ภูมิรัฐศาสตร์น้ำ ในหลังคาโลกกำลังสุ่มเสี่ยง ‘โลกร้อน’ คือชนวนตัวใหม่รอวันระเบิด
บทความพิเศษ | พาราตีรีตีส
ภูมิรัฐศาสตร์น้ำ
ในหลังคาโลกกำลังสุ่มเสี่ยง
‘โลกร้อน’ คือชนวนตัวใหม่รอวันระเบิด
เหตุธารน้ำแข็งถล่มจนเกิดมวลน้ำหลากไหลถล่มพื้นที่รอยต่อระหว่างทิเบต-เนปาล เมื่อช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา กลายเป็นภัยพิบัติที่สร้างความน่ากลัวจนติดตาคนทั้งโลก ภาพจากกล้องวงจรปิดได้ฉายมวลน้ำถล่มด่านศุลกากรกีรุ่งจนราพณาสูร คร่าชีวิตผู้คนฝั่งเนปาลสูงกว่า 1,300 ราย และสูญหายอีกหลายพันคน
นี่คือสัญญาณเตือนจากโลกถึงภาวะโลกเดือดเป็นเรื่องที่ไม่สามารถมองข้ามได้อีกต่อไป และยิ่งชัดไปอีก เมื่อวันที่ 2 กันยายน โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นอีพี) ประกาศยอมรับว่า โลกไม่สามารถรักษาระดับอุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียสได้อีกต่อไป และจะทะลุเกินอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
ทำให้ทุกฝ่ายต้องเฝ้าจับตาพื้นที่หลังคาโลก ที่ถูกเรียกว่า “ขั้วโลกที่ 3” เริ่มน่ากังวลไม่แพ้แผ่นน้ำแข็งในขั้วโลกเหนือและใต้ และอาจกล่าวได้ว่าเป็น “ระเบิดเวลา” โลกร้อนที่มนุษยชาติต้องลุ้นว่า
ที่ต่อไปที่จะเกิดขึ้นคือที่ไหน?
“หลังคาโลก” นอกจากเป็นสถานที่ที่มีคนมาท้าทายเพื่อไต่ให้ถึงยอดสูงสุดอย่างเอเวอเรสต์ ยังเป็นต้นกำเนิดแหล่งน้ำจืดสำคัญอีกแห่งของโลกให้กับมนุษย์กว่า 1,400 ล้านชีวิตที่ต้องพึ่งพา โดยปัจจุบันต้นน้ำสำคัญบนหลังคาโลกอยู่ในพื้นที่เขตปกครองตนเองทิเบตที่ถูกรัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนใช้กำลังเข้าผนวกยึดครองตั้งแต่ปี 1950
นับตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา รัฐบาลจีนเร่งดำเนินโครงการเกี่ยวข้องกับน้ำและพลังงานจากน้ำบนแม่น้ำหลายสายที่ทอดจากภูเขาลูกต่างๆ ในพื้นที่หลังคาโลกเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีความสำคัญระดับยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคงของชาติ ด้วยการเร่งสร้างอ่างเก็บน้ำและ “เขื่อนขั้นบันได” (Cascade Dams) ขนาดยักษ์ตามลำน้ำยุทธศาสตร์นับสิบแห่งบนที่ราบสูงทิเบต โดยรัฐบาลปักกิ่งประกาศว่าเป็นชัยชนะทางวิศวกรรมมนุษย์ในการควบคุมธรรมชาติและสร้างพลังงานสะอาด
ทว่า ในยุคที่ “โลกร้อน” ทะลุขีดจำกัด และเหตุแผ่นดินไหวที่เกิดการสั่นมากผิดปกติในปีนี้ โครงสร้างคอนกรีตเหล่านี้กำลังกลายเป็น “ปัจจัยเสี่ยงประดิษฐ์” (Man-made Risk Factor) ที่ซ้ำเติมภัยธรรมชาติให้พร้อมระเบิดได้ทุกเมื่อ
หากถามว่า จุดไหนบนหลังคาโลกที่เปราะบางและส่งผลกระทบต่อไทยกับภูมิภาคอาเซียนมากที่สุด?
คำตอบพุ่งตรงไปที่ “เทือกเขาถังกู่หล่า” (Tanggula Mountains) แหล่งกำเนิดต้นน้ำของแม่น้ำล้านช้าง-แม่โขง
เทือกเขาถังกู่หล่า (Tanggula Mountains) และบริเวณเทือกเขาต่อเนื่องในมณฑลชิงไห่-ทิเบต เป็นหลังคาโลกที่เป็นแหล่งกำเนิดของแม่น้ำสายใหญ่ถึง 2 สาย สายแรกคือ แม่น้ำล้านช้าง-แม่โขง ซึ่งมีต้นน้ำจากธารน้ำทางตะวันออกเฉียงเหนือที่ระดับความสูงกว่า 5,200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล สายน้ำไหลลงทางใต้ผ่านมณฑลยูนนานของจีน ก่อนเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านเมียนมา ลาว ไทย กัมพูชา และไปสิ้นสุดที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำในเวียดนาม ไหลลงสู่ทะเลจีนใต้ รวมระยะทางไกลเกือบ 5,000 กิโลเมตร
แม่น้ำสายที่สองซึ่งยิ่งใหญ่ไม่แพ้กันคือ แม่น้ำแยงซี เส้นเลือดใหญ่อันดับหนึ่งของจีน ซึ่งมีต้นกำเนิดโดยตรงจากธารน้ำแข็งเจียงเกินตี บนยอดเขาเกอลาตังตู้ ยอดเขาที่สูงที่สุดของเทือกเขาถังกู่หล่า
แต่ธารน้ำต้นกำเนิดที่เป็นหัวใจเลี้ยงชีวิตชาวเอเชียและอุษาคเนย์เหล่านี้กำลังเผชิญภัยคุกคามจากภาวะโลกร้อนอย่างหนัก ผลการศึกษาในปี 2562 ที่ติดตามการเปลี่ยนแปลงของธารน้ำแข็งตั้งแต่ปี 1969-2015 ชี้ตัวเลขที่น่ากังวลว่า ตลอด 46 ปี เทือกเขาถังกู่หล่าสูญเสียพื้นที่ธารน้ำแข็งไปถึง 524.8 ตารางกิโลเมตร และคิดเป็นปริมาตรน้ำแข็งที่ละลายสูญสิ้นไปกว่า 37 ลูกบาศก์กิโลเมตร
โดยมีปัจจัยหลักมาจากอุณหภูมิที่อบอ้าวขึ้นเฉลี่ย 0.38 องศาเซลเซียส ในทุกๆ ทศวรรษ
จากสภาวะดังกล่าว ข้อสังเกตที่ว่าเทือกเขาถังกู่หล่ามีโอกาสเกิดอุทกภัยจากน้ำทะเลสาบธารน้ำแข็งทะลัก (Glacial Lake Outburst Flood – GLOF) มากน้อยแค่ไหน?
คำตอบคือ “มีสูงและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง” เนื่องจากคันกั้นตะกอนธารน้ำแข็งตามธรรมชาติเริ่มละลายและทรุดตัว
ผลลัพธ์คือมวลน้ำมหาศาลจากระดับความสูงกว่า 5,000 เมตร เสี่ยงที่จะไหลบ่าลงตามลำน้ำสาขาเข้าสู่แม่น้ำสายหลัก
หากเกิดการทะลักครั้งใหญ่ อาจสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อเขื่อนกักเก็บน้ำตามลำน้ำโขง
และในกรณีเลวร้ายที่สุด (Worst-case scenario) หากมวลน้ำทะลักล้นหรือส่งผลกระทบต่อโครงสร้างเขื่อน มวลน้ำที่ไหลลงสู่พื้นที่สโลปต่ำทางเหนือของอุษาคเนย์ก็จะสร้างอุทกภัยฉับพลันตามร่องเขาอย่างรุนแรง
นอกจากนี้ อีกปัจจัยที่ยังไม่ซ้ำเติมแต่ก็ประมาทไม่ได้คือ “แผ่นดินไหว” เนื่องจากเทือกเขาถังกู่หล่าเกิดจากการชนและมุดตัวของแผ่นทวีปอินเดียใต้แผ่นทวีปยูเรเชีย ซึ่งดันให้ที่ราบสูงทิเบตยกตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ในทางธรณีวิทยา พื้นที่นี้จึงยังไม่เสถียรและเกิดการสะสมพลังงานใต้เปลือกโลกอยู่ตลอดเวลา แม้การเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ที่จะมาพังคันกั้นน้ำพอดีอาจเป็นเหตุการณ์ที่มีความถี่ต่ำ แต่หากเกิดขึ้นร่วมกับสภาวะธารน้ำแข็งเปราะบาง ก็พร้อมจะเปลี่ยนให้กลายเป็นมหันตภัยทางธรรมชาติได้ทันที
ดังนั้น จึงไม่สามารถด่วนสรุปได้ว่า ไทยและอุษาคเนย์จะรอดจากอุทกภัยนี้ไปได้
ส่วนตัวการสำคัญที่ทำให้โลกเดือดขึ้นทุกวัน ก็คือการเร่งปล่อยมลพิษปริมาณมหาศาลของมนุษยชาติเอง โดยเฉพาะชาติอุตสาหกรรมทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่
ตามข้อมูลของ Our World Data กล่าวได้ว่า ชาติตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐและยุโรป สะสมระดับการปล่อยก๊าซคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศเพิ่มอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปฏิวัติอุตสาหกรรม
แต่แล้วในปี 2000 จีนได้ขึ้นเป็นอันดับ 3 ของโลกที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนและเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ จนในปี 2567 มียอดสะสมการปล่อยอยู่ที่ 2.85 แสนล้านตัน คิดเป็นสัดส่วน 14-15% ของปริมาณสะสมที่ปล่อยไป ส่วนสหรัฐมีสัดส่วน 25% ของทั้งหมด
แต่กรณีของจีนกลายเป็นความย้อนแย้งที่น่าเจ็บปวด คือยิ่งจีนเร่งอัตราการเติบโตที่มีสิทธิ์แซงหน้าสหรัฐเรื่อยๆ กลับยิ่งได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนโดยเฉพาะภัยพิบัติสุดขั้วมากที่สุดเป็นการแลกเปลี่ยน และยิ่งครองพื้นที่อ่อนไหวอย่างหลังคาโลกที่เป็นหอส่งน้ำแห่งเอเชียให้กว่าพันล้านชีวิตที่ต้องใช้ดำรงชีพ
ความรับผิดชอบต่อเพื่อนร่วมโลกอาจต้องมาก่อนความยิ่งใหญ่ของชาติ
เพื่อการรักษาสมดุลและความมั่นคงทางน้ำจืด สิ่งที่จีนต้องแบกรับเพิ่มไปอีกคือ ต้นทุนของการรับผิดชอบด้านระบบนิเวศที่ไม่ได้จบลงเพียงแค่การเยียวยาภัยพิบัติภายในประเทศตนเอง
แต่รวมถึงความกระอักกระอ่วนทางภูมิรัฐศาสตร์กับมิตรประเทศท้ายน้ำในเอเชียใต้และอุษาคเนย์
ในฐานะเจ้าของพื้นที่ต้นน้ำ จีนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ใช้ทรัพยากรเพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ” มาเป็น “ผู้ปกป้องระบบนิเวศระดับภาคพื้นทวีป” และผู้เฝ้าระวังเตือนภัยล่วงหน้าให้กับประเทศท้ายน้ำ
ซึ่งข้อมูลต้องรวดเร็ว แม่นยำ ทันท่วงที และไม่มีการปกปิดเนื้อหาส่วนสำคัญ เพื่อให้ประเทศท้ายน้ำสามารถรับมือหายนะได้อย่างรวดเร็วและถูกวิธี
การละลายของธารน้ำแข็งถังกู่หล่าและการเพิ่มขึ้นของความเสี่ยง GLOF จึงไม่ใช่แค่เรื่องราวของก้อนน้ำแข็งที่หายไปบนยอดเขาสูงกว่า 5,000 เมตร
แต่ยังเป็นเรื่องของ “ผลกระทบทางภูมิอากาศที่เสียไปบนหลังคาโลก” สามารถส่งแรงกระเพื่อมให้กับหลายที่ รวมถึงสายน้ำล้านช้าง-แม่โขง ที่จะกระทบต่อวิถีชีวิต ชุมชน และโครงสร้างพื้นฐานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
และนั่นคือโจทย์ใหญ่ที่ไม่มีชาติใด ไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็ก สามารถนั่งมองดูอยู่เฉยๆ ได้อีกต่อไป
