านหนึ่งเกิดเสียงทักว่า “น่าคิด น่าสนใจ” แต่นักวิเคราะห์อีกกลุ่มแย้งทันทีว่า “คิดได้ไง?”
คนที่ยกประเด็นนี้ขึ้นมาชวนวิพากษ์ย้อนประวัติศาสตร์ไปในปี 1971 ที่ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ของสหรัฐส่งเฮนรี คิสซิงเจอร์, ที่ปรึกษาด้านความมั่นคง, ไปทำภารกิจลับเพื่อสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับปักกิ่ง
เพราะเห็นช่องทางความขัดแย้งระหว่างเหมา เจ๋อตุง กับนิกิต้า ครุสชอฟ ของสหภาพโซเวียตในขณะนั้น
เป็นจังหวะเดียวกันกับที่จีนกำลังหาทาง “สั่งสอน” ครุสชอฟด้วยการยื่นมือให้กับอเมริกา
ปูทางสู่ฉากประวัติศาสตร์ที่ปักกิ่งกับวอชิงตันเปิดสัมพันธ์ทางการทูตที่แยกสหภาพโซเวียตออกไปอยู่อีกซีกหนึ่ง…แม้ในเวลาต่อมามอสโกกับปักกิ่งก็หวนกลับมาเป็นทองแผ่นเดียวกันได้จนถึงวันนี้
ผมมานั่งพิเคราะห์แล้ว ปัจจัยวันนี้กับเมื่อกว่า 50 ปีก่อนมันแตกต่างกันค่อนข้างมาก
เงื่อนไขสำคัญตอนนั้นที่เปิดทางให้นิกสันเจาะไปหาเหมาในช่วงสงครามเย็นคือความระหองระแหงระหว่างจีนกับสหภาพโซเวียตที่ขยายตัวไปถึงจุดที่เกือบจะถึงขั้น “ไม่เผาผี” กัน
แต่วันนี้ สีกับปูตินรักใคร่ปรองดองกันอย่างแน่นแฟ้น
ถึงขั้นประกาศในข้อตกลงล่าสุดว่าทั้งสองฝ่ายกำลังพัฒนาความสัมพันธ์ที่ “ไร้ข้อจำกัด”
ทั้งปูตินและสีต่างก็สร้างความผูกพันกันอย่างแน่นแฟ้นเกินกว่าที่ “ปรากฏการณ์ทรัม์ป์” ไม่ว่าจะน่าตื่นตาตื่นใจเพียงใดจะสามารถมาสร้างรอยปริได้
นิกสันในยามนั้นมองการทูตเป็นส่วนหนึ่งของการลดความตึงเครียดในภาวะสงครามเย็น
แต่ทรัมป์ทำทุกอย่างเป็นเรื่อง “ธุรกรรม” ที่มีเป้าหมายเฉพาะหน้าที่โยงกับผลประโยชน์ด้านเงินทองเป็นหลัก
ทรัมป์ไม่ใช่นักมองยุทธศาสตร์ในบริบทที่อเมริกายังมีบทบาทในฐานะ “ตำรวจโลก”
ขณะที่นิกสันต้องการจะยังคงไว้ซึ่งความเป็นยักษ์ใหญ่ของสหรัฐในเวทีประชาคมโลก

รอยร้าวระหว่างสองยักษ์ค่ายคอมมิวนิสต์ในช่วงทศวรรษ 1970 มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งทางอุดมการณ์และการเมืองระหว่างจีนและสหภาพโซเวียต
หลังการเสียชีวิตของโจเซฟ สตาลิน ในปี 1953 นิกิตา ครุสชอฟ ก้าวขึ้นเป็นผู้นำของสหภาพโซเวียตด้วยความเชื่อที่ว่าแนวทางเก่าของสตาลินไม่อาจจะตอบโจทย์แห่งยุคสมัยได้แล้ว
ครุสชอฟจึงเดินหน้าพร้อมนโยบาย “ล้มล้างสตาลิน” (De-Stalinization) เพื่อสถานปนาตัวเองเป็นผู้นำของสหภาพโซเซียตยุคใหม่
อันมีผลทำให้เหมาไม่พอใจอย่างมาก
เพราะเหมามองว่าสตาลินเป็น “นักปฏิวัติ” ที่มีคุณูปการต่อจีนเป็นอย่างยิ่ง
เหมามองการปฏิรูปของครุสชอฟเป็นการทรยศต่อหลักการคอมมิวนิสต์
ในช่วงปลายทศวรรษ 1950 ความตึงเครียดระหว่างสองมหาอำนาจคอมมิวนิสต์ทวีความรุนแรงขึ้น
ความขัดแย้งในเรื่องอุดมการณ์ กลยุทธ์ทางทหาร และนโยบายเศรษฐกิจ ทำให้จีนและโซเวียตเริ่มแยกจากกัน
ถึงปี 1969 ความขัดแย้งบานปลายจนเกิดการปะทะกันที่พรมแดนแม่น้ำอุซซูรี (Ussuri River)
นั่นคือช่องว่างที่เปิดโอกาสให้สหรัฐที่กำลังโหมทำศีกสงครามเย็นกับสหภาพโซเวียต
นิกสันกับคิสซิงเจอร์ ที่ปรึกษาคนสำคัญวางแผน “เจาะยาง” ปักกิ่ง-มอสโกอย่างแนบเนียน
ด้วยการเข้าไปสานสัมพันธ์กับจีนเพื่อโดดเดี่ยวสหภาพโซเวียต
เหตุผลง่ายมาก เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์กับจีนจะช่วยให้สหรัฐตัดกำลังของโซเวียต และเสริมความแข็งแกร่งสหรัฐบนเวทีโลก
คิสซิงเจอร์แอบบินเข้าจีนผ่านปากีสถานในปี 1971 ปูทางไปสู่การเยือนจีนของนิกสันในปี 1972 และเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางอำนาจของโลกไปโดยสิ้นเชิง

มาถึงวันนี้ เมื่อทรัมป์พยายามจะขยับเข้าใกล้ปูตินขณะที่วอชิงตันเปิด “สงครามการค้า” กับปักกิ่งจึงเกิดทฤษฎีใหม่ที่เรียกว่า “ผลกระทบคิสซิงเจอร์กลับด้าน” ยุคใหม่?
หนีไม่พ้นว่าโลกกำลังจับตาเฝ้าดูความเคลื่อนไหวทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐ รัสเซีย และจีน
เพราะกลายเป็นความสัมพันธ์สามเส้าที่มีอิทธิพลต่ออนาคตของการเมืองโลกอย่างปฏิเสธไม่ได้
ระยะไม่กี่ที่ผ่านมา ปูตินกับสี จิ้นผิง กระชับความร่วมมือกันเหนียวแน่นมากขึ้น
เพราะปูตินเจอแรงกดดันจากโลกตะวันตกหลังเปิดศึกสงครามยูเครน
จีนก็ต้องเผชิญกับแรงต้านจากอเมริกาภายใต้ประธานาธิบดีโจ ไบเดน
ทั้งสองจึงมีศัตรูร่วมและต้องผนึกกำลังกันเพื่อต้านอิทธิพลของตะวันตก
แต่เมื่อเกิดกรณีทรัมป์ที่เป็น “นักต่อรองทำดีล” ที่เอาอกเอาใจปูตินอย่างต่อเนื่อง ไม่เคยวิจารณ์ผู้นำรัสเซียคนนี้อย่างเปิดเผยแต่ก็สาดถ้อยดุดันใส่สี จิ้นผิง เป็นครั้งเป็นคราว ก็อาจจะเกิดรอยร้าวลึกๆ ระหว่างทั้งสองได้อย่างคาดไม่ถึงได้เช่นกัน
แต่ผลประโยชน์ร่วมระหว่างปักกิ่งกับมอสโกนั้นแนบแน่นและลึกซึ้งเกินกว่าที่ทรัมป์จะทะลุทะลวงได้
ปูตินย่อมไม่ลืมบุญคุณที่สี จิ้นผิง ช่วยประคับประคองช่วงที่มอสโกถูกตะวันตกที่นำโดยอเมริกาคว่ำบาตรอย่างรุนแรงหลังเกิดสงครามยูเครน
ขณะเดียวกันทั้งสองผู้นำต่างก็มีความ “เก๋า” ทางด้านประสบการณ์การเมือง ผ่านร้อนผ่านหนาวผ่านวิกฤตมามากมาย
เข้าทำนอง “มองตาก็รู้ใจ”
และต้องไม่ลืมว่าขณะที่ทั้งปูตินและสีสามารถอยู่ในตำแหน่งไปได้เรื่อยๆ (เพราะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสวยอำนาจตลอดชีวิต) ทรัมป์อย่างเก่งก็อยู่ครบ 4 ปี
…และถึงตอนนั้นก็จะอยู่ในวัย 82 แล้ว
ทรัมป์พยายามเอาใจปูตินด้วยการเสนอให้รัสเซียกลับเข้าร่วมกลุ่ม G7
ทรัมป์ยังดำเนินนโยบายที่อาจทำให้รัสเซียมีอิสระทางยุทธศาสตร์มากขึ้น
เช่น แสดงความไม่แน่ใจเกี่ยวกับ NATO และถอนตัวจากสนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์ระยะกลาง (INF Treaty) กับรัสเซีย ซึ่งนักวิเคราะห์บางคนมองว่านั่นอาจเป็นการเปิดโอกาสให้รัสเซียแยกตัวออกจากจีน และกลับมาร่วมมือกับสหรัฐในบางด้าน กับจีนทรัมป์เหี้ยมกว่าเยอะ
เริ่มด้วยการเปิดสงครามการค้ากับจีน ด้วยการใช้ภาษีศุลกากรและมาตรการคว่ำบาตรต่างๆ เพื่อกดดันปักกิ่ง
เช่น กล่าวหาจีนว่าดำเนินนโยบายการค้าไม่เป็นธรรม ขโมยทรัพย์สินทางปัญญา และจัดการกับการระบาดของ COVID-19 อย่างผิดพลาด
ลึกๆ แล้วจีนกับรัสเซียอาจจะเรื่องคาใจอะไรบ้าง?
ทั้งสองประเทศเคยมีข้อพิพาทเกี่ยวกับพรมแดนซึ่งอาจจะเป็นเรื่องในอดีต
และผลประโยชน์ร่วมวันนี้ย่อมจะถูกวางไว้สูงกว่าประวัติศาสตร์
แต่รัสเซียก็กังวลว่าจีนจะขยายอิทธิพลเข้าไปในเอเชียกลาง ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มอสโกถือว่าเป็นเขตอิทธิพลของตนเอง
นอกจากนี้ การที่เศรษฐกิจของจีนแข็งแกร่งกว่ารัสเซียมาก อาจทำให้รัสเซียต้องพึ่งพาจีนมากขึ้นในระยะยาว
ท้ายที่สุดมีคำถามว่าหากทรัมป์มีเป้าหมายจะแยกปูตินออกจากสีจริง จะทำสำเร็จหรือไม่?
เรื่องนี้ซับซ้อนกว่าที่คิด
ขณะที่สงครามการค้ากับจีนผลักให้จีนพึ่งพารัสเซียมากขึ้น แต่มอสโกเองก็ยังคงรักษาท่าทีระมัดระวังเกี่ยวกับอิทธิพลของปักกิ่ง
นับตั้งแต่ทรัมป์พ้นจากตำแหน่งหลังเทอมแรก ภูมิรัฐศาสตร์ของโลกก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง
ภายใต้ประธานาธิบดีโจ ไบเดน สหรัฐ ได้กลับมาใช้แนวทางดั้งเดิมในการเสริมสร้างพันธมิตรกับยุโรปและเอเชีย
และเผชิญหน้ากับทั้งรัสเซียและจีนพร้อมกัน
แต่การรุกรานยูเครนของรัสเซียในปี 2022 ได้ทำให้สถานการณ์ซับซ้อนขึ้นอีก
โดยจีนแม้จะสนับสนุนรัสเซียทางการทูต แต่ก็ยังไม่ให้การสนับสนุนทางทหารโดยตรง
บางสำนักมองว่านี้คือ “ขีดจำกัดของมิตรภาพ” ระหว่างสองยักษ์
ท้ายที่สุดก็ต้องมองผลประโยชน์ปัจจุบันและอนาคตเป็นหลัก
เพราะในหลายกรณี ประวัติศาสตร์เป็นเพียงกระจกหลังสำหรับการประเมินสถานการณ์เท่านั้น
การจะวิเคราะห์ให้รอบด้านจริงๆ ก็พยายามพิเคราะห์หลุมบ่อระหว่างทางที่ในสถานการณ์วันนี้มีดีกรีการ “คาดไม่ถึง” เกินกว่าในอดีตมากมายหลายเท่านัก!
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
