
บทความเศรษฐกิจ
แฮร์คัตหนี้เสีย
ทางรอดหรือกับดักหนี้ครัวเรือนไทย?
กลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ประเด็นเศรษฐกิจที่หลายคนติดตาม คือ การที่อดีตนายรัฐมนตรีไทยอย่าง ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นทั้งบิดาของ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน และที่ปรึกษาของพรรคเพื่อไทย ประกาศบนเวทีปราศรัยที่ จ.พิษณุโลก ถึงไอเดียการรับซื้อหนี้ประชาชน
ใจความว่า “จะซื้อหนี้ทั้งหมดออกจากประชาชน ออกจากระบบธนาคารดีไหม แล้วให้ประชาชนค่อยๆ ผ่อน ไม่ต้องชำระเต็มจำนวน มีโอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่ ยกออกจากเครดิตบูโรให้หมด”
นี่ไม่ใช่การพูดครั้งแรก เพราะอดีตนายกรัฐมาตรีเคยพูดเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ระบุว่า เห็นภาคธุรกิจมีการทำแฮร์คัตหนี้ได้ จึงคิดว่า วันนี้เรามาดูภาคประชาชน เราทำให้เขาได้บ้างไหม เราแฮร์คัตภาคธุรกิจได้ เราจะแฮร์คัตภาคประชาชนได้ไหม
มาครั้งนี้ พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกะทรวงการคลัง แม่ทัพเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้ ไม่ปฏิเสธไอเดียดังกล่าว ระบุขอพิจารณาก่อน พร้อมระบุแนวคิดเรื่องการขายหนี้เป็นการระดมกำลังสถาบันการเงินมาทำงานร่วม โดยจะพยายามเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด
ซึ่งอยากจะดำเนินการให้เร็วก่อนเข้าสู่ไตรมาส 3 หรือก่อนมิถุนายนนี้
หนี้เสียทั้งระบบปัจจุบันมีอยู่ 1.22 ล้านล้านบาท และกลุ่มที่จะเข้าไปโฟกัสคือ ลูกหนี้ที่มีมูลหนี้ต่ำกว่า 1 แสนบาทต่อราย จำนวน 35% ของกลุ่มหนี้เสีย เท่ากับปัญหาหนี้จะหายไปจากระบบ 35%
ไอเดียนี้ ถือว่าซื้อใจคนที่ได้รับประโยชน์สูงสุด คือคนไทยที่มีหนี้
ยืนยันโดยมหาวิทยาลัยสวนดุสิต หรือสวนดุสิตโพล เปิดผลสำรวจความคิดเห็นเฉพาะประชาชนที่มีหนี้สินต่อกรณี “ซื้อหนี้ แก้ปัญหาให้ประชาชน” กลุ่มตัวอย่างเป็นประชาชนที่มีหนี้สิน จำนวน 1,153 คน ต่อแนวคิดของ “ทักษิณ” ที่จะซื้อหนี้ประชาชนออกจากระบบธนาคาร ให้ผ่อนชำระใหม่แบบลดภาระ และล้างเครดิตบูโรโดยไม่ใช้เงินของรัฐ
โดยกลุ่มตัวอย่างที่มีหนี้ เห็นด้วย 62.19% เพราะช่วยรวมหนี้ทั้งหมดมาไว้ที่เดียว ดอกเบี้ยถูกลง ช่วยให้คนที่มีหนี้สบายใจขึ้น ไม่เครียด มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่เสียประวัติทางการเงิน
ส่วนกลุ่มไม่เห็นด้วย 37.81% เพราะไม่แน่ใจเรื่องความโปร่งใส อาจมีผลประโยชน์แอบแฝง ทำให้คนขาดวินัยทางการเงินและกู้เพิ่ม อาจกลายเป็นหนี้เสีย ส่งผลกระทบต่อการเงินของประเทศในอนาคต
เมื่อถามว่าแนวคิดซื้อหนี้ของ “ทักษิณ” จะช่วยแก้ปัญหาหนี้สินของคนไทยให้หมดไปได้หรือไม่ กลุ่มตัวอย่าง 57.73% ระบุ ช่วยได้ เพราะช่วยลดภาระหนี้ ส่งหนี้ได้ตรงเวลา ลดการกู้เงินนอกระบบ ทำให้มีเงินหมุนเวียนมากขึ้น มีเงินเหลือพอไปลงทุนสร้างรายได้เพิ่ม
ส่วนกลุ่มตัวอย่าง 42.27% ระบุ ช่วยไม่ได้ เพราะคนขาดวินัย อาจกู้เพิ่มและไม่ใช้คืน หวังรอให้รัฐช่วย ทำได้ยาก ไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ หนี้ไม่ได้หมดไปแค่เปลี่ยนเจ้าหนี้
ขณะที่แนวคิดของภาครัฐในการตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เพื่อซื้อหนี้เสียออกจากระบบ ไม่ใช่แนวคิดใหม่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยให้ความเห็นว่า หากเทียบกับกรณีที่คล้ายคลึงกันของไทยคือ การจัดตั้ง AMC วิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 ที่มีหนี้เสียสูงถึง 52.3% ของสินเชื่อรวมในเดือนพฤษภาคม 2542 หรือราว 2.5 ล้านล้านบาท อันเกินกว่ากำลังของระบบสถาบันการเงินจะแก้ไขได้ในระยะเวลาอันสั้นนั้น ทำให้เกิดการจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ของภาคเอกชนและภาครัฐตามมาตั้งแต่ปี 2540-2541 จนมีจำนวนกว่า 10 แห่ง เพื่อซื้อหนี้จากธนาคารแม่ แยกออกไปบริหารจัดการเฉพาะ
ต่อมาจึงมีการจัดตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) หรือ TAMC ในปี 2544 เพื่อซื้อหนี้ก้อนใหญ่ในช่วงปลายวิกฤตดังกล่าว ประมาณ 7.8 แสนล้านบาท จากสถาบันการเงินไปบริหารเพื่อฟื้นฟูและ/หรือปิดจบหนี้
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยวิเคราะห์ แม้จุดเริ่มต้นของแนวคิดการจัดตั้ง AMC ทั้งในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งและในครั้งนี้ มีความเหมือนกันตรงที่การมุ่งแยกหนี้เสียออกจากระบบ แต่กลับอยู่บนเงื่อนไขของเศรษฐกิจการเงินที่แตกต่างกัน
คือ ในช่วงวิกฤตปี 2540 มีการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังวิกฤตจากอานิสงส์ของเงินบาทอ่อนค่าที่ส่งผลดีต่อ FDI และการส่งออก ได้ช่วยให้ธุรกิจและครัวเรือนเห็นภาพรายได้ที่ดีขึ้น
ขณะที่ปัญหาในรอบนี้แตกต่างออกไป นั่นคือ หนี้เอ็นพีแอลทั้งธุรกิจและรายย่อยจำนวนไม่น้อยผ่านการปรับปรุงโครงสร้างหนี้และมาตรการช่วยเหลือจากทั้งธนาคารพาณิชย์และทางการ รวมทั้งสถานการณ์เศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนสูงทำให้ปัจจัยด้านรายได้ของธุรกิจและครัวเรือนไม่ชัดเจน ซึ่งย่อมจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสำเร็จในการแก้ไขหนี้
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุอีกว่า ต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย ได้แก่
1. ต้นทุนการบริหารจัดการหนี้สูง เนื่องจากจำนวนบัญชีรายย่อยที่เครดิตบูโร มีจำนวนกว่า 9 ล้านบัญชี
2. ปัญหาวินัยทางการเงิน หรือ Moral Hazard ของลูกหนี้
เพราะการขายหนี้ออกไปทำให้ลูกหนี้มีโอกาสได้รับเงื่อนไขการชำระหนี้ใหม่ที่แตกต่างหรือผ่อนปรนกว่าเดิม อาจกระตุ้นให้ลูกหนี้ดีหรือลูกหนี้ที่เริ่มมีปัญหา เลือกปฏิเสธการจ่ายหนี้และกลายเป็นเอ็นพีแอลมากขึ้น จะทำให้เจ้าหนี้ยิ่งเพิ่มความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ไม่เป็นผลดีต่อระบบการเงินโดยรวม
สอดคล้องกับบทความของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้า ยกตัวอย่างเกาหลีใต้ซึ่งชนชั้นกลางมีปัญหาหนี้สินจำนวนมาก รัฐบาลเกาหลีใต้มีการตั้งกองทุนขึ้นมาเพื่อช่วยลูกหนี้ที่ประสบปัญหา โดยลูกหนี้ของสถาบันการเงินสามารถใช้เงินของกองทุนมาช่วยในการปรับโครงสร้างหนี้ ทำให้ลูกหนี้จ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ำลง
ส่วนนโยบายซื้อหนี้ของไทยยังไม่มีรายละเอียดต่างๆ ออกมา จึงยังไม่สามารถบอกได้ว่าวิธีการของรัฐบาลนั้นมีข้อดีข้อเสียอย่างไร
ทั้งนี้ หลายคนเข้าใจว่านโยบาย “ซื้อหนี้” จากประชาชน คือการที่รัฐช่วย “ปลดหนี้” ให้ โดยที่ประชาชนจะไม่มีหนี้อีกต่อไป แต่ในทางปฏิบัติไม่ได้เป็นเช่นนั้น ลูกหนี้ยังคงเป็นหนี้อยู่ โครงการนี้ไม่ใช่การล้างหนี้
แต่หลักการคือเป็นการซื้อหนี้จากธนาคารมาบริหารเพื่อลดภาระในการผ่อนชำระของลูกหนี้ ถ้าเป็นหนี้เสียแต่มีหลักทรัพย์ที่ใช้เป็นหลักประกัน เช่น บ้านหรือที่ดิน อาจเอาหลักทรัพย์นั้นมาชดเชยหนี้ บริษัทบริหารสินทรัพย์ที่รับซื้อหนี้จะนำสินทรัพย์นี้ไปบริหาร
แต่ถ้าลูกหนี้ยังมีรายได้ที่ยังสามาถผ่อนชำระได้ อาจจะใช้วิธีปรับโครงสร้างหนี้ ลดจำนวนเงินที่ผ่อนชำระรายเดือน ลดอัตราดอกเบี้ยลง เพื่อให้ลูกหนี้มีความสามารถในการผ่อนชำระมากขึ้น แต่ยืดระยะเวลาในการผ่อนชำระออกไปให้นานขึ้น
บทความยังชี้อีกว่าการประกาศจะเข้าไปซื้อหนี้ของประชาชนอาจเป็นการส่งสัญญาณให้เกิด Moral Hazard โดยลูกหนี้ตั้งใจให้เกิดหนี้เสีย เพราะมองว่าเมื่อมีรัฐคอยให้ความช่วยเหลือเราก็สามารถกู้เงินมาใช้โดยไม่ต้องรับผิดชอบ เนื่องจากลูกหนี้ชั้นดีที่ผ่อนชำระตรงเวลาจะรู้สึกว่าตัวเองถูกเอาเปรียบ ดังนั้น แทนที่เขาจะมีวินัยในการชำระหนี้ก็อาจจะหยุดผ่อนชำระเพื่อรอการช่วยเหลือแทน
ดังนั้น หนทางแก้หนี้ในครั้งนี้ อาจยิ่งทำคนไทยเสียนิสัย เสียวินัยทางการเงิน
กลายเป็นกับดักแก้หนี้ให้รัฐบาลไม่รู้จบก็เป็นได้
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
