ผ่าทางตันวิกฤต ‘หนี้ครัวเรือน’ คลังซื้อหนี้ 3.5 ล้านคน ช่วยล้างประวัติ เพิ่มกำลังซื้อ

บทความพิเศษ | ศัลยา ประชาชาติ
ผ่าทางตันวิกฤต ‘หนี้ครัวเรือน’
คลังซื้อหนี้ 3.5 ล้านคน
ช่วยล้างประวัติ เพิ่มกำลังซื้อ
ประเทศไทยเผชิญปัญหา “หนี้ครัวเรือน” ที่ท่วมท้นจนเริ่มฉุดรั้งการเติบโตของประเทศ โดยสถานการณ์ล่าสุด ยอดหนี้คงค้างอยู่ที่ 16.3 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 89% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี)
ที่ผ่านมาจึงเห็นความพยายามในการเข้าไปแก้ปัญหาหนี้ดังกล่าว ทั้งในภาคสถาบันการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผลักดันให้แบงก์ต่างๆ เร่งปรับโครงสร้างหนี้ให้แก่ลูกค้า ขณะเดียวกันกระทรวงการคลังก็พยายามผลักดันหลายๆ มาตรการออกมา เพราะทราบกันดีว่าหากปล่อยไว้ก็ยากที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ในระดับสูง
ดังนั้น เมื่อไอเดียเรื่องการซื้อหนี้ประชาชนจากแบงก์ ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกประกาศออกมา “ดังๆ” จึงมีเสียงขานรับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงการคลังตามมาทันที
ตามมาด้วยการพบปะพูดคุยกันระหว่างนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กับบรรดานายแบงก์ ในนามสมาคมธนาคารไทย เมื่อช่วงหัวค่ำของวันที่ 18 มีนาคม ณ ชั้น 28 Bangkok Club อาคารสาธรซิตี้
ซึ่งไอเดียการขยายขอบเขตการแก้ปัญหาหนี้ ก็ถูกขายไปให้แก่บรรดานายแบงก์ได้นำกลับไปขบคิด แล้วจะนำกลับมาคุยให้ตกผลึกอีกครั้งภายใน 2-3 สัปดาห์
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาแบงก์ต่างๆ มองกันว่าโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ที่ออกมา ถือเป็นมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ที่ “ลึกที่สุด”, “ดีที่สุด” เท่าที่เคยมีการปรับโครงสร้างหนี้กันมาแล้ว
แต่ปัญหาก็คือ “คุณสู้ เราช่วย” ที่ปักธงช่วยเหลือลูกหนี้รวม 2.1 ล้านบัญชี จำนวนลูกหนี้ 1.9 ล้านราย ซึ่งเป็นยอดหนี้คงค้างรวมประมาณ 8.9 แสนล้านบาท ยังมีลูกหนี้เข้าร่วมโครงการแค่ราว 30% ในภาพรวม
นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารยังให้ความช่วยเหลือลูกค้ากลุ่มเปราะบางต่อเนื่อง โดยโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” เป็นมาตรการที่ดีที่สุด
อย่างไรก็ดี ลูกค้าที่ให้ความสนใจเข้ามาลงทะเบียนและผ่านเกณฑ์คุณสมบัติยังค่อนข้างน้อยอยู่ในสัดส่วนราว 20% จากเป้าหมายที่ธนาคารต้องการเห็นเกิน 50%
นายฐากร ปิยะพันธ์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารทหารไทยธนชาต (ทีทีบี) กล่าวว่า ปัจจุบันตัวเลขลูกค้าที่เข้ามาลงทะเบียน “คุณสู้ เราช่วย” มีสัญญาณที่ดีขึ้น เป็นผลจากธนาคารมีการสื่อสารและเร่งโทร.ติดต่อลูกค้ามากขึ้น มีการชี้แจงรายละเอียด เพื่อสร้างความเข้าใจถึงความคุ้มค่าจากค่างวดที่จะลดลงค่อนข้างมาก และหากทำตามเงื่อนไขได้ ดอกเบี้ยก็ถูกยกให้
“มาตรการ ‘คุณสู้ เราช่วย’ เป็นมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ดีที่สุดในเวลานี้ โดยลูกค้ากลุ่มสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้การตอบรับค่อนข้างดีกว่ากลุ่มสินเชื่อรถยนต์ แต่หากพิจารณาดูจำนวนลูกค้าที่มีปัญหาจะพบว่าลูกค้ารถยนต์มีมากกว่าสินเชื่อที่อยู่อาศัย ประกอบกับมีลูกค้าจำนวนมากที่ยังไม่รู้ว่ามีโครงการ จึงทำให้สัดส่วนเปอร์เซ็นต์ (%) ของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่ธนาคารต้องการให้เข้าโครงการปัจจุบันอยู่ที่ราว 30-40%”
นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” คาดว่าจะมีคนเข้าสู่กระบวนการไม่เกิน 50% ทำให้เงินที่กันมาจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) จะยังเหลืออีก 2-3 หมื่นล้านบาทต่อปี เพราะจะใช้ไปแค่ราว 1 หมื่นล้านบาท จากทั้งหมดเกือบ 4 หมื่นล้านบาท
จึงเล็งขยายความช่วยเหลือไปที่กลุ่มที่เป็นหนี้เสียคงค้างไม่เกิน 1 แสนบาท ซึ่งพบว่ามียอดหนี้คงค้างอยู่ประมาณ 1.24 แสนล้านบาท หรือ 10% ของหนี้เสียทั้งหมด ที่ปัจจุบันอยู่ที่ 1.2 ล้านล้านบาท เป็นลูกหนี้จำนวน 5 ล้านราย หรือราว 9 ล้านบัญชี
“เราเข้าไปดูกลุ่มเป็นหนี้ต่ำกว่า 1 แสนบาท พบว่ามีค้างอยู่ประมาณ 1.24 แสนล้านบาท หรือ 10% ของหนี้เสียทั้งหมด ส่วนจำนวนคนมีถึง 3.5 ล้านคน หรือ 65% ดังนั้น ถ้าแก้ตรงนี้ก่อน จะแก้ได้ถึง 65% ของคนที่มีปัญหา”
นายพิชัยกล่าวว่า กลุ่มที่เป็นหนี้ต่ำกว่า 1 แสนบาท ส่วนใหญ่เป็นหนี้ไม่มีหลักประกัน และเป็นหนี้เสียมาเกิน 1 ปี เชื่อว่าแบงก์ได้มีการตั้งสำรองหนี้สูญกลุ่มนี้ไปหมดแล้ว มีการตัดเป็นค่าใช้จ่าย ซึ่งทำให้แบงก์จ่ายภาษีน้อยลง ได้ประโยชน์ไปแล้ว ดังนั้น กลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่แบงก์น่าจะเต็มใจให้ทำ หากเก็บไว้ แบงก์เองก็บริหารจัดการยาก เพราะหาคนซื้อยาก
“ผมจึงชวนแบงก์มาคุยกัน เพราะเป็นส่วนที่แบงก์เองก็น่าจะไม่อยากเก็บไว้ แล้วที่ขายกันอยู่ก็ได้กำไรไม่มาก ไม่ถึง 1% ก็มี ซึ่งเราจะซื้อออกมาบริหารด้วยราคาที่ไม่แพง เพราะแบงก์ต้องการล้างบัญชีเหล่านี้ออกไปเช่นกัน ซึ่งก็มีคนกลัวว่าถ้าเราซื้อแพงแล้วจะเสียหาย หรือจะเป็นการเอื้อประโยชน์แบงก์ ดังนั้น ยืนยันว่าจะซื้อในส่วนที่อธิบายได้ และถูกที่สุด”
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวอีกว่า สิ่งที่ยากคือ ซื้อมาแล้วจะบริหารจัดการอย่างไร เพราะบางคนตามตัวยาก หาตัวไม่เจอ อย่างไรก็ดี บางบริษัทก็เก่ง สามารถติดตามได้ โดยกำลังพิจารณาอยู่ว่าอาจจะใช้บริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ที่มีอยู่แล้ว หรือจะตั้ง AMC ขึ้นใหม่ ซึ่งต้องพิจารณา แต่อยากทำให้เร็วที่สุด ไม่เกินเดือนมิถุนายนนี้
ทั้งนี้ หลังซื้อหนี้มาแล้วจะต้องดึงลูกหนี้มาเจรจา โดยต้องประกาศว่ารอบนี้ไม่มีการลงโทษ เพราะอยากแก้ปัญหาจริงๆ ซึ่งจะเปิดให้เข้ามาคุยกัน ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากเศรษฐกิจที่ไม่ดีมายาวนาน ดังนั้น จึงอยากให้มาแก้ให้เรียบร้อย โดยลูกหนี้กลุ่มนี้จะยังติดประวัติเครดิตบูโรอยู่ แต่มีแนวทางว่าจะทำให้หลุดจากเครดิตบูโรเร็วขึ้น ซึ่งคิดกันไว้ว่าน่าจะมีมาตรการที่ให้ลูกหนี้ดังกล่าวที่ยังติดเครดิตบูโร แต่สามารถเข้าถึงเงินใหม่ได้ โดยไม่เกี่ยวกับเครดิตที่ติดอยู่
“อาจจะตั้ง AMC หรือใช้ AMC โครงสร้างเดิม แล้วก็มากำหนดกติกาว่าหนี้กลุ่มนี้จะเจรจาอย่างไร ถ้าผมคิดทะลุไปเลย ว่าคนกลุ่มนี้สามารถหลุดจากเครดิตบูโรได้ ก็บอกเขาไปว่า ถ้าคุณมาเคลียร์ ผมมีช่องทางให้ ถ้าคุณค้าขายจริง เป็นเด็กดีจริง เราจะเริ่มเติมเงินให้คุณบางส่วน”
โดยเมื่อเติมเงินให้รายละประมาณ 10,000-20,000 บาท ก็จะดูความสามารถการชำระเงินที่เติมให้ หากชำระได้ดี เครดิตดีขึ้น อาจเพิ่มวงเงินให้เป็น 3 หมื่นบาท และเมื่อผ่านไป 3 ปี ชำระได้ดี ก็จะล้างประวัติให้
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวว่า ถึงสิ้นปี 2568 นี้ คาดว่าหนี้ครัวเรือนจะลดเหลือระดับ 88%
โดยหากแก้ปัญหากลุ่มหนี้เสียต่ำกว่า 1 แสนบาทนี้ได้ ภาพรวมหนี้ครัวเรือนของประเทศก็จะลดลงอีก เพราะกลุ่มนี้มีจำนวนค่อนข้างมาก
ส่วนกลุ่มลูกหนี้ที่เกิน 1 แสนบาท ก็เป็นกลุ่มที่ต้องพิจารณาต่อไป โดยต้องดูว่าแบงก์จะปรับโครงสร้างหนี้เองได้อย่างไร
นับว่าเป็นแนวทางที่น่าสนใจอย่างยิ่ง สำหรับการแก้ปัญหาหนี้ที่หมักหมมมานาน โดยโฟกัสกลุ่มที่เป็นหนี้เสียไม่เกิน 1 แสนบาท
อย่างไรก็ดี การดำเนินการก็คงต้องรับฟังเสียงเตือนเรื่องการสร้างวัฒนธรรมที่อาจทำให้เกิดการจงใจเบี้ยวหนี้ หรือ Moral hazard ด้วย
หากสามารถปิดช่องตรงนี้ได้ ก็จะเป็นนโยบายที่ดีเลยทีเดียว
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
