MatiTalk ระบบเตือนภัย – ความแข็งแรงโครงสร้างอาคาร 2 หัวใจสำคัญ ในวันที่คนไทย ต้องรับมือกับเหตุการณ์แผ่นดินไหว

รายงานพิเศษ
MatiTalk ระบบเตือนภัย – ความแข็งแรงโครงสร้างอาคาร
2 หัวใจสำคัญ
ในวันที่คนไทย
ต้องรับมือกับเหตุการณ์แผ่นดินไหว
28 มีนาคม เกิดเหตุแผ่นดินไหว จุดศูนย์กลางที่ประเทศเมียนมา ขนาด 8.2 หลายพื้นที่ในประเทศไทยรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือน กรณีกรุงเทพฯ โดยเฉพาะผู้อยู่บนตึกสูงและตึก สตง.ที่กำลังก่อสร้าง ในย่านจตุจักรได้ถล่มลงมา สร้างความแตกตื่นแก่ประชาชน
มติชนสุดสัปดาห์ได้สัมภาษณ์ รศ.ดร.ณัฏฐ์ ลีละวัฒน์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ เชี่ยวชาญด้านระบบสารสนเทศภัยพิบัติ และการบริหารความสี่ยง
และ รศ.ดร.ฉัตรพันธ์ จินตนาภักดี อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโครงสร้างและแผ่นดินไหว หน่วยปฏิบัติการวิจัยระบบสารสนเทศ การจัดการภัยพิบัติและความเสี่ยง คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ในประเด็นร้อนที่ทุกคนยังคงตกใจและมองว่าเป็นเรื่องใหม่ในสังคม

รศ.ดร.ณัฏฐ์ ลีละวัฒน์
: ประเทศไทยมีระบบเตือนภัยและระบบสารสนเทศรองรับภัยพิบัติเพียงพอหรือยัง และควรพัฒนาในด้านใดเพิ่มเติม?
รศ.ดร.ณัฏฐ์อธิบายว่า สำหรับเรื่องของระบบเตือนภัย เป็นเรื่องที่อยู่ในความดูแลของศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย โดยมีหน้าที่ตามพระราชบัญญัติ การพัฒนาตัวระบบเตือนภัยของศูนย์เตือนภัยมีการพัฒนามาตั้งแต่หลังเหตุการณ์สึนามิภาคใต้ปี 2547 ซึ่งมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ต้องบอกว่าตัวหลักการในการทำก็ค่อนข้างเป็นสากลคล้ายๆ กับหลายประเทศ เรามีตัวเซ็นเซอร์ ทุ่นลอย รวมถึงมีการใช้ข้อมูลจากต่างประเทศ
สิ่งที่อาจจะต่างไปบ้างก็คือลักษณะของการเผยแพร่ตัวข้อความเตือนภัย ของประเทศไทยมีหลักการในการเผยแพร่ข้อความเตือนภัยหลายวิธี ถ้าเป็นโซนพื้นที่บริเวณที่มีหอเตือนภัย ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณภาคใต้ของประเทศไทยจะมีการประกาศจากหอเตือนภัยเป็นข้อความที่เตรียมเอาไว้รับสัญญาณผ่านดาวเทียมแล้วก็ประกาศได้เลย
ในส่วนระบบอื่นๆ ทาง ปภ.มีการทำแอพพลิเคชั่นที่เอาไว้เตือนภัยสำหรับคนที่ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นไว้ มีการเตือนภัยผ่านสื่อต่างๆ ที่เป็นสื่อสาธารณะ

รศ.-ดร.-ฉัตรพันธ์ จินตนาภักดี
: ระบบเตือนภัยมีกระบวนการอย่างไร
รศ.ดร.ณัฏฐ์กล่าวว่า โดยหลักการ หลังจากได้รับข้อมูลแล้วจะไม่ได้มีการประกาศทันที แต่ต้องมีการตรวจสอบเงื่อนไขต่างๆ เพราะประเทศไทยเหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ ดังนั้น ต้องมีนักวิเคราะห์มาช่วยตรวจสอบข้อมูลว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้องหรือเปล่า มีการเทียบข้อมูลกับหน่วยงานต่างประเทศ
สิ่งที่เราใช้อาจจะไม่เหมือนบางประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เมื่อรับสัญญาณมาปั๊บประกาศแจ้งเตือนประชาชนเลยเนื่องจากเขามีระยะเวลาในการเตรียมความพร้อมในเหตุการณ์ต่างๆ น้อย โดยเฉพาะถ้าเป็นแผ่นดินไหวในทะเลมีโอกาสเกิดสึนามิ ดังนั้น เขาต้องประกาศทันที
สำหรับประเทศไทย กรณีถ้าเป็นสึนามิจะเป็นอีกกรณีหนึ่ง อย่างไรก็ตา วันนี้เราเป็นแผ่นดินไหว แต่ว่าไม่ว่าจะเป็นกรณีมีสึนามิหรือไม่มีสึนามิ มันมีขั้นตอนในการเช็กข้อมูลว่าเที่ยงตรงแล้วหรือยังก่อนที่จะประกาศไปสู่ประชาชน
ต้องบอกว่าประชาชนที่อาจจะไม่ได้รับข้อมูลเพราะ Channel ในการส่งมีหลาย Channel แต่ว่าหลาย Channel ในวันเกิดเหตุเกิดอุปสรรคพอสมควร ด้วยทั้งสัญญาณโทรศัพท์และสัญญาณ bandwidth หรือปริมาณการรับส่งข้อมูลที่เต็มในช่วงหลังจากเกิดเหตุการณ์ ซึ่งทุกคนพยายามเช็กข้อมูลว่าเกิดอะไรขึ้น ทุกคนพยายามติดต่อหาญาติพี่น้องหรือติดต่อผ่านหน่วยงานภาครัฐ
กรณีของไทยโครงการที่กำลังจะ Launch ในปีนี้ (ล่าสุดทางนายกรัฐมนตรีประกาศว่าในเดือนกรกฎาคมนี้จะได้ใช้แน่นอน) คือ Cell Broadcast เป็นโครงการที่มีการริเริ่มตั้งแต่ปีก่อนแล้ว แต่ตอนนี้อยู่ในเฟสของการทดลองตัวระบบอยู่ เพราะว่าต้องมีความแม่นยำ
จริงๆ ระบบ Cell Broadcast คือ การส่งข้อความเตือนภัยไปยังผู้ที่อยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงทันที
แต่ถามว่าทำไมต้องมีการทดสอบตลอดเวลา เพราะว่าข้อความนี้จะเป็นข้อความที่ค่อนข้าง sensitive ถ้าเราประกาศเตือนภัยไปในกลุ่มคนที่ไม่มีอันตรายใดๆ เขาจะรู้สึกว่าเป็นข้อความที่ไม่น่าเชื่อถือและสุดท้ายเวลาเกิดเหตุการณ์จริงเขาอาจจะไม่เชื่อข้อความพวกนี้ก็ได้ เป็นสิ่งหนึ่งที่ภาครัฐกำลังทำอยู่
ผมเชื่อว่าแผ่นดินไหวครั้งนี้จะเป็นตัวผลักดันให้ Cell Broadcast ยิ่งกระชับเวลามากขึ้นและรีบ Launch ระบบแบบ official เร็วมากยิ่งขึ้น
ในมุมของประชาชนต้องบอกว่า ประชาชนก็ต้องมีความ Active ในการรับข้อมูลเพิ่มเติม ถ้าสื่อหลักที่ประชาชนใช้อยู่รับข้อมูลไม่ได้ต้องพยายามหาช่องทางอื่นในการรับข้อมูล
ผมเชื่อว่าประชาชนไทยหลายคนใช้ก็คือสื่อสังคมออนไลน์ไม่ว่าจะเป็น Facebook หรือ x ควรจะต้องเช็กว่า account ที่เราติดตามเป็น account จริงของหน่วยงานภาครัฐหรือไม่

: ข้อเสนอหลังเกิดเหตุการณ์
รศ.ดร.ณัฏฐ์กล่าวว่า ในฐานะที่ศึกษาเรื่องสารสนเทศ ในมุมประชาชนเราต้องไม่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้าง Misinformation หรือ Fake News แบบต่างๆ เพราะว่าการกดแชร์หรือการส่งต่อที่ไม่มีต้นทางหรือไม่สามารถ validate หาต้นทางได้อันนี้เหมือนเราเป็นคนที่สนับสนุนข้อความที่เป็น Fake News
อีกส่วนหนึ่ง เราจำเป็นต้องรู้ว่าข้อมูลที่เป็นข้อมูลจริงผู้ที่ส่งมาสามารถตามหาต้นทางแหล่งของข้อมูลได้ถูกต้องหรือเราควรจะเข้าไปศึกษาแหล่งข้อมูลด้วยตนเองด้วยเราจะได้รู้ว่าตัวนี้คือข้อมูลที่ถูกต้อง แล้วคนที่รับต่อไปก็จะได้ไม่รับข้อมูลที่ผิดพลาดในมุมของภาครัฐ
ผมเชื่อว่าเหตุการณ์ที่เราเจอครั้งนี้จะเป็นตัวที่ผลักดันจุดประกายมาตรการใหม่ๆ หรือมาตรการที่เตรียมการมาระยะหนึ่งแล้วมีการทดสอบแล้วคงได้รีบใช้ในเร็ววัน
Cell Broadcast น่าจะเป็นเทคโนโลยีที่จะช่วยลดความเสี่ยงและลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนได้อย่างรวดเร็ว
: “โครงสร้างอาคารในการรองรับแผ่นดินไหว” ประเทศไทยมีมาตรฐานโครงสร้างรองรับแผ่นดินไหวอย่างไร?
รศ.ดร.ฉัตรพันธ์อธิบายว่า ประเทศไทยมีการเตรียมความพร้อมด้านการรองรับการเกิดแผ่นดินไหว โดยเริ่มต้นมาตรฐานหรือกฎหมายในประเทศไทยที่กำหนดว่าจะต้องพิจารณาแผ่นดินไหวน่าจะเริ่มประมาณปี 2540 คือก่อนหน้าปี 2540 ไทยยังไม่มีการบังคับด้วยกฎหมายว่าจะต้องพิจารณาแผ่นดินไหวในการออกแบบอาคาร
ปี 2550 เพิ่งจะมีการบังคับให้อาคารในกรุงเทพฯ ต้องออกแบบให้ต้านแผ่นดินไหวได้
แต่ว่าในช่วงแรกๆ วิศวกรที่ออกแบบยังไม่ค่อยคุ้นเคยอาจจะยังไม่แน่ใจว่าต้องทำอย่างไรอาจจะใช้เวลาสักพักหนึ่งในการปรับตัว ซึ่ง ณ วันนี้ผมคิดว่าวิศวกรในประเทศไทยที่ตั้งใจทำงาน ทำถูกต้องตามหลักวิชาการเขาทำได้ระดับหนึ่ง
หากถอยไปก่อนปี 2540 ถือว่าเป็นความเสี่ยงที่ยังแฝงอยู่ บางหลังถ้ามีการรื้อถอนออกไปแล้วถือว่าก็หมดกรรมไปแล้ว
แต่ว่าถ้าอาคารที่ยังใช้งานอยู่ก็จริงๆ ควรจะมีการประเมินบ้างก็ดี โดยเฉพาะอาคารใหญ่ๆ ที่มีอายุมากๆ ถ้าเราประเมินตามระดับมาตรฐานในปัจจุบันอาคารมีความปลอดภัยเพียงพอหรือเปล่า
ซึ่งจริงๆ เกณฑ์ในการออกแบบอาคารในประเทศไทยให้รองรับแผ่นดินไหวควรจะต้องมีการอัพเดตเป็นระยะๆ อย่างกรมโยธาธิการและผังเมืองจะมีการกำหนดมาตรฐาน ล่าสุด มีการปรับปรุงเมื่อประมาณปี 2564
: หัวใจความแข็งแรงของอาคารอยู่ตรงไหน?
รศ.ดร.ฉัตรพันธ์กล่าวว่า โดยทั่วไปโครงสร้างจะมีแบบที่เป็นคอนกรีตเสริมเหล็กกับที่เป็นโครงสร้างเหล็ก แต่ในประเทศไทยส่วนใหญ่จะเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก มีตั้งแต่อาคารขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ ซึ่งโครงสร้างหลักของอาคารที่เป็นเหมือนกระดูกทำหน้าที่รับแรงต้านทานต่างๆ คือ เสา คานจะเป็นสิ่งสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งเสาสำคัญมากกว่าคาน เพราะว่าจะต้องคงสภาพในการต้านทานแบกน้ำหนักให้ได้ ถ้าเกิดว่าเสามีความเสียหาย มีการกะเทาะ การแตก ความสมบูรณ์ของมันสูญเสียไป ความสามารถในการแบกทานน้ำหนักก็ได้รับผลกระทบ อันนี้ก็จะเกิดความน่ากลัวขึ้นมา
เพราะฉะนั้นถ้าเกิดว่ามีความเสียหายในส่วนที่เป็นเสาโครงสร้างหลัก ก็จะต้องเรียกว่าตื่นตัวและเข้าไปจัดการ แต่ถ้าเกิดว่าเป็นแค่ผนังที่เป็นก่ออิฐฉาบปูนมีรอยร้าว บางครั้งแยกตัวออกจากเสาหรือว่ามีรอยร้าวบ้าง ตรงนี้จะไม่ค่อยน่ากลัวเท่าไหร่เหมือนเป็นแค่องค์ประกอบของเสื้อผ้าเฉยๆ มันไม่ใช่กระดูกหลักที่ทำหน้าที่รับแรง
แต่ถ้าเป็นอาคารสูงๆ สิ่งที่ใช้ในการรับแรงคือตัวกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กขนาดใหญ่ ซึ่งส่วนมากเขาจะสร้างไว้บริเวณลิฟต์ของอาคารตรงนั้นเหมือนเป็นกระดูกสันหลังที่สำคัญที่สุดของอาคารไม่ให้ถล่มลงมา
อย่างอาคาร สตง. ที่ถล่มลงมา ผมคิดว่าตัวที่เป็นเสากับกำแพงน่าจะยังไม่แข็งแรงพอหรือไม่แน่ใจว่ามันมีความบกพร่องอะไรบางอย่างถึงเกิดการถล่ม
สำหรับแผ่นดินไหวครั้งนี้ถ้ามีความเสียหายต่อโครงสร้างหลัก มีเสาคอนกรีตแตกจนเห็นเหล็กถือว่าเป็นเหมือนกับ Wake up Call หรือว่าการปลุกให้ตื่นให้ระวังตัวเราจะต้องจริงจังกับเรื่องของแผ่นดินไหวให้มากกว่าเดิม
แผ่นดินไหวเราไม่สามารถทำนายได้ล่วงหน้า เพราะฉะนั้นการเตรียมความพร้อมต่อแผ่นดินไหวทางเดียวคือทำโครงสร้างให้มีความแข็งแรงต้านทานแรงที่เกิดขึ้นได้หรือการจัดวางสิ่งของให้อยู่ในที่ที่ปลอดภัยยึดให้มั่นคง
เราควรจะลงทุนกับความปลอดภัย ในแง่ที่ว่าโครงสร้างในอดีตที่ผ่านมาเราจะให้ความสำคัญกับมันค่อนข้างน้อย แต่เราไปให้ความสำคัญกับเรื่องความสวยงาม วัสดุที่ใช้ตกแต่งอาคาร ซึ่งคิดเป็นมูลค่ามากกว่าเนื้อคอนกรีตที่เราจะเพิ่มหรือเหล็กที่เราจะเพิ่มเข้าไปในโครงสร้างที่ทำให้เราปลอดภัย
เหตุการณ์แบบนี้ช่วยเตือนสติให้เราตระหนักว่าจริงๆ แล้วเหตุการณ์แผ่นดินไหวเราต้องเตรียมไว้ก่อน ไม่งั้นมันสายเกินไป
ชมคลิป
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
