bg-single

เชลยศึกสงครามลาว (49) “ทหารรับจ้าง”

23.09.2026

บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์

เชลยศึกสงครามลาว (49)

“ทหารรับจ้าง”

ฝ่ายเวียดนามเหนือพยายามโฆษณาชวนเชื่อและตีตราทหารเสือพรานไทยว่าเป็น “ทหารรับจ้างของจักรวรรดินิยมอเมริกา” เพื่อหวังจะใช้เป็นข้ออ้างในการไม่ให้สถานะเชลยศึกและหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามอนุสัญญาเจนีวา ซึ่งหากทหารเสือพรานไทยมีสถานะเป็นทหารรับจ้าง จะไม่มีสิทธิ์ในสถานะของการเป็น “นักรบ” (Combatant) หรือ “เชลยศึก” (Prisoner of War : POW) จะส่งผลกระทบต่อชีวิตและความปลอดภัยในสมรภูมิอย่างร้ายแรง 3 ประการตามอนุสัญญาเจนีวา ฉบับพิธีสารเพิ่มเติมที่ 1 ข้อที่ 47 วรรค 1 ดังนี้

1. ถูกดำเนินคดีในฐานะ “อาชญากรทั่วไป” : ทหารในกองทัพปกติเมื่อถูกจับจะได้รับความคุ้มครองในฐานะ “เชลยศึก” จะไม่มีความผิดในข้อหา “ฆ่าคนหรือทำลายทรัพย์สิน” ในการรบ โดยถือเป็นการทำหน้าที่ตามคำสั่งรัฐ ขณะที่ “ทหารรับจ้าง” เมื่อไม่มีสถานะเชลยศึก ประเทศผู้จับกุมสามารถนำตัวทหารรับจ้างไปขึ้นศาลพลเรือนและดำเนินคดีอาญาอุกฉกรรจ์ในข้อหาฆาตกรรม บุกรุก ก่อการร้าย หรือเป็นภัยต่อความมั่นคง ซึ่งมีโทษสูงสุดประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต โดยที่กฎหมายระหว่างประเทศไม่สามารถเข้าไปก้าวก่ายได้

2. ไม่ได้รับสิทธิ์การคุ้มครองความเป็นอยู่ตามมาตรฐานเจนีวา : ทหารรับจ้างจะไม่ได้รับสิทธิ์ขั้นพื้นฐานที่เชลยศึกพึงได้ตามกฎหมายสากล เช่น ไม่ได้รับสิทธิ์ในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่เท่าเทียมกับทหารฝ่ายผู้จับกุม ไม่ได้รับสิทธิ์ในการติดต่อครอบครัวผ่านคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ผู้จับกุมไม่มีข้อผูกพันที่จะต้องเปิดเผยรายชื่อหรือยอมรับว่าได้จับกุมตัวบุคคลนั้นไว้ ทำให้ทหารรับจ้างมัก “สูญหาย” ไปอย่างลึกลับในค่ายกักกัน

3. ไม่มีข้อผูกพันในการ “ส่งกลับประเทศ” หลังสิ้นสุดสงคราม : ตามกฎหมายสากล เมื่อสงครามยุติลง ประเทศต่างๆ ต้องส่งตัวเชลยศึก (POW) กลับคืนสู่มาตุภูมิโดยเร็วที่สุด แต่สำหรับทหารรับจ้าง ฝ่ายผู้จับกุมสามารถควบคุมตัวไว้ในเรือนจำต่อไปได้เรื่อยๆ หรือส่งตัวให้ประเทศที่สามดำเนินคดีต่อ โดยไม่มีเงื่อนไขเวลาในการปล่อยตัว

ทว่า ด้วยกระบวนการต่อสู้อย่างเข้มข้นทางการทูตและความชาญฉลาดทางด้านกฎหมายของรัฐบาลไทยและสหรัฐที่ร่วมมือกันยืนยันด้วยหลักฐานที่หนักแน่นว่า ทหารเสือพรานไทยไม่ใช่ทหารรับจ้างของสหรัฐ แต่เป็นกองกำลังที่จัดตั้งขึ้นตามนโยบายความมั่นคงของรัฐไทย ภายใต้การบังคับบัญชาโดยตรงของ บก.ผสม 333 ซึ่งไม่อยู่ภายใต้สายการบังคับบัญชาของสหรัฐ จึงสามารถหักล้างข้อกล่าวหาของเวียดนามเหนือได้สำเร็จและบีบให้ยอมรับสถานะเชลยศึกตามอนุสัญญาเจนีวา จนนำไปสู่การแลกเปลี่ยนตัวกลับมาในที่สุด

ตามนิยามสากลที่เป็นทางการและได้รับการยอมรับทั่วโลกในกฎหมายระหว่างประเทศ ความหมายที่แท้จริงของ “ทหารรับจ้าง” (Mercenary) ถูกบัญญัติไว้ใน อนุสัญญาเจนีวา (Geneva Conventions) ฉบับพิธีสารเพิ่มเติมที่ 1 (Protocol I) ข้อที่ 47 ซึ่งกำหนดว่า บุคคลใดก็ตามที่จะถูกตีตราว่าเป็นทหารรับจ้างอย่างแท้จริง จะต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนทั้ง 6 ข้อ ดังต่อไปนี้

1.ถูกจ้างวานมาเฉพาะกิจ : บุคคลนั้นต้องได้รับการว่าจ้างหรือเกณฑ์เป็นการเฉพาะทั้งในประเทศหรือต่างประเทศ เพื่อให้เข้าร่วมการสู้รบในความขัดแย้งด้วยอาวุธ (Armed Conflict) ครั้งนั้นๆ

2. เข้าร่วมสู้รบโดยตรง : บุคคลนั้นต้องมีส่วนร่วมในการสู้รบและปฏิบัติการทางทหารในสมรภูมิโดยตรง (Direct part in hostilities) ไม่ใช่แค่เป็นเพียงที่ปรึกษาทางเทคนิคหรือครูฝึกที่อยู่ในแนวหลัง

3. ตอบแทนด้วยเงิน : ข้อนี้คือหัวใจสำคัญที่สุด บุคคลนั้นต้องเข้าร่วมรบเพราะได้รับแรงจูงใจจาก “ค่าตอบแทนที่เป็นวัตถุหรือเงิน” ซึ่งสัญญาว่าจะจ่ายให้โดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในความขัดแย้ง และเงินค่าตอบแทนนั้นจะต้องสูงกว่าค่าตอบแทนที่ทหารกองทัพปกติในชั้นยศเดียวกันของฝ่ายนั้นได้รับอย่างมีนัยสำคัญ

4. ไม่ใช่พลเมืองและผู้อยู่อาศัยของคู่ขัดแย้ง : บุคคลนั้นต้องไม่ใช่พลเมือง (Citizen) ของประเทศที่เป็นคู่กรณีในสงคราม และต้องไม่มีถิ่นที่อยู่อาศัยถาวร (Resident) ในดินแดนที่ควบคุมโดยฝ่ายที่เป็นคู่ขัดแย้ง

5. ไม่ใช่สมาชิกของกองทัพคู่ขัดแย้ง : บุคคลนั้นต้องไม่ได้ถูกบรรจุหรือแต่งตั้งให้เป็นกำลังพลในสังกัด “กองทัพปกติ” (Armed Forces) ของประเทศที่เป็นคู่กรณีในความขัดแย้งนั้น

6. ไม่ใช่ทหารที่รัฐอื่นส่งมาปฏิบัติหน้าที่ : บุคคลนั้นต้องไม่ได้ถูกส่งมาโดย “รัฐที่สาม” (ซึ่งไม่ได้เป็นคู่กรณีในสงคราม) ในฐานะเจ้าหน้าที่หรือกำลังพลของกองทัพรัฐนั้น เพื่อมาปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ

ทหารเสือพรานไทยในสงครามลาวจึงไม่เข้าข่ายทหารรับจ้างตามเกณฑ์ 6 ข้อข้างต้นนี้ และยังเข้าหลักเกณฑ์การเป็นเชลยศึกด้วยเหตุผลดังนี้

1. มีสัญญาผูกพันกับรัฐ : ทหารเสือพรานทุกคนขึ้นตรงต่อกองบัญชาการผสม (บก.ผสม 333) ของรัฐบาลไทย

2. รบเพื่อความมั่นคงของมาตุภูมิ : แม้สหรัฐจะสนับสนุนงบประมาณ แต่อุดมการณ์หลักคือ ยุทธศาสตร์ป้องกันในเขตหน้าเพื่อไม่ให้คอมมิวนิสต์ประชิดชายแดนไทย ไม่ใช่การรับจ้างรบเพื่อผลกำไรของบริษัทเอกชนหรือกองกำลังไร้สังกัด

กลยุทธ์ทางการทูตของคณะผู้แทนไทย

พล.ต.ชาติชาย ชุณหะวัณ หัวหน้าคณะผู้แทนไทยร่วมกับสหรัฐ เดินกลยุทธ์บีบบังคับให้เวียดนามเหนือยอมเปิดเผยรายชื่อและที่คุมขังเชลยศึกไทยแก่กาชาดสากลด้วยวิธีการ 3 ประการ ดังนี้

1. ยันด้วยหลักฐานที่ไม่อาจปฏิเสธ : ในช่วงแรกของการเจรจา เวียดนามเหนือและลาวฝ่ายซ้ายพยายามบิดเบือนข้อมูลโดยแจ้งว่ามีทหารไทยถูกจับกุมอยู่เพียงไม่กี่สิบนาย ส่วนที่เหลือ “สูญหายจากระเบิด” หรือ “เสียชีวิตในสนามรบ” ไปหมดแล้ว เพื่อปฏิเสธความรับผิดชอบ คณะเจรจาฝั่งไทยร่วมกับซีไอเอได้นำบัญชีรายชื่อที่รวบรวมไว้ทั้งชื่อจัดตั้งและชื่อจริงควบคู่กับหลักฐานพิกัดดาวเทียมของค่ายกักกันไปกางบนโต๊ะเจรจาเป็นหลักฐานที่ยืนยันว่า “เรารู้พิกัดและรู้ชื่อทหารของเราทุกคนที่ยังมีชีวิตอยู่ หากรายชื่อที่ปล่อยออกมาไม่ตรงกับบัญชีนี้ ไทยจะถือว่าเวียดนามเหนือละเมิดกฎหมายสากลและสังหารหมู่เชลยศึก” ฝ่ายเวียดนามเหนือจึงจำนนด้วยหลักฐานและไม่สามารถปฏิเสธได้ เป็นการกดดันให้เวียดนามเหนือต้องยอมรับและส่งรายชื่อที่แท้จริงให้กาชาดสากลตรวจสอบ

2. ยื่นหมูยื่นแมว : ในระหว่างสงคราม กองทัพไทยและหน่วยข่าวกรองสามารถจับกุมทหารระดับแกนนำและสายลับของเวียดนามเหนือ รวมถึงทหารปะเทดลาวระดับสัญญาบัตรเอาไว้ได้จำนวนหนึ่งเช่นกัน ฝ่ายไทยจึงใช้กลุ่มบุคคลสำคัญเหล่านี้เป็นตัวประกันในการต่อรอง โดยยื่นเงื่อนไขว่า หากเวียดนามเหนือไม่ยอมให้กาชาดสากลเข้ามายืนยันสถานะและปล่อยตัวทหารเสือพรานไทย ฝ่ายไทยก็จะไม่ส่งคืนตัวทหารระดับแกนนำคอมมิวนิสต์เหล่านี้กลับประเทศเช่นกัน และจะดำเนินคดีพวกเขาในฐานะผู้ก่อการร้ายสากล กลยุทธ์นี้ทำให้เวียดนามเหนือต้องยอมเปิดโต๊ะแลกเปลี่ยนแบบระบุตัวตนที่แน่ชัด (Name-to-Name Exchange)

3. กลยุทธ์ “ไผ่ลู่ลม” : ในขณะที่สหรัฐใช้มาตรการกดดันอย่างแข็งกร้าวบนเวทีโลก พล.ต.ชาติชาย ชุณหะวัณ ใช้ “การทูตไผ่ลู่ลม” ในการเจรจาลับกับผู้นำคอมมิวนิสต์ โดยเน้นย้ำว่าหากเวียดนามเหนือยอมปล่อยตัวทหารไทย หลังสิ้นสุดสงครามเวียดนามไทยก็พร้อมที่จะปรับความสัมพันธ์ทางการทูต เปิดประตูการค้า และผลักดันให้สหรัฐถอนฐานทัพออกจากดินแดนไทย ซึ่งข้อเสนอการถอนฐานทัพอเมริกันเป็นสิ่งที่เวียดนามเหนือต้องการสูงสุดในเชิงยุทธศาสตร์ ส่งผลให้ท่าทีที่เคยแข็งกร้าวอ่อนลง ยอมให้กาชาดสากลเข้ามาเป็นสักขีพยานจนนำไปสู่การแลกเปลี่ยนเชลยศึกไทยในที่สุด

เกร็ดน้าชาติ

พล.ต.ชาติชาย ชุณหะวัณ “น้าชาติ” มีลีลาทางการทูตอันเป็นเอกลักษณ์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความผ่อนคลาย ยืดหยุ่น แต่เฉียบคม แฝงไปด้วยอารมณ์ขันที่สามารถละลายความตึงเครียดบนโต๊ะเจรจากับผู้นำฝั่งคอมมิวนิสต์ได้อย่างดี เกร็ดประวัติศาสตร์และวาทะบันทึกที่สะท้อนถึงวิธีรับมือและการเผชิญหน้าของท่านที่น่าสนใจดังนี้

1. วาทะละลายพฤติกรรม : “พวกคุณเป็นนักรบที่เก่ง แต่เรามารับคนของเรากลับบ้าน” : ในช่วงเริ่มต้นเจรจากับผู้แทนระดับสูงของเวียดนามเหนือและลาวฝ่ายซ้าย (ปะเทดลาว) บรรยากาศในห้องประชุมเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด ฝ่ายคอมมิวนิสต์พยายามตั้งแง่โจมตีว่าไทยส่ง “ทหารรับจ้าง” เข้ามาแทรกแซง

พล.ต.ชาติชาย ชุณหะวัณ ไม่ได้เปิดฉากด้วยการโต้เถียงทางกฎหมายหรือใช้ท่าทีแข็งกร้าวตอบโต้ แต่เลือกใช้การชื่นชมเพื่อลดกำแพงอุปสรรค โดยกล่าวทำนองว่า พวกคุณพิสูจน์แล้วว่าเป็นนักรบที่แข็งแกร่งและน่ายกย่องในสมรภูมิ แต่ตอนนี้สงครามจบลงแล้ว ทหารไทยเหล่านี้คือลูกหลานของเรา และเราเพียงต้องการมารับพวกเขากลับบ้านไปหาครอบครัวเท่านั้น การเลือกใช้มิติมนุษยธรรมและท่าทีที่เป็นมิตรผิดไปจากผู้แทนรัฐบาลทหารในยุคก่อนหน้าทำให้บรรยากาศการเจรจาเริ่มผ่อนคลายลง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ฮุนได STARIA Hybrid 11 ที่นั่ง ขุมพลังทางเลือกใหม่ ครั้งแรกในไทย
ภูมิรัฐศาสตร์น้ำ ในหลังคาโลกกำลังสุ่มเสี่ยง ‘โลกร้อน’ คือชนวนตัวใหม่รอวันระเบิด
50 ปี 6 ตุลา (3) 2520 – ปีแห่งการรัฐประหาร
เชลยศึกสงครามลาว (49) “ทหารรับจ้าง”
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับ ‘ชีวประวัติของชาติในสายตาของฉัน’ (32)
E-DUANG | มติกล้าธรรม เป็น ค้านอิสระ ส่งแรงสะเทือน สู่ “เพื่อไทย”
“รางวัลชมนาด” ก้าวสู่ครั้งที่ 15 จากเวทีประกวด สู่ “พื้นที่สร้างนักเขียนหญิงไทย”
22 ปีความรุนแรงชายแดนใต้ : สู่เส้นทางหยุดเลือดและน้ำตา
ชวนคิดชวนคุยเรื่องใต้! | สุรชาติ บำรุงสุข
Gachiakuta : ขยะ การซ่อม และจิตวิญญาณของสิ่งของ
ดินแดง ราชปรารภ เด็กชาย คุณากร ศรีสุวรรณ พลีชีพ สังเวย ต่อกระสุนปืน ‘ความเร็วสูง’
ทำงานกะกลางคืน ระวังภัยเงียบที่ซ่อนอยู่