
บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์
ปรีดี แปลก อดุล
: คุณธรรมน้ำมิตร (67)
กลุ่มอนุรักษนิยม
กับรัฐธรรมนูญที่ปฏิเสธกองทัพ
พ.ศ.2492 หลังความสำเร็จในการปราบปรามกบฏเสนาธิการเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.2491 ทำให้รัฐบาล จอมพล ป.พิบูลสงคราม สามารถเข้าควบคุมกองทัพบกได้อย่างเบ็ดเสร็จ นายปรีดี พนมยงค์ ยังลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ แต่สิ่งที่ยังเป็นปัญหาสำคัญในทัศนะของของจอมพล ป.พิบูลสงคราม คือการเคลื่อนไหวทางการเมืองของฝ่ายอนุรักษนิยม
ระหว่างการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แทนรัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับตุ่มแดง แม้นายควง อภัยวงศ์ จะถูกบังคับให้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว แต่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งจัดตั้งไว้ก่อนหน้านี้โดยกลุ่มอนุรักษนิยมก็ยังคงเดินหน้าต่อไปซึ่งสร้างความไม่ไว้วางใจเป็นอย่างยิ่งต่อจอมพล ป.พิบูลสงคราม ซึ่งปราศจากอำนาจพิเศษในนามคณะรัฐประหารแล้วจึงได้พยายามเสนอต่อรัฐสภาตามวิถีทางรัฐธรรมนูญให้ตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่ หรืออย่างน้อยขอให้ทำการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ฝ่ายอนุรักษนิยมร่างขึ้นในชั้นการพิจารณา แต่ไม่เป็นผล เนื่องจากฝ่ายอนุรักษนิยมก็ยังคงมีอิทธิพลในรัฐสภาอย่างเหนียวแน่น
รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งถูกร่างโดยกลุ่มอนุรักษนิยมนี้ จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรียืนยันกับเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาว่าตนนิยมรัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธันวาคม 2475 มากกว่าเพราะมีความเป็นประชาธิปไตยกว่าฉบับของกลุ่มอนุรักษนิยม โดยเห็นว่าสาระในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นการลดอำนาจของประชาชนลง แต่ขยายอำนาจของสถาบันกษัตริย์ให้มากขึ้น และเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้จะนำไปสู่ปัญหาทางการเมืองในไม่ช้า
ระหว่างการต่อสู้เรื่องรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบนี้ ก็เกิดเหตุการณ์กบฏวังหลวง
การกลับมาของนายปรีดี
หลังจากปฏิเสธข้อเสนอของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ให้กลับมาร่วมกันต่อสู้กับฝ่ายอนุรักษนิยม “ขุนศึก ศักดินา พญาอินทรี” ของ ณัฐพล จริงใจ บันทึกว่า
นายปรีดี พนมยงค์ และพวกเดินทางจากจีนมาไทยเพื่อปฏิบัติการทวงคืนอำนาจในเหตุการณ์ที่เรียกกันต่อมาว่ากบฏวังหลวง ด้วยการโดยสารเรือปราบเรือดำน้ำ S.S Blue Bird ซึ่งมีกัปตันเรือชื่อ Gorge Nellis และลูกเรือทั้งหมดเป็นชาวอเมริกันโดยแล่นออกจากฮ่องกงมารับนายปรีดี พนมยงค์ และคณะจำนวน 8-9 คนที่มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน ซึ่งยังอยู่ในการปกครองของรัฐบาลจีนคณะชาติเจียงไคเช็ก พร้อมลำเลียงอาวุธหลายชนิด เช่น ปืนบาซูก้า ปืนกลมือสเตน ปืนคาร์บิน ลูกระเบิดมือและกระสุนจำนวน 40 หีบที่ได้รับการสนับสนุนจาก “อดีตเจ้าหน้าที่โอเอสเอส” ในจีน จากนั้นเรือก็มุ่งตรงมายังสัตหีบ
สำหรับกำลังที่จะใช้ในการโค่นล้มรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม นั้น กองกำลังหลักที่ตอบรับอย่างแน่นอนแล้ว คือกรมนาวิกโยธินในชลบุรีของ พล.ร.ต.ทหาร ขำหิรัญ กองสัญญาณทหารเรือในพระนครของ น.อ.ชลี สินธุโสภณ และ พล.ร.ต.หลวงสังวรยุทธกิจ ซึ่งแม้จะเป็นนายทหารนอกราชการไม่มีกำลังในบังคับบัญชา แต่ก็ได้รับความเชื่อถือจากเหล่าอดีตสมาชิกเสรีไทยที่ยังรวมตัวกันอย่างหนาแน่นทั้งทหารบก ตำรวจ และนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง จำนวนหนึ่งที่ตกลงเข้าร่วมด้วย
การเข้าร่วมแบบเต็มตัวของนายทหารเรือชั้นผู้ใหญ่ทั้ง 3 ท่านได้แก่ พล.ร.ต.ทหาร ขำหิรัญ พล.ร.ต.หลวงสังวรยุทธกิจ และ น.อ.ชลี สินธุโสภณ ซึ่งล้วนเป็นผู้ก่อการสายทหารเรือเมื่อครั้งเปลี่ยนแปลงการปกครอง ทำให้นายปรีดี พนมยงค์ และฝ่ายผู้ก่อการเชื่อมั่นว่า หลวงสินธุสงครามชัย อดีตหัวหน้าผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองสายทหารเรือจะนำกองทัพเรือเข้าร่วมด้วยอย่างแน่นอน ซึ่งจะเสริมความเข้มแข็งให้หน่วยกำลังรบที่เข้าร่วมคือกรมนาวิกโยธินที่มีกำลังเพียง 2 กองพันกับกองสัญญาณทหารเรือ เนื่องจากเรือรบขนาดต่างๆ ในกองเรือรบสามารถเคลื่อนตัวเข้าประจำในแม่น้ำเจ้าพระยาและสามารถใช้ปืนใหญ่ประจำเรือและอาวุธหนักอื่นๆ ยิงโจมตีต่อเป้าหมายบนบกทุกตารางนิ้วในพระนคร สร้างความเชื่อมั่นในอำนาจกำลังรบที่จะเหนือกว่าฝ่ายทหารบก
แต่ไม่ปรากฏหลักฐานใดๆ ว่า หลวงสินธุสงครามชัยได้รับปากเข้าร่วมด้วย และหากได้ติดตามภูมิหลังความเคลื่อนไหวของหลวงสินธุสงครามชัยหลังความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 แล้วจะเห็นว่า หลวงสินธุสงครามชัยพยายามนำกองทัพเรือออกจากการเมืองเพื่อให้เป็น “ทหารอาชีพ” โดยแท้จริง และจะกลายเป็นปัจจัยหลักในความพ่ายแพ้ของฝ่ายกบฏอย่างรวดเร็วในที่สุด
ความคิด “ทหารอาชีพ” ของหลวงสินธุสงครามชัยไม่แตกต่างจากนายทหารบกสายเสนาธิการที่พยายามโค่นล้มรัฐบาลของคณะรัฐประหารในเหตุการณ์ “กบฏเสนาธิการ” ก่อนหน้านี้ไม่นาน แต่ที่แตกต่างกันคือ หลวงสินธุสงครามชัยปฏิเสธการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองในทุกระดับ ทุกวิธีการ รวมทั้งเหตุการณ์กบฏวังหลวงครั้งนี้
มีบันทึกใน “ขุนศึก ศักดินา พญาอินทรี” ด้วยว่า นายปรีดี พนมยงค์ ได้ติดต่อกับกลุ่มของตนผ่านนายวิจิตร ลุลิตานนท์ อย่างต่อเนื่อง และมีการประชุมวางแผนการภายในกลุ่มโดยมอบหมายให้ นายทวี ตะเวทิกุล ขอความสนับสนุนจาก พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ และ พล.ท.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ แต่ได้รับการปฏิเสธ ขณะที่นายทวี ตะเวทิกุล ไม่เห็นด้วยกับแผนการใช้กำลังครั้งนี้และพยายามโน้มน้าวให้ล้มเลิกแผนดังกล่าว แต่นายปรีดี พนมยงค์ ยังคงยืนยันที่จะดำเนินการแผนชิงอำนาจคืนต่อไป
หลังรัฐบาลประสบความสำเร็จในการปราบปราม จากนั้นเครือข่ายของนายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นอดีตเสรีไทย ต่างถูกติดตามกวาดล้างและเข่นฆ่าอย่างรุนแรงแบบถอนรากถอนโคนจากฝ่ายตำรวจ ได้แก่
การสังหาร พ.ต.โผน อินทรทัต เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2492
การสังหาร พ.ต.อ.บรรจงศักดิ์ ชีพเป็นสุข เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2492
การสังหาร 4 อดีตรัฐมนตรีได้แก่ นายจำลอง ดาวเรือง นายถวิล อุดล นายทองเปลว ชลภูมิ และนายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ เมื่อวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ.2492
เหลือเพียงนายเตียง ศิริขันธ์ ขุนพลอีสานที่เป็นขุมกำลังสุดท้ายของนายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งต่อมาก็ถูกสังหารโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ.2495 จึงนำไปสู่การสลายตัวอย่างสิ้นเชิงทั้งของคณะราษฎรสายพลเรือนและเสรีไทยซึ่งเป็นองค์กรฝ่ายพลเรือนที่เข้มแข็งที่สุดภายหลัง พ.ศ.2475 และเป็นพลังฝ่ายพลเรือนที่สามารถถ่วงดุลอำนาจกับฝ่ายทหารได้
อย่างไรก็ตาม ความช่วยเหลือของอดีตโอเอสเอสที่ให้แก่นายปรีดี พนมยงค์ ทำให้จอมพล ป.พิบูลสงคราม เกิดความกังวลว่าสหรัฐอเมริกาจะสนับสนุนนายปรีดี พนมยงค์ และหันหลังให้กับรัฐบาลของตน
รัฐธรรมนูญ 2492
ในที่สุด รัฐธรรมนูญที่เพิ่มอำนาจให้สถาบันกษัตริย์ในทางการเมืองแต่กีดกันคณะรัฐประหาร ก็ถูกประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาเดือนมีนาคม 2492 หลังเหตุการณ์กบฏวังหลวงผ่านไปไม่นาน แม้ในระหว่างการพิจารณาจะมีการคัดค้านจากนายทหารจำนวนหนึ่งในคณะรัฐประหารและจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีสานที่นำโดยนายเลียง ไชยกาล และนายฟอง สิทธิธรรม และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนอื่นจากภาคอีสานก็ตาม แต่ก็ไม่อาจต้านทานเสียงให้การสนับสนุนจากกลุ่มอนุรักษนิยมที่ครองเสียงส่วนใหญ่ท่วมท้นรัฐสภาได้
กลุ่มอนุรักษนิยมเตรียมขยายผลรุกคืบทางการเมืองด้วยการเตรียมจัดตั้งพรรคการเมืองที่มีแนวทางแบบกษัตริย์นิยมเพิ่มขึ้นอีกจากเดิมที่มีเพียงพรรคประชาธิปัตย์และพรรคกษัตริย์นิยม
รวมทั้งมีการเสนอแนวคิดจัดตั้งรัฐบาลผสมระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับรัฐบาลคณะรัฐประหาร โดยมีแผนผลักดันให้เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศร์ แกนนำสำคัญในกลุ่มอนุรักษนิยมเป็นนายกรัฐมนตรีแทน แต่เปิดทางให้ จอมพล ป.พิบูลสงคราม เข้าร่วมรัฐบาลผสมนี้ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยจะต้องลาออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ส่วนตำแหน่งรัฐมนตรีอื่นๆ จะตกเป็นของพรรคประชาธิปัตย์ทั้งหมด
กล่าวโดยสรุปนับแต่หลังการรัฐประหาร 2490 กลุ่มอนุรักษนิยมก็สามารถครองความได้เปรียบเหนือคณะรัฐประหารมาอย่างต่อเนื่องด้วยการเข้าควบคุมกลไกทางการเมืองไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จโดยอาศัยความได้เปรียบในรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นเองทั้ง 2 ฉบับ เหตุการณ์กบฏวังหลวงจึงทำลายโอกาสของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ที่จะใช้ความเชี่ยวชาญทางการเมืองของนายปรีดี พนมยงค์ มาเป็นกำลังหลักในการต่อสู้กับฝ่ายอนุรักษนิยม
แต่กระนั้น เยื่อใยแห่งมิตรภาพและอุดมการณ์ของคณะราษฎรระหว่างทั้ง 2 ยังคงมีอยู่
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
