My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง
พระสารสาสน์พลขันธ์
กับ ‘ชีวประวัติของชาติในสายตาของฉัน’ (32)
ประวัติศาสตร์นิพนธ์ไทยฉบับพระสารสาสน์ฯ
น่าฉงนมากที่ “My Country Thailand” ประวัติศาสตร์นิพนธ์ไทยของพระสารสาสน์ฯ ที่เขียนวิพากษ์วิจารณ์ชนชั้นปกครองตลอดประวัติศาสตร์ไทยชิ้นนี้สาบสูญจากสารบบการอ้างอิงจากนักวิชาการประวัติศาสตร์ไทยทั้งในและนอกประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักประวัติศาสตร์สายวิพากษ์หรือสายมาร์กซิสต์
นอกจากอดีตศิษย์พระสารสาสน์ฯ คนหนึ่งคือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ที่นำงานของเขาไปอ้างอิงในการเขียนประวัติศาสตร์นิพนธ์ชนชั้นปกครองเรื่องเจ้าชีวิต อย่างไรก็ตาม การอ้างอิงก็เป็นเพียงการเขียนพาดพิงถึงในลักษณะที่เปิดโอกาสให้งานเขียนประวัติศาสตร์ของพระสารสาสน์ฯ เชิงวิพากษ์เข้ามาสร้างความน่าเชื่อถือในประวัติศาสตร์นิพนธ์ของตนเองเท่านั้น
หนังสือเล่มนี้ถูกนำเสนอสู่สังคมอีกครั้งในปี 2493 หลังเขาพ้นข้อกล่าวหาอาชญากรสงครามแล้ว ซึ่งห่างจากการพิมพ์ครั้งแรกเกือบ 10 ปี ในการพิมพ์ครั้งนี้ได้มีการตัดทอนเนื้อหาส่วนภาคผนวกซึ่งหมายถึงการตัดส่วนที่เขียนเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ออกไป
ทั้งนี้ ในคำนำในการพิมพ์ครั้งที่สอง เขาได้ให้ร่องรอยของเหตุผลที่มีการตัดทอนบางส่วนลงว่า ในการเขียนฉบับเดิมเป็นการเขียนที่มีน้ำเสียงไปในทางตลกคะนอง (levity) และการลดขนาดลงนั้นมิได้ทำให้อรรถรสลดน้อยลง และภาคผนวกทั้งหมดที่เคยมีในการพิมพ์ครั้งแรกจะจัดพิมพ์ออกมาในภาคสอง แต่ปรากฏว่าตั้งแต่การพิมพ์ครั้งที่ 2-6 นั้น ยังไม่พบเล่มภาคสองเลย ถึงแม้ว่า เขาจะย้ำว่าการพิมพ์ครั้งที่สองนี้มิได้มีการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญไปจากการพิมพ์ครั้งแรก อย่างไรก็ตาม ภาคผนวกที่เขียนถึงรัชกาลที่ 7 ถูกตัดออกไปจากการพิมพ์ทุกครั้ง


สําหรับการเขียนถึงสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลนั้น เขาเห็นว่า ยุวกษัตริย์พระองค์นี้เป็นพระโอรสของพระเจ้าน้องยาเธอฯ กรมขุนสงขลานครินทร์ ผู้เป็นประชาธิปไตยประหนึ่งประธานาธิบดีลินคอล์น กษัตริย์พระองค์โตเสมือนลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น (a chip off old block) เขาเห็นว่าการสวรรคตของพระองค์นั้น “มิใช่อุบัติเหตุและมิใช่การปลงพระชนม์เอง” (Phra Sarasas, 1960, 159)
สำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชนั้น เขาเห็นว่า พระองค์สมควรแก่การชื่นชมประหนึ่งความเป็นบัณฑิตย่อมถูกชมชื่น ความกล้าหาญของนักรบย่อมถูกยกย่อง (Phra Sarasas, 1960, 164) โดยทั่วไปแล้วในช่วงเวลาแห่งรัชสมัยทั้งสองนั้น เขาบันทึกว่าเป็นช่วงเวลาที่เขายังอยู่ระหว่างการเร่ร่อนเป็นคนจรหมอนหมิ่นอยู่ในทั้งสองรัชกาล


ในช่วงเวลา 2503 เขาได้ผลิตผลงานเรื่อง Outlaws against Outlawries (Phra Sarasas, 1960) ขึ้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับตำรวจกับผู้ร้าย เนื้อหาภายในเป็นเรื่องราวมิอาจตัดสินได้ว่าใครกันแน่คือคนดีและคนชั่ว หรือขโมยกับขมาย ดูราวกับว่าเรื่องดังกล่าวเขาเขียนขึ้นเพื่อบอกว่า ในโลกทางการเมืองนั้นยากที่จะแบ่งแยกระหว่างความดีกับความชั่วได้ ประหนึ่งกับชีวิตของเขาที่กลับกลายมาเป็นอาชญากรสงครามและไม่มีใครเหลียวแลเขาอีกต่อไป ดังปรากฏในคำนำที่เขาเขียนว่า “Let me pride myself for being the first Thai in various kinds of ventures, good and bad…”
อย่างไรก็ตาม ใน My Country Thailand ฉบับพิมพ์ครั้งสุดท้าย (2503) เขายังคงวิพากษ์วิจารณ์จอมพล ป.ต่อไป เขาเห็นด้วยกับการรัฐประหารรัฐบาลจอมพล ป.โดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อ พ.ศ.2500 และเขาดูกระปรี้กระเปร่าอย่างมากต่อรัฐบาลใหม่ เขาได้เรียกขานรัฐบาลใหม่ว่าเป็นรัฐบาลที่ “บริสุทธิ์ผุดผ่อง” เป็นไปได้หรือว่านี่คือความพยายามกลับเข้ามามีส่วนในรัฐบาลใหม่ของเขาอีกครั้งซึ่งในขณะนั้น เขามีอายุ 70 แล้ว หรือไม่ก็อาจผ่าน ร.อ.สมหวัง บุตรชายของเขาซึ่งมีบทบาทในการรัฐประหาร (2500) ครั้งนั้นด้วย
“555” กับ My Country Thailand
: “ชีวประวัติของชาติในสายตาของฉัน”
ในการจัดแบ่งลำดับเวลาทางประวัติศาสตร์ไทยในหนังสือเล่มนี้นั้น พระสารสาสน์ฯ ได้เปิดพื้นที่บนหน้าประวัติศาสตร์ไทยให้กับการบันทึกเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองที่ล้มเหลวเมื่อ ร.ศ.130 (2454) เขาเรียกเหตุการณ์นั้นว่า “การปฏิวัติประชาธิปไตยครั้งแรก” และเขาเรียกการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ 2475 ว่าการปฏิวัติประชาธิปไตยครั้งที่สอง
เขาเห็นว่า หลังจากปี 2477 รัฐบาลกลายเป็นเผด็จการ (Phra Sarasas, 1942, 216) อันเป็นช่วงที่เขาต้องลี้ภัยทางการเมืองจากไทยไปญี่ปุ่น เขาก็ยุติการเขียนประวัติศาสตร์นิพนธ์ทางการเมืองไทยไว้ที่เวลานั้น แม้ว่าภายหลังจะมีการพิมพ์อีกหลายครั้ง แต่เขาก็แทบไม่เพิ่มเติมอะไรที่เป็นนัยสำคัญอีก นอกจากบันทึกความเห็นของเขาที่มีต่อพระมหากษัตริย์ในสองรัชกาลและการรัฐประหารรัฐบาลจอมพล ป. โดยจอมพลสฤษดิ์ (2500) อีกเล็กน้อย ดังที่ได้กล่าวไปข้างต้น
ในสายตาของพระสารสาสน์ฯ แล้ว ประวัติศาสตร์ของชนชาติไทยได้รับผลในทางร้ายจากวัฒนธรรม ความคิด ความเชื่อของชนชั้นสูงที่สร้างและนำเข้ามา เขาได้วิพากษ์วิจารณ์ประวัติศาสตร์ไทยในเชิงวัฒนธรรมและสังคมไว้หลายประเด็น เช่น
ด้านอารยธรรมไทยนั้น เขาเห็นว่า รากเหง้าของอารยธรรมไทยอยู่ที่ถิ่นฐานดั้งเดิมของชนชาติไทยที่ดินแดนจีน ต่อมาในสมัยโบราณอารยธรรมเขมรและอินดูมีอิทธิพลต่อไทยมากขึ้น ท้ายที่สุด ชนชั้นปกครองสมัยกรุงเทพฯ ได้นำเข้าวัฒนธรรมและการแต่งกายแบบยุโรปปนไทยซึ่งเป็นแบบที่ชนชั้นสูงนิยมชมชื่น เป็นการผสมผสานอารยธรรมที่แปลกหูแปลกตาเข้ากับของเดิมจนกลายมาเป็นสาระสำคัญแห่งยุคที่วัฒนธรรมการแต่งกายของชนชั้นสูงประหนึ่งหัวมังกุท้ายมังกร
แต่เมื่อเกิดการปฏิวัติ 2475 ที่สรรค์สร้างระบอบใหม่ทำให้บรรดาวัฒนธรรมหัวมังกุท้ายมังกรที่ชนชั้นปกครองได้สร้างขึ้นได้มลายหายสิ้นไป ก้าวไปสู่การปฏิวัติการแต่งกายที่เป็นสากลนิยม เขาเห็นว่า “ที่ผ่านมาชนชั้นสูงได้นำอารยธรรมไปผิดทางจนกระทั่งลืมรากเหง้าของอารยธรรมแห่งตน” (Phra Sarasas, 1942, 168-169)
นอกจากนี้ “ชนชั้นสูงยังเป็นผู้ที่นำเข้าวัฒนธรรมยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคลิกปากว่าตาขยิบของชาวอังกฤษ จนกระทั่งกลายมาเป็นบุคลิกแห่งชาติไทยอันกลับกลอกที่บอกว่า ใช่ แต่หมายความว่า ไม่” เขาเห็นว่าลักษณะบุคลิกคนไทยในสายตาชาวยุโรปที่มองว่าคนไทยเกียจคร้าน ไม่แยแสโลก เป็นบุคลิกแห่งความเสื่อมทรามแห่งชนชาติไทย อันมีผลมาจากความเสื่อมโทรมของจิตวิญญาณและความไร้แก่นสารของชนชั้นปกครอง ตลอดจนความอ่อนแอของระบอบเก่า ชนชั้นปกครองต้องเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องนี้ (Phra Sarasas, 1942, 170)
ด้านการศึกษาของชาตินั้น เขาเห็นว่า การศึกษาก่อนรัชกาลที่ 4 เป็นไปในลักษณะคล้ายยุคกลางที่การศึกษาถูกผูกขาดโดยวัด แม้ว่าสยามมีการเริ่มจัดการการศึกษาสมัยใหม่โดยรัฐขึ้นในรัชกาลที่ 5 แต่เป็นความผิดพลาดอย่างมากที่เข้าใจว่าการศึกษาเป็นหน้าที่ของรัฐเท่านั้น
เขาเห็นว่า อารยประเทศ เช่น อังกฤษ และสหรัฐ การศึกษาในระดับต่างๆ ทั้งโรงเรียนและมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ถูกจัดโดยเอกชน เขายกตัวอย่างมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด เคมบริดจ์ ลอนดอน ฮาร์วาร์ด เยล และคอร์เนลล์ ตลอดจนโรงเรียนเอกชนทั้งหลาย เขาเห็นว่า เกิดจากความเป็นปัจเจกนิยมและหลักปล่อยเสรีนั้นก่อให้เกิดการศึกษาหลากหลายรูปแบบ ในขณะที่การศึกษาของสยามแทบไม่ถูกริเริ่มโดยเอกชนเลย และเห็นว่าหากสยามรับเทคนิคการผลิตสมัยใหม่แล้ว เราควรรับเอาจิตวิญญาณสมัยใหม่มาด้วย
ในช่วงท้ายแห่งชีวิต หลังไม่ประสบความสำเร็จในการกลับมามีอำนาจทางการเมืองอีก แม้ว่าเขาพยายามในหลายวิธีการแล้วก็ตาม เขาได้บันทึกความรู้สึกของเขาในบั้นปลายไว้ในคำนำของการพิมพ์เมื่อ 2499 ว่า “คนในรุ่นของข้าพเจ้ามองไม่เห็นภาพเบื้องหน้าได้ ผู้นำของเราก็ทำเรื่องไม่ดีไม่งามอันทำให้ข้าพเจ้าผิดบาป สำหรับวัยวุฒิของประชาชาติไทยนั้น ประเทศของเราก็แก่เสียตั้งแต่ยังไม่หนุ่ม”
อย่างไรก็ตาม หากสังเกตการเลือกที่จะมีบทบาทของเขาในการนำเสนอหรือทิ้งร่องรอยเอาไว้ในงานเขียน เขามักลงวันที่เกี่ยวข้องกับการปฏิวัติ 2475 และการปฏิวัติฝรั่งเศสเสมอ ดูประหนึ่งว่าเขามีความผูกพันกับการปฏิวัติสยามและบ่อเกิดแห่งการปฏิวัติอย่างฝรั่งเศสมาก
ในท้ายที่สุด เขาก็เลือกเดินทางไปยุติบทบาท “นักปฏิวัติ” ของเขาอย่างสิ้นเชิงที่ปารีส
