bg-single

50 ปี 6 ตุลา (3) 2520 – ปีแห่งการรัฐประหาร

23.09.2026

ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข

50 ปี 6 ตุลา (3)

2520 – ปีแห่งการรัฐประหาร

“ทหารเรากินข้าวกระทะเดียวกันมา จะหักหลังกันไม่ได้ ฆ่ากันก็ไม่ได้”

คำกล่าวของ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ กับ พ.ท.สนั่น ขจรประศาสน์

ล้วนเป็นผมลิขิตชีวิตเอง (2545)

เรื่องราวของการรัฐประหารและความพยายามในการก่อการที่เกิดขึ้นมากกว่า 1 ครั้งในปี 2520 เป็นประเด็นที่น่าสนใจอย่างมากในทางการเมือง โดยเฉพาะในบริบทของความสัมพันธ์ระหว่างทหารกับการเมือง แม้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะผ่านเลยไปนานไม่ต่างจากเหตุความรุนแรงในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ที่เดินทางมาครบรอบ 50 ปีแล้วก็ตาม

การนำเอาเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นประเด็น เนื่องจากหลายคนอาจจะนึกไม่ถึงว่า ความขัดแย้งระหว่างกองทัพกับรัฐบาลเผด็จการพลเรือนที่ขึ้นสู่อำนาจจากเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ นั้น มีสูงมาก… สูงมากจนกลายเป็นความขัดแย้งหลักในโครงสร้างอำนาจรัฐขณะนั้น และนำไปสู่การตัดสินใจของผู้นำทหารในการล้มรัฐบาล ซึ่งแทบจะดูเหมือนกับอาการ “เล่นผิดบท” ของการเมืองยุครัฐประหาร

สำหรับใครในยุคหลังที่คิดว่า กองทัพกับรัฐบาลปี 2519 เป็นเนื้อเดียวกันแล้ว อาจจะต้องคิดทบทวนใหม่ เพราะต้องเปรียบด้วยสำนวนการเมืองของยุคนั้นว่า กองทัพไม่ได้ยอมเป็น “เปลือกหอย” เพื่อที่จะทำหน้าที่ “คุ้มครอง” รัฐบาลที่ถูกเปรียบว่า เป็นดัง “เนื้อหอย” และที่ต้องเปรียบเปรยเช่นนี้ เพราะรัฐบาล 6 ตุลาฯ ถูกเรียกว่าเป็น “รัฐบาลหอย”

กระสุนนัดเดียวกับนก 2 ตัว

หากย้อนกลับไปดูการเมืองในช่วงหลังจากการรัฐประหารในค่ำของวันที่ 6 ตุลาคม 2519 แล้ว เราอาจต้องยอมรับว่า การเมืองในช่วงเวลาดังกล่าวมีความผันผวนอย่างมาก และเป็นดังข้อสังเกตทางรัฐศาสตร์ที่ว่า ความผันผวนที่สำคัญภายในโครงสร้างอำนาจนั้น มักจะไม่ค่อยปรากฏในสื่อ จนกว่าความขัดแย้งดังกล่าวจะกลายเป็นการแตกหักของ 2 คู่ขัดแย้ง

สภาวะความผันผวนเช่นนี้ เกี่ยวโยงกับปัจจัยสำคัญ 2 ประการคือ การเมืองและความมั่นคงไทยหลัง 6 ตุลาฯ อยู่ในท่ามกลางสถานการณ์สงครามคอมมิวนิสต์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น และการขยายตัวของสงครามยังเป็นผลโดยตรงจากเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ที่ผลักดันคนรุ่นใหม่ให้เข้าร่วมการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

อีกส่วนคือการขยายบทบาทของกลุ่มทหารระดับกลาง หรือที่เรียกกันว่า “กลุ่มยังเติร์ก” อันเป็นปรากฏการณ์ใหม่ เพราะแต่เดิมเรื่องราวของ “ทหารกับการเมือง” ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยเป็นกิจกรรมของนายทหารระดับสูง หรือที่กล่าวว่าเป็นเรื่องของบรรดา “ท่านนายพล” ทั้งหลาย โดยเฉพาะนายทหารชั้นนายพลจากกองทัพบก

แต่ในช่วงเวลาดังกล่าว เวที “ทหารกับการเมือง” เปิดให้นายทหารระดับกลาง โดยเฉพาะนายทหารในระดับคุมกำลัง เช่น ผู้บังคับการกรม ผู้บังคับกองพัน เข้ามามีบทบาทมากขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน หรืออาจกล่าวเชิงเปรียบเทียบได้ว่า การเมืองไม่ได้ผูกขาดอยู่กับผู้บังคับกองพล หรือแม่ทัพภาคอีกต่อไป กล่าวคือ การเมืองในกองทัพไหลลงมาสู่ระดับล่างมากขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

แน่นอนว่า เรื่องราวความเปลี่ยนแปลงทั้ง 2 ประการนี้เกี่ยวโยงกลับมาที่พวกเราในคดี 6 ตุลาฯ โดยตรง เพราะแม้กรณี 6 ตุลาฯ จะเป็นประเด็นความขัดแย้งที่เกิดจากความกลัวทางการเมืองของกลุ่มการเมืองปีกขวาจัด ด้วยการเปิดปฏิบัติการล้อมปราบ จนเป็นหน้าประวัติศาสตร์ที่นองเลือดที่สุดของการเมืองไทยยุคใหม่ ทั้งยังเป็นภาพสะท้อนที่สำคัญของปัญหาความรุนแรงในกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยของไทย

แม้การล้อมปราบในวันนั้นอาจจะดูเหมือนเป็นความสำเร็จที่สำคัญในการจัดการกับ “ขบวนปีกซ้าย” ที่มีนิสิตนักศึกษาเป็นดังตัวแทนหลัก หรืออาจจะเรียกว่าเป็นการ “กวาด” ปีกซ้ายให้หลุดออกไปจากเวทีการเมืองไทย และจบลงในค่ำวันนั้นด้วยการรัฐประหาร อีกทั้งยังมีความหมายถึงการปิดประตูสำหรับ “การเมืองบนถนน” ที่เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของการเมืองในยุคหลัง 14 ตุลาฯ

ดังนั้น ความสำเร็จของการรัฐประหารในค่ำของวันที่ 6 ตุลาฯ ก็ยังมีนัยของความสำเร็จอีกส่วนในการจัดการกับ “กลุ่มอำนาจอีกส่วน” ที่อยู่ร่วมกันในโครงสร้างอำนาจ ให้ต้องออกไปจากเวทีการเมืองด้วย และดังที่ทราบ กลุ่มนี้เป็น “ทหาร” ไม่ใช่ขบวนการทางสังคมที่มีทิศทาง “เอียงซ้าย” ซึ่งขบวนการทางสังคมในแบบของ “ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย” นั้น มิได้มีสถานะของการเป็น “กองกำลังติดอาวุธ” (armed group) ในแบบขบวนการ “กองโจรในเมือง” เช่นในตัวแบบของการเมืองตะวันตก หรือในลาตินอเมริกา

ถ้าจะว่าไปแล้ว รัฐประหารในค่ำคืนที่ 6 เป็นดังสุภาษิตไทยที่ว่า “ยิงกระสุนนัดเดียว ได้นก 2 ตัว” ไม่เพียงกวาดล้างนักศึกษาเท่านั้น หากยังกวาดทหารอีกกลุ่มที่มีสถานะเป็น “ฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง” ในโครงสร้างอำนาจให้หลุดออกไปพร้อมกันด้วย ซึ่งต้องถือว่าการกระทำในครั้งนั้นเป็นความสำเร็จทางการเมืองที่สำคัญในการจัดการ “ฝ่ายตรงข้าม” ทั้งหมดของกลุ่มที่ยึดอำนาจในค่ำวันนั้น

ผมมักจะคิดเล่นๆ อยู่เสมอว่า ถ้ากลุ่มทหารอีกฝ่ายประสบความสำเร็จในการยึดอำนาจในครั้งนั้นได้ในวันนั้นจริงแล้ว หน้าตาของการเมืองไทยในยุคหลัง 6 ตุลาฯ จะอยู่ในรูปแบบใด

กติกาของผู้ถืออาวุธ

แต่ดังที่เรามักจะกล่าวกันเสมอว่า ความขัดแย้งของผู้ถืออาวุธจะถูกตัดสินด้วยอาวุธ เพราะไม่มีทางเป็นอื่น นอกจากใช้กำลังเป็นเครื่องมือในการชี้ขาดว่าใครจะเป็นผู้ชนะ

ดังนั้น ในอีก 6 เดือนถัดมา กำลังจากหน่วยทหารของกองพลทหารราบที่ 9 จากกาญจนบุรี ก็เคลื่อนพลข้ามสะพานพระปิ่นเกล้าเข้าสู่ใจกลางพระนคร ขาดแต่เพียงหน่วยทหารจากกรุงเทพฯ ที่ “สัญญา” กันแล้วว่าจะมารอรับ เมื่อกำลังจากต่างจังหวัดเคลื่อนเข้าตัวเมืองหลวง

สภาวะ “ไม่มาตามนัด” ของทหารกรุงเทพฯ นั้น ตอบได้ทันทีถึงความล้มเหลวของการรัฐประหารที่เกิดขึ้นในวันที่ 26 มีนาคม 2519 อีกทั้งยังตอบอย่างชัดเจนอีกด้วยว่า ชะตากรรมของคณะนายทหารชุดนี้ เสมือนกำลัง “แขวนชีวิต” ของตนเองไว้บนเส้นด้ายบางๆ ที่คาดเดาไม่ได้ ความพ่ายแพ้ในการรัฐประหารสำหรับนายทหารที่เขาร่วมก่อการแล้ว ถ้ารอดชีวิตได้ก็อาจจบลงด้วยการถูก “ถอดเครื่องแบบ” และยุติชีวิตทหาร

เมื่อผู้นำก่อการถูกพิพากษาด้วยการตัดสินยิงเป้าแล้ว กำลังพลที่เหลือก็ถูกส่งเข้ามาใช้ชีวิตร่วมกับเราในแดนพิเศษบางขวาง… พวกเราชาว 6 ตุลาฯ ดูจะมีภาษีมากกว่าสักนิด เพราะเสมือนเราเป็น “นักศึกษารุ่น 1” ของมหาวิทยาลัยบางขวาง ซึ่งต้องถือเป็น “รุ่นพี่” ตามพรรษา

ส่วนพี่ๆ ทหารเป็น “นักศึกษารุ่น 2” (555) และหนึ่งในนั้นคือ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ซึ่งในเวลาต่อมาได้กลายเป็นตัวละครสำคัญคนหนึ่งของการเมืองไทย

อย่างไรก็ตาม นักโทษการเมืองคนสำคัญในอดีตล้วนเดินทางเข้า “มหาวิทยาลัยบางขวาง” ทั้งสิ้น แต่ในยุคหลัง 14 ตุลาฯ นั้น มีเพียง 2 รุ่นเท่านั้น และหลังจากนี้ก็ไม่ได้รับนักศึกษาใหม่อีก… กล่าวกันในยุคก่อนว่า ถ้าเป็นนักโทษการเมืองแล้ว ก็จะต้องผ่านบางขวางเช่นที่ปรากฏเป็นบันทึกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

ในขณะที่พี่ๆ “ทหาร 26 มีนาฯ” ต้องใช้ชีวิตร่วมกับบรรดาผู้นำนักศึกษาและนักแสดงละครจากกรณี 6 ตุลาฯ นั้น การเมืองนอกรั้วบางขวางดูจะมีความผันผวนเป็นอย่างยิ่ง ดังที่กล่าวแล้ว ใครจะนึกว่าเพียงเวลาคล้อยหลังจากเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เพียงไม่กี่เดือน ร่องรอยของความขัดแย้งก็เริ่มปรากฏให้เห็น

ข่าวสารทางการเมืองไหลเข้ามาสู่บรรดาพี่ในคุกอย่างน่าสนใจ เสียดายที่ผมยังไม่มี “จิตวิญญาณนักวิจัย” อย่างเต็มที่ มิฉะนั้นคงได้บันทึกการเมืองไทยสักเล่ม กระนั้น ก็มีโอกาสได้รับทราบถึงความขัดแย้งระหว่างกองทัพกับรัฐบาลพลเรือนหลัง 6 ตุลาฯ ที่มีปัญหามากขึ้น ซึ่งผมเองยังไม่แตกฉานทางการเมืองมาก แต่ก็พอได้รับรู้จากข้อมูลว่า เริ่มชักมี “อาการหนัก” ขึ้นแล้ว

ดังนั้น จึงแทบไม่น่าเชื่อเลยว่า เพียงแค่ความสำเร็จของรัฐประหารในคืนวันที่ 6 ผ่านไปไม่นานนัก ความขัดแย้งในปีกอำนาจรัฐจะทวีความรุนแรงขึ้น และเริ่มเห็นถึง “รอยร้าวทางการเมือง” ที่ชัดเจน… คำถามง่ายๆ ในทางการเมืองก็คือ แล้วรัฐบาลพลเรือนจะอยู่อย่างไรกับสภาวะของคลื่นลมจากกองทัพเช่นนี้ เพราะเห็นชัดว่า “ลมทหาร” ทำท่าจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

วัน ว. เวลา น.

คําตอบเริ่มเห็นความผิดปกติในต้นเดือนมิถุนายน 2520 ผมรับทราบจากพวกพี่ๆ ว่า มีรถถังชุดหนึ่งออกมา (อยากขอใช้คำว่า “วิ่งเล่น”) ในพื้นที่ใจกลางกรุงเทพฯ แล้วก็วิ่งกลับกรม (555!)… เป็นอะไรที่เราไม่เคยเห็นแน่นอน แต่ก็ไม่มีการประกาศยึดอำนาจ เป็นแค่การแสดงพลังของฝ่ายทหารด้วยสัญญาณที่ชัดเจน

ถ้าวิเคราะห์อย่างนักเรียนรัฐศาสตร์ ก็เป็นคำตอบในตัวเองว่า อายุของรัฐบาลพลเรือน 6 ตุลาฯ เริ่มนับถอยหลังจริงๆ แล้ว… เทศกาล “countdown” สำหรับรัฐบาลขวาจัดเริ่มต้นขึ้นแล้ว เพราะสัญญาณจากฝ่ายทหารมีความชัดเจนที่ไม่ตอบรับกับการดำรงอยู่รัฐบาล 6 ตุลาฯ

นอกจากนี้ คาดเดาได้ไม่ยากเลยว่า จากนี้ไปโอกาสการเกิดรัฐประหารรอบใหม่นั้นน่าจะอีกไม่นานแล้วอย่างแน่นอน เพียงแต่ “วัน ว. เวลา น.” จะถูกกำหนดในแผนยุทธการเมื่อไหร่เท่านั้นเอง เพราะว่าที่จริงหน่วยรถถังที่เป็นทั้งสัญลักษณ์และเครื่องมือหลักของการรัฐประหารได้สำแดงกำลังให้เห็นในเดือนมิถุนายนมาแล้ว

ดังนั้น ความพร้อมของ “ยุทธการยึดเมือง” จึงเป็นเพียงการรอ “คำสั่งเคลื่อนพล” ในวันจริง ที่การวอร์มเครื่องยนต์รถถังไม่ใช่เพียงการเช็กความพร้อมรบ แต่คือความพร้อมในการนำกำลังรถถังเข้าควบคุมจุดสำคัญทางยุทธศาสตร์ของกรุงเทพฯ

ในที่สุด รัฐประหารก็เกิดขึ้นจริงและประสบความสำเร็จในวันที่ 20 ตุลาคม 2020 และรัฐบาลพลเรือน 6 ตุลาฯ ก็เป็นอันสิ้นสุดลง

น่าสนใจว่าฝ่ายทหารเป็นผู้จัดการล้มรัฐบาลเผด็จการพลเรือนเสียเอง…

ทหารในปีกนี้คิดอย่างไร ทำไมพวกเขาตัดสินใจยึดอำนาจ และล้มรัฐบาลพลเรือนฝ่ายขวา คำถามเช่นนี้ย่อมเป็นปริศนาที่สำคัญยิ่ง เพราะสิ่งที่จะเกิดขึ้นจากนี้มีนัยอย่างมากกับอนาคตของการเมืองและความมั่นคงไทย

สำหรับพี่ๆ ทหารแล้ว รัฐประหารครั้งนี้คือการเตรียมเปิดประตูให้พวกพี่ๆ ได้กลับบ้านอย่างแน่นอน แต่สำหรับพวกเราในคดี 6 ตุลาฯ รัฐบาลใหม่ย่อมดีกว่ารัฐบาลเก่า!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ฮุนได STARIA Hybrid 11 ที่นั่ง ขุมพลังทางเลือกใหม่ ครั้งแรกในไทย
ภูมิรัฐศาสตร์น้ำ ในหลังคาโลกกำลังสุ่มเสี่ยง ‘โลกร้อน’ คือชนวนตัวใหม่รอวันระเบิด
50 ปี 6 ตุลา (3) 2520 – ปีแห่งการรัฐประหาร
เชลยศึกสงครามลาว (49) “ทหารรับจ้าง”
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับ ‘ชีวประวัติของชาติในสายตาของฉัน’ (32)
E-DUANG | มติกล้าธรรม เป็น ค้านอิสระ ส่งแรงสะเทือน สู่ “เพื่อไทย”
“รางวัลชมนาด” ก้าวสู่ครั้งที่ 15 จากเวทีประกวด สู่ “พื้นที่สร้างนักเขียนหญิงไทย”
22 ปีความรุนแรงชายแดนใต้ : สู่เส้นทางหยุดเลือดและน้ำตา
ชวนคิดชวนคุยเรื่องใต้! | สุรชาติ บำรุงสุข
Gachiakuta : ขยะ การซ่อม และจิตวิญญาณของสิ่งของ
ดินแดง ราชปรารภ เด็กชาย คุณากร ศรีสุวรรณ พลีชีพ สังเวย ต่อกระสุนปืน ‘ความเร็วสูง’
ทำงานกะกลางคืน ระวังภัยเงียบที่ซ่อนอยู่